แพทยสภาเคลียร์ปมขัดแย้ง’สิทธิการตาย’

มติชน ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554:  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย เครือข่ายพุทธิกา และศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดราชดำเนินเสวนา “สิทธิการตายอย่างสงบ ทางเลือกอันชอบธรรมของผู้ป่วย”ที่สมาคมนักข่าวฯ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม

การเปิดเวทีครั้งนี้ นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา ระบุว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ.2553 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎกระทรวงตามมาตรา 12 พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 โดยกฎกระทรวงดังกล่าวมีการกำหนดวิธีการที่ไม่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติจริง และอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ โดยเฉพาะการกำหนดว่าให้แพทย์ทำหน้าที่ถอดสายท่อ หรือที่เรียกว่า Un Plug ในผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่แสดงความไม่ประสงค์รับการรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ต่างๆซึ่งในความเป็นจริงไม่มีแพทย์คนใดอยากทำไม่ใช่กลัวถูกฟ้องร้อง แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรม

“แพทยสภาไม่ได้ขัดขวางสิทธิดังกล่าวเนื่องจากเป็นเจตนารมณ์ตามสิทธิของมาตรา12 แต่เราไม่เห็นด้วยในวิธีการปฏิบัติ ซึ่งขัดกับความเป็นจริง และในมาตรา 12 ก็ไม่ได้กำหนดไว้ ขณะเดียวกัน การกระทำลักษณะนี้กลับเข้าข่ายขัดกับ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมพ.ศ.2525 ที่กำหนดชัดเจนให้แพทย์ต้องทำการรักษาให้ดีที่สุด แต่การ Un Plug เป็นการผลักภาระให้แพทย์ ซึ่งไม่ถูกต้อง กฎกระทรวงดังกล่าวจึงเป็นการออกแบบการตาย ทั้งๆ ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะตายอย่างไร” นพ.เมธีย้ำว่า เรื่องนี้ควรชะลอไปก่อน เพื่อหารือร่วมกันว่าจะปรับปรุงอย่างไรให้สามารถปฏิบัติได้จริง ส่วนจะมีการฟ้องศาลปกครองในการออกกฎกระทรวงเกินขอบเขตของมาตรา 12 นั้นต้องรอผลการประชุมของคณะกรรมการแพทยสภาในวันที่ 14 กรกฎาคมนี้

ขณะที่ นายสมผล ตระกูลรุ่ง นักกฎหมายอิสระ มองต่างมุมว่า จริงๆ การทำตามสิทธิของผู้แสดงเจตจำนงดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยาก อยู่ที่การวินิจฉัยวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเป็นหน้าที่ของแพทย์ เพราะถ้าไม่ใช่แพทย์ ภารโรงคงทำหน้าที่นี้ไม่ได้ การที่แพทย์บางกลุ่มออกมากังวลเกี่ยวกับคำจำกัดความ “วาระสุดท้ายของชีวิต”และกังวลว่า หนังสือแสดงเจตจำนงดังกล่าวอาจเป็นของปลอม ซึ่งในความเป็นจริงแพทย์มีการทำงานเสี่ยงกว่านี้อีก อย่างการผ่าตัดผู้ป่วยก็ต้องให้ญาติเซ็นรับรอง ซึ่งแพทย์ก็ไม่เห็นต้องมีการพิสูจน์ว่าเป็นญาติจริงหรือไม่ ก็ยังทำการผ่าตัด จึงไม่เข้าใจว่าจะกังวลเรื่องนี้ทำไม

“เรื่องนี้ไม่ยากเลย หากวินิจฉัยแล้วพบว่า ไม่ได้อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตก็ไม่ต้องกังวลเพราะไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว แต่หากพบว่าอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตแล้วทำหนังสือแจ้งสิทธิไว้ก็ต้องทำตาม ซึ่งหากต้องถอดท่อก็ไม่ต้องกังวลเพราะในทางกฎหมายถือว่าไม่ผิด แต่ที่น่ากังวลคือ กรณีที่หากผู้ป่วยมาในภาวะฉุกเฉินแล้วจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ แต่ทราบภายหลังว่า ผู้ป่วยมีการแสดงเจตจำนงดังกล่าว ตรงนี้อาจเป็นปัญหา ซึ่งเราก็เห็นใจแพทย์เพราะหากใส่ไปแล้วและมีชีวิตอยู่ คงไม่มีใครอยากถอดเครื่องช่วยหายใจ”นักกฎหมายอิสระฝากแง่คิดนายสมผลกล่าวว่า หากพบว่า กฎหมายลูกขัดกันจริงก็ฟ้องศาลปกครองสูงสุดได้เลย เนื่องจากเกี่ยวกับตัวบทกฎหมาย แต่ปัญหาคือ ต้องพิจารณาว่า ศาลจะรับฟ้องหรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณาว่ามีมูลหรือไม่ อย่างประเด็น “วาระสุดท้ายของชีวิต” เหตุผลที่แพทยสภาระบุ คือ ในตัวกฎกระทรวงไปจำกัดความคำนี้ว่า เป็นภาวะคล้ายในเวลาอันใกล้ และมีการหยุดทำงานของเปลือกสมองใหญ่ ซึ่งมากเกินไปนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่น่าเป็นปัญหา เพราะเมื่อสมองหยุดทำงานก็รักษาไม่ได้อยู่แล้ว แต่คำจำกัดความดังกล่าวก็ต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ว่าผู้ป่วยอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือไม่ อย่างไรก็ตามเรื่องของเรื่องไม่มีอะไร แต่อาจเป็นความขัดกันขององค์กรแพทย์หรือไม่อันนี้ไม่ทราบ เพราะประเด็นข้อกฎหมายแทบไม่มี แต่เป็นเรื่องแนวทางปฏิบัติ ซึ่งจริงๆ แล้วควรคุยกันให้รู้เรื่องมากกว่า

ทางด้านหนึ่งในผู้ยกร่างกฎกระทรวงสิทธิการตาย ศ.นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ ในฐานะผู้ร่างกฎกระทรวงฯมาตรา 12 กล่าวว่า ในต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกาหรือประเทศแถบยุโรปมีการใช้สิทธินี้มานานร่วม 30 ปี เพื่อลดปัญหาการโต้เถียงต่างๆ แต่ประเทศไทยกลับมีปัญหา โดยเฉพาะการตีความ ซึ่งจริงๆ แล้วกฎกระทรวงนี้จะช่วยให้แพทย์ทำงานได้ แต่กลับมาตีความยุบยิบ ซึ่งทำแบบนี้แสดงว่าตีความกฎหมายไม่เป็น

ปิดท้าย นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ อดีตอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า การอยู่โรงพยาบาลนานๆ ไม่ใช่เรื่องดี รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ หากใช้มากเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะการอยู่โรงพยาบาลนานๆ ย่อมทำให้เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ และหากผู้ป่วยต้องการแสดงเจตจำนงไม่ใช้เครื่องมือเหล่านี้เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตก็เป็นสิทธิที่พึงกระทำได้

  • หน้า: 10(ล่างซ้าย)Ad Value: 86,282 PRValue (x3): 258,846
  • 20110714_1084_Section 12_Matichon

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน มาตรา 12 และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร