กฎหมายขอตาย’ต่ำ18’พ่อแม่ต้องยินยอมสช.ลุยแจงรพ.รัฐ-เอกชน

เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

     เผยตัวอย่างหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับการรักษาเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เลขาฯ สช.ชี้ ไม่ได้จำกัดแค่การเขียน อาจอัดวิดีโอหรือพูดบอกญาติพี่น้องก็ได้ แต่หากมีหลักฐานชัดเจน แพทย์พยาบาลจะทำงานสะดวกขึ้น ยัน ทำได้ทันทีทุกคน เว้นอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้ปกครองต้องยินยอม พร้อมเดินสายทำความเข้าใจ รพ. รัฐและเอกชน ดาวน์โหลดหนังสือได้ที่เว็บไซต์ สช.
          เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวถึงการตรากฎกระทรวงเพิ่มเติมจากมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ที่ระบุว่าบุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการทางสาธารณสุข ที่เป็นเพียงยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน ว่า สิทธิในการปฏิเสธการรักษาเป็นสิทธิที่ทุกคนมีอยู่แล้ว แต่บั้นปลายชีวิต หรือขณะป่วยหนัก เราอาจจะไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์พอที่จะแจ้งความต้องการต่อแพทย์ได้ ดังนั้นมาตรา 12 ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ที่ระบุว่า “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้” นั้น มีขึ้นเพื่อรับรองสิทธิ และดำรงสิทธิในการรักษาโดยการเขียนหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าช่วงที่ยังมีสติสมบูรณ์ ซึ่งสิทธินี้ใช้ได้ตั้งแต่ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2550 แล้ว แต่เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขทำงานได้อย่างมีมาตรฐาน และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ขอใช้สิทธิ จึงออกเป็นกฎกระทรวง แต่อาจไม่ระบุรายละเอียดแนวทางการปฏิบัติทุกอย่างลงไป จึงระบุให้สช.ออกประกาศกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของสถานบริการสาธารณสุข พร้อมทั้งตัวอย่างหนังสือแสดงเจตนาซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา
          นพ.อำพล กล่าวต่อว่า การแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ไม่ได้จำกัดแค่การเขียนหนังสือ หรือยึดตามแบบฟอร์ม 2 แบบที่ สช.ทำตัวอย่างมาให้ดูก็เพื่อให้เขียนได้สะดวกเท่านั้น แต่ บางคนอาจจะอัดวิดีโอ หรืออาจแสดงเจตนาโดยวาจาก็ได้ เช่น กรณีนักร้องลูกทุ่ง ยอดรัก สลักใจ ที่แสดงเจตนาว่าจะไม่ขอรับการรักษาไว้ล่วงหน้ากับญาติ ซึ่งแพทย์ และพยาบาลก็เคารพและปฏิบัติตามเจตนาดังกล่าว แต่หากบันทึกเป็นหนังสือไว้ก็จะทำให้มีหลักฐานยืนยันชัดเจน แพทย์ พยาบาลก็จะสบายใจ เพราะเจ้าของชีวิตได้เขียนเอาไว้ด้วยตัวเองแล้ว
          “สิทธิการเขียนหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข มีทันที ทุกคนทำได้ ไม่มีการบังคับ คนแข็งแรงปกติก็ทำไว้ได้ เพราะไม่รู้ว่าวันหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา บางคนแข็งแรงดีแต่มาวันหนึ่งอาจเจ็บป่วยก็ได้ ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี บางคนอาจจะมีโรคประจำตัวที่อายุไม่ยืน ถ้าจะเขียนหนังสือดังกล่าวต้องให้ผู้ปกครองยินยอม และหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว จะยกเลิกหรือทำขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา” นพ.อำพล กล่าวและว่าที่ผ่านมา สช.สนับสนุนสถานพยาบาลทั้งภาครัฐ เอกชน และโรงเรียนแพทย์ให้เข้าใจถึงการปฏิบัติตามแนวทางที่ประกาศใช้แล้ว โดยมีการผลิตคู่มือผู้ให้บริการ กฎหมาย และแนวทางการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การจัดอบรมและประชุมทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 26 พ.ค. จะมีการประชุมเครือข่าย รพ.ของมหาวิทยาลัย ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลเป็นผู้จัดงาน ตนก็จะไปทำความเข้าใจด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากมีเรื่องนี้ออกมาปรากฏว่ามีผู้ใหญ่หลายท่านให้ความสนใจ และหลายท่านก็เขียนหนังสือแสดงเจตนาไปแล้ว รวมทั้งตนด้วย
          ด้าน นพ.สุรชัย โชคครรชิตไชย รองผอ.ด้านคุณภาพและพัฒนาบุคลากร รพ.พระ นครศรีอยุธยา กล่าวถึงขั้นตอนการปฏิบัติหลังจากได้รับหนังสือแสดงเจตนาฯ ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่เพราะประกาศ สช.เรื่องแนวทางปฏิบัติงานของสถานบริการสาธารณสุข ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ของสถานบริการสาธารณสุขเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้นอาจต้องอาศัยเวลา 2-3 เดือนในการทำความเข้าใจกับสถานบริการและประชาชน เป็นหน้าที่ของ รพ.ทุกระดับที่จะต้องอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยให้ใช้สิทธิได้ตามเจตนารมณ์ ขณะนี้ทาง รพ.ได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเฉพาะขึ้นมา 1 ชุด เพื่อร่างแบบฟอร์มในการขอใช้สิทธิ และให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน
          “ความจริงสิทธิในการปฏิเสธการรักษามีมานานแล้วและเป็นสิทธิของทุกคน แต่การมี พ.ร.บ.นี้จะดีกับผู้ป่วยที่จะเป็นคนให้ความเห็นเอง หรือกรณีที่ญาติเห็นต่างกันในการรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้าย ถ้าผู้ป่วยไม่มีสติสัมปชัญญะ หากมีหนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วยมายื่น สิ่งที่แพทย์ พยาบาลจะดูคือผู้ป่วยคนนั้นเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายจริงหรือไม่ เป็นผู้ป่วยภาวะสมองตาย หรือสภาวะที่นอนเป็นผู้ป่วยถาวร นอนเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทราหรือไม่ เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้โอกาสที่จะมีปาฏิหาริย์ถือว่ายากมาก ถ้าไม่ใช่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายก็ไม่มีผลใด ๆ ทั้งสิ้น แต่หากวินิจฉัยว่าเป็นระยะสุดท้ายของชีวิต ก็ให้รักษาดูแลเบื้องต้นตามมาตรฐานในแบบประคับประคองที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ป่วย จนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต” นพ.สุรชัย เผย
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 นั้นดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ http://www.nationalhealth.or.th หรือ http://www.thailivingwill.in.th โดยมี 2 แบบด้วยกัน พร้อมยกตัวอย่างการขอปฏิเสธการรักษาโดยมีช่องให้กา เช่น การเจาะคอเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ การใช้เครื่องช่วยหายใจ การให้สารอาหารและน้ำทางสายยาง การเข้ารักษาในห้องไอซียู การกระตุ้นระบบไหลเวียน หรือกระบวนการฟื้นคืนชีพเมื่อหัวใจหยุดเต้น เป็นต้น.

  • หน้า: 1 (บนขวา), 16 Ad Value: 147,399 PRValue (x3): 442,197
  • 20110526_839_Section 12_Daily News

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
ข้อความนี้ถูกเขียนใน มาตรา 12 คั่นหน้า ลิงก์ถาวร