‘เสม พริ้งพวงแก้ว’ หมอนักปฏิรูประบบสาธารณสุข

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554:  บนถนนการแพทย์การสาธารณสุข ที่ต้องอาศัยความมานะบากบั่นจากอุปสรรคนานาประการ จึงไม่แปลกใจเลยว่าเมื่อเข้าสู่วาระครบรอบ 100 ปี ของ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว อดีตนายแพทย์ชนบทนักปฏิรูป และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 3 รัฐบาล ผู้สร้างคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทย
ย้อนกลับไปราว 70 ปีก่อน ของ นพ.เสม จากชีวิตเด็กชายที่เกิดและเติบโตในพระนคร กระทั่งจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ซึ่งในระหว่างเรียนก็ได้รับทุนการศึกษาประเภทหมั่นเรียนมาโดยตลอด และเรียนต่อเพื่อเป็นหมอที่คณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์วิทยาลัย (ปัจจุบันคือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล) จนได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต เมื่อปี พ.ศ.2478
เส้นทางสู่การเป็นหมออย่างเต็มตัวของ ศ.นพ.เสม เริ่มจากการออกปฏิบัติงานในต่างจังหวัดทันทีหลังจากเรียนจบแพทย์ โดยไปจัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศขึ้นที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เพื่อต่อสู้กับการระบาดของโรคอหิวาตกโรค
ในยุคที่การสาธารณ สุขในประเทศไทยยังไม่ดีเช่นทุกวันนี้ โรคระบาดเป็นสิ่งที่คร่าชีวิตคนไทยอยู่คราวละมากๆ เนื่องจากส่วนมากยังไม่มีวิธีป้องกันและรักษา อหิวาตกโรคก็เป็นอีกโรคระบาดหนึ่งที่ทำให้คนไทยต้องเสียชีวิตไปไม่น้อย โดยในช่วง พ.ศ.2461-2480 มีการระบาดของอหิวาตกโรคเป็นช่วงๆ ทำให้มีคนตายไปเกือบสี่หมื่นคน ทว่าในปี พ.ศ.2478 เป็นช่วงที่มีการระบาดหนักที่สุด นพ.เสม ในวัยหนุ่มอายุ 24 ปี และเข้ารับราชการเป็นแพทย์ฝึกหัดในกรมสาธารณสุขได้เพียง 6 เดือน อาสาสมัครเข้าไปทำงานปราบอหิวาตกโรคที่กำลังระบาดอยู่ในลุ่มน้ำแม่กลอง
การ ลงพื้นที่ในครั้งมิได้มีผู้ช่วยหรือเครื่องไม้เครื่องมืออันใดช่วยเหลือ อาวุธสำคัญในการต่อสู้กับโรคร้ายก็คือ น้ำเกลือ จนคนไข้หลายคนรอดตายและดีขึ้นมาก ทำให้ชื่อเสียงของ นพ.เสมขจรไกล และมีคนไข้มาขอรับการรักษามากขึ้น จึงต้องขอกำลังคนมาช่วยเป็นนักเรียนแพทย์จาก รพ.ศิริราช
ทว่า ปัญหาก็ยังไม่หมด เพราะน้ำเกลือของจำเป็นในการรักษาโรคอหิวาต์ขาดแคลน แต่ นพ.เสมก็ได้ใช้เชาว์ปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบนอกตำราเรียน ด้วยการผลิตน้ำเกลือขึ้นมาใช้เอง โดยการประยุกต์เอาเครื่องต้มเหล้าเถื่อนของชาวบ้าน มากลั่นน้ำฝนเป็นน้ำกลั่น และผสมเกลือกับน้ำตาลทำเป็นน้ำเกลือสำหรับผู้ป่วย
นอกจากนี้ยังใช้ศาลาวัดเป็นห้องแล็บผสมน้ำเกลือ จนมีน้ำเกลือใช้เพียงพอกับความต้องการในเวลานั้น กระทั่งโรคสงบในที่สุด โดยทั้งหมดเกิดขึ้นจากคติประจำใจของ นพ.เสมที่ว่า Necessity is the mother of invention หรือก็คือ ความจำเป็นคือบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์
ใน ปีต่อมา นพ.เสมก็ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์เป็นเวลา 2 ปี และที่นี่เองที่ท่านได้เริ่มงานศัลยกรรมและงานทันตกรรมเป็นครั้งแรกในชนบท ก่อนจะย้ายไปหมอประจำที่จังหวัดเชียงรายในช่วงปี พ.ศ.2480
อย่าง ไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าช่วงชีวิตที่ได้สมบุกสมบันและยากลำบากที่สุดในการทำงานของ ท่านก็คือ ที่จังหวัดเชียงรายนี้เอง เพราะได้ร่วมบุกเบิกกับข้าหลวงประจำจังหวัด ธรรมการจังหวัด และประชาชนในพื้นที่ บริจาคเงินช่วยกันสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จนเป็นผลสำเร็จ
แม้จะใช้ เวลากว่า 10 ปีก็ตาม และในช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยอยู่ในภาวะขาดแคลนแพทย์อย่างมาก เพราะอยู่ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ.2484-2488 ทุกคนจึงต้องทำงานกันแบบไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่เว้นแม้แต่ นพ.เสม ที่อาจจะหนักยิ่งกว่าเพราะเป็นนายแพทย์ที่ทุกคนต้องพึ่งพา กระนั้น ท่านก็ยังสามารถวางรากฐานด้านแพทย์และสาธารณสุขไว้มาก จนเป็นที่จดจำของบุคลากรทางการแพทย์และบรรดาชาวบ้านประชาชน
ไล่ เรียงตั้งแต่ การเป็นแพทย์ผู้ปกครองโรงพยาบาลและเป็นผู้อำนวยการคนแรก การริเริ่มรักษาโรคทางศัลยกรรมชนบท โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และโรคคอพอกในประชาชน ที่เป็นกันมากถึง 50% ของจำนวนประชากร และวางรากฐานการแก้ปัญหาโรคคอพวกได้ให้ไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์และในเด็ก
นอก จากนี้ยังสร้างตึกสูติกรรม นรีเวชกรรม ให้แม่มาคลอดบุตรในโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย และจัดตั้งธนาคารเลือดขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศที่ จ.เชียงราย เมื่อปี พ.ศ.2493
ที่สำคัญคือ นพ.เสม เป็นนายแพทย์คนแรกที่ปฏิรูประบบการเงินการคลังของโรงพยาบาล โดยงดส่งเงินค่ารักษาพยาบาลเข้าคลังหลวง ด้วยเหตุผลว่าโรงพยาบาลจัดตั้งโดยประชาชน ถ้าหากเงินประชาชนเข้าหลวงแล้ว จะนำงบประมาณที่ไหนมาหมุนเวียนพัฒนาโรงพยาบาลต่อ และจากความคิดปฏิรูปเริ่มแรกในเรื่องเล็กๆ จากคนตัวเล็กๆ นี้เอง ก็กลายเป็นฐานรากที่ทำให้โรงพยาบาลไทยพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพมาถึง ทุกวันนี้
หลังจากบุกเบิกทำให้ จ.เชียงรายมีความเจริญด้านการแพทย์เพิ่มมากขึ้น ทำให้นายแพทย์เสมถือเป็นข้าราชการแพทย์ที่มีความสามารถสูงผู้หนึ่ง และทำให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยกรมการแพทย์เรียกตัวคุณหมอมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิง ก็คือ โรงพยาบาลราชวิถี ในปัจจุบันนั่นเอง ในปี พ.ศ.2496 ที่โรงพยาบาลหญิงนี้เอง นายแพทย์เสมได้วางรากฐานสร้างคุณภาพประชาชนตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ และดูแลสุขภาพเด็กอ่อนอย่างครอบคลุม
ทั้งด้านอาหารและการ อนามัยต่างๆ นับว่าเป็นการมองการณ์ไกลอย่างยิ่ง เพราะ นพ.เสมไม่เคยลืมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มักย้ำอยู่เสมอว่า หมอคนแรกของเราก็คือแม่ จนโรงพยาบาลหญิงในสมัยนั้น ได้กลายเป็นสถานพยาบาลต้นแบบในการจัดการโรงพยาบาลสมัยใหม่ เนื่องจากหมอเสมได้จัดหาทุนและสถานที่เรียนในต่างประเทศ แล้วส่งพยาบาลรุ่นแรกไปเรียนวิชาการด้านต่างๆ เพื่อกลับมาสอน นำความรู้ที่ได้มาประยุกต์สร้างความชำนาญการด้านพยาบาล
พร้อม จัดตั้งโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์ กรมการแพทย์ และใน จ.พิษณุโลก จ.นครราชสีมา จ.อุบลราชธานี เพื่อให้นักเรียนพยาบาลมาเรียน จนปัจจุบันมีผู้สำเร็จจากโรงเรียนพยาบาลกว่า 20,000 คน และกระจายตัวกลับไปเป็นพยาบาลใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังเกิดการขยายงานแผนกใหม่ๆ อาทิ แผนกธนาคารเลือดและน้ำเหลือง แผนกอาหารวิทยาและอาหารบำบัด เป็นต้น
แต่ด้านงานแพทย์แผน ปัจจุบันท่านก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ที่โรงพยาบาลหญิงแห่งเดิม ท่านได้สร้างผลงานด้านศัลยกรรมจนเป็นที่ประจักษ์ ด้วยการผ่าตัดแยกร่างแฝดสยาม หรือ Siamese Twins (Conjoined Twins) เป็นผลสำเร็จ โดยถือว่าเป็นการผ่าตัดแยกร่างแฝดสยามสำเร็จเป็นครั้งแรกของภูมิภาคเอเชีย
ช่วง ปี พ.ศ.2500 มีแฝดสยามเกิดขึ้นในประเทศไทยหลายคู่ แต่มีอยู่ 5 คู่ ที่นายแพทย์เสมผ่าตัดแยกร่างเป็นผลสำเร็จและมีชีวิตอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน คู่แรกชื่อ นภิศและปริศนา ผลภิญโญ ที่นายแพทย์เสม และ พ.ท.นพ.หลวงนิย์เวชวิศิษฐ์ อธิบดีกรมการแพทย์สมัยนั้น ออกไปตรวจราชการที่ จ.ขอนแก่นแล้วเจอเข้า จึงย้ายแฝดคู่ดังกล่าวมาดูแลที่โรงพยาบาลหญิง และนำไปผ่าตัดแยกร่างที่โรงพยาบาล Billing Hospital อันเป็นโรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัย Chicago โดยมีนายแพทย์ Lester R. Dragstedt เป็นหัวหน้าคณะผ่าตัด จนประสบความสำเร็จเป็นคู่แรกของไทยในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2485
ส่วนที่ทำการผ่าตัดในประเทศไทยแล้วประสบ ความสำเร็จโดยคณะแพทย์ชาวไทยเองทั้งหมดนั้น เป็นการริเริ่มของนายแพทย์เสม ที่ลงมือผ่าตัดแฝดสยามคู่ต่อมาคือ วันดีและศรีวัน ดวงแก้ว ในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2499 และ คู่แฝด ปราจีนและบุรี ในวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2505 และอีก 2 คู่ในปีถัดมา ซึ่งความสามารถด้านศัลยกรรมของ ศ.นพ.เสม นี้ ถือเป็นความสามารถพิเศษอีกด้านของท่านที่ยากจะหาคนเทียบได้
สิ่งต่างๆ อีกมากมาย ที่ นพ.เสมได้ทำไว้กับวงการสาธารณสุข นับเป็นคุณูปการยิ่งที่หาเปรียบมิได้ จึงอาลัยยิ่งกับการจากไป

  • หน้า: 7(บน)Ad Value: 156,750 PRValue (x3): 470,250
  • 20110711_1061_OTH_Krungthep Turakij
โฆษณา

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
ข้อความนี้ถูกเขียนใน 100 ปี หมอเสม พริ้งพวงแก้ว คั่นหน้า ลิงก์ถาวร