แพทยสภาไม่ล้มสิทธิขอตายตั้งทีมศึกษาต่อ

คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

มติแพทยสภาไม่ฟ้องศาลปกครองล้มกฎกระทรวง “สิทธิการตาย” ย้ำเห็นด้วยกับการใช้สิทธิแสดงเจตจำนงไม่รับการรักษาเพื่อยื้อชีวิต ตั้ง กก.ศึกษาพิเศษ เชิญ 26 องค์กรร่วม

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้มีการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา (บอร์ดแพทยสภา) ซึ่งมี ศ.คลินิก นพ.อำนาจ กุสลานันท์ นายกแพทยสภา เป็นประธาน โดยได้ประชุมหารือวาระเร่งด่วนกรณีกฎกระทรวงที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพิ่มยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ. 2553 เพื่อให้เกิดความชัดเจนของทุกฝ่าย ซึ่งกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัต (พ.ร.บ.) สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ซึ่งกลายเป็นประเด็นความเห็นต่างระหว่างแพทย์ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ได้หารือกรณีความเป็นไปได้ในการฟ้องศาลปกครองให้ชะลอการใช้กฎกระทรวงดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนของเนื้อหาในเรื่องวาระสุดท้ายของชีวิต

ศ.คลิกนิก นพ.อำนาจกล่าวภายหลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมงว่า ที่ประชุมเห็นด้วยกับมาตรา 12 ของพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ ในการใช้สิทธิแสดงเจตนารมณ์เพื่อยืดชีวิตในวาระสุดท้าย แต่สิ่งที่มีปัญหา คือ กฎกระทรวงยังมีความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น โดยเฉพาะแนวทางการปฏิบัติที่จะทำให้เกิดปัญหา และมีความเสี่ยงต่อผู้ป่วยอย่างกรณีเสียชีวิตโดยไม่สมควรจะเสีย เนื่องจากการตัดสินใจประเด็นวาระสุดท้ายของชีวิต

“บอร์ดแพทยสภามีความเห็นว่ายังไม่สมควรฟ้องศาลปกครอง เพราะไม่ได้ต้องการฟ้องตั้งแต่ต้น แต่ต้องการให้หันหน้ามาคุยกันในประเด็นต่างๆ เพื่อความชัดเจนของเรื่องนี้ โดยแพทยสภาจะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างรอบด้าน โดยแพทยสภาจะเป็นเจ้าภาพในการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ฯลฯ เข้าร่วมหารือในครั้งนี้ คาดว่าจะดำเนินการให้เร็วที่สุด” นายกแพทยสภากล่าว

ทั้งนี้ เนื้อหาหลักๆ ที่จะหารือจะประกอบไปด้วย 1. คำจำกัดความ “วาระสุดท้ายของชีวิต” 2. คำจำกัดความของ “ภาวะที่มีการสูญเสียหน้าที่อย่างถาวรของเปลือกสมองใหญ่” ทีทำให้ขาดความสามารถในการรับรู้และติดต่อสื่อสารอย่างถาวร และ 3. คำว่า “การทรมานจากการเจ็บป่วย” ซึ่งไปรวมว่าเป็นความทุกข์ทรมานของกายหรือทางจิตใจของผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา อันเกิดจากการบาดเจ็บ หรือจากโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ ตรงนี้ต้องชัดเจนอย่างไรก็ตาม ระหว่างการหารือ แพทยสภาได้จัดทำแนวทางการปฏิบัติของแพทย์ เมื่อได้รับหนังสือแสดงเจตนา

นาวาอากาศเอก (พิเศษ) นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า คณะอนุกรรมการในการศึกษาความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะประกอบไปด้วย 26 องค์กร อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมแพทย์ทหารบก กรมแพทย์ทหารเรือ กรมแพทย์ทหารอากาศ โรงพยาบาลตำรวจคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ของโรเงเรียนแพทย์ต่างๆ ทั้งศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลสังกัด กทม. รวมไปถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) และ สช. จะมีการเชิญเพื่อร่วมหารือครั้งนี้ด้วย คาดว่าจะทำหนังสือเชิญแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า ก่อนจะนัดประชุมหารืออย่างเป็นทางการต่อไป

พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร อุปนายกแพทยสภา คนที่ 1 กล่าวว่า นอกจากคำจำกัดความ “วาระสุดท้ายของชีวิต” เท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องปรับปรุง ขยายความคำนิยามอื่นๆ เช่น คำว่า “การทรมานจากการเจ็บป่วย” ต้องตีความออกมาให้ได้ว่า ความเจ็บป่วย หรือเจ็บปวด ของผู้ทำหนังสือแสดงสิทธิการตายนั้น หมายถึงอะไร และหากต้องยุติความทุกข์ทรมานดังกล่าว จะต้องดูความทรมานส่วนใดบ้างจึงจะเรียกว่า วาระสุดท้ายของชีวิต เพราะบางครั้ง แพทย์ต้องพิจารณาและวินิจฉัยโรคที่แตกต่างกันไป ซึ่งวาระสุดท้ายของโรคแต่ละชนิดย่อมต่างกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นการที่ สช.จะออกมาระบุว่า แพทยสภาไม่ยอมทำหน้าที่ในการกำหนดนิยามความหมายคำว่า วาระสุดท้ายนั้น ก็ต้องชี้แจงว่า ไม่สามารถทำได้ในขณะนี้ เนื่องจากภาพรวมของกฎกระทรวงยังไม่เรียบร้อย

“แพทยสภาเห็นด้วยในหลักการของการมีกฎหมายเรื่องสิทธิปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วย เพื่อรักษาผลประโยชน์และชีวิตของประชาชน แพทยสภามีความคิดเห็นเพิ่มเติม เช่น รายละเอียดของกฎกระทรวงบางประเด็น อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตของผู้ป่วยโดยไม่สมควร เช่น การยุติการรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับความทรมานทางกายหรือใจ โดยที่ผู้ป่วยังมิได้อยู่ในวาระสุดท้ายของโรคจริง แนวทางการปฏิบัติของ สช. บางประเด็น อาจเป็นการออกคำสั่งที่เกินกว่าอำนาจที่ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ ให้ไว้ เช่น การบัญญัติให้ผู้ประกอบวิชาชีพถอดถอน (Withdraw) การรักษาผู้ป่วย ซึ่งอาจขัดกับความเชื่อทางศาสนาของผู้ปฏิบัติงาน และอาจขัดต่อศีลธรรมหรือมโนธรรมของผู้ปฏิบัติงาน” พญ.ประสบศรี กล่าว

นพ.อำพล จิดาวัฒนะ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแพทยสภามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นมาโดยตลอด จะอ้างว่าไม่เคยรับรู้คงเป็นไปไม่ได้และตลอดการประชุมของคระกรรมการกฤษฎีกาทั้ง 7 ครั้ง ก็มีการเชิญแพทยสภาเข้าร่วมทุกครั้งพร้อมๆ กับหน่วยงานอื่นๆ อีก 7 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด กรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ สช.ซึ่งในส่วนแพทยสภาเองเคยมีการส่งหนังสือชี้แจงรายละเอียดต่อเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2553 ตามหนังสือเลขที่ พส.010/21

นพ.อำพลกล่าวอีกว่า ในการประชุมพิจารณากฎกระทรวงนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกามีการนำข้อเสนอของแพทยสภามาพิจารณาใน 3 ประเด็น ได้แก่ ขอให้นิยามคำว่า “วาระสุดท้ายของชีวิต” ซึ่งในส่วนนี่เป็นหน้าที่แพทย์ที่จะวินิจฉัย แต่เนื่องจากแพทยสภามีการเสนอให้ปรับเปลี่ยนคำนิยามจากแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษา เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้รับผิดชอบการรักษาคณะกรรมการจึงดำเนินการตามข้อเสนอแนะ 2. แพทยสภาเสนอให้มีการเพิ่มเติมถ้อยคำจากที่มีระบุให้ญาตินำหนังสือแสดงเจตนารมณ์มายื่นกับแพทย์นั้นให้เพิ่มว่า “ให้ถือหนังสือแสดงเจตนารมณ์ฉบับหลังสุด มายื่นกับแพทย์เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ควรยึดหนังสือฉบับใด และ 3. กรณีที่แพทยสภาเสนอให้มีการทำหนังสือแสดงเจตนารมณ์ ที่สำนักงานเขต สำนักงานอำเภอและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเท่านั้น ยกเว้นผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาลจะต้องให้แพทย์พิจารณาว่า ต้องทำหนังสือที่ใด แต่คณะกรรมการเห็นว่าสภาพสังคมไทยไม่เหมาะสม จึงไม่ได้แก้ไข ซึ่งการดำเนินการทุกอย่างนั้น แพทยสภารับรู้ทุกกระบวนการ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้ยังมีแพทย์พยายามจะให้ชะลอกฎกระทรวงทำไม

ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการประกันกล่าวว่าเบื้องต้นในเรื่องสิทธิการตายนั้น ในทางประกันจะเทียบเคียงได้กับการฆ่าตัวตายด้วยใจสมัครอย่างไรก็ตาม ในสัญยาของกรมธรรม์นั้นจะไม่คุ้มครองผู้เอาประกันต่อเมื่อผู้เอาประกันฆ่าตัวตายภายใน 1 ปีแรกหลังจากการทำสัญญาซึ่งบุคคลที่จะใช้สิทธิการตายได้จะต้องเป็นผู้ป่วยหนัก ที่รู้ตัวเองล่วงหน้าว่าจะต้องเสียชีวิตเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัยจะไม่รับทำประกันให้ผู้ป่วยหนักอยู่แล้ว ถือเป็นมีโอกาสเป็นศูนย์เลยจึงทำให้ในเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อการประกัน

“ขณะเดียวกัน บุคคลที่ทำประกันไปก่อนหน้านี้แล้ว ต่อมาป่วยหนักมาก และต้องการใช้สิทธิการตาย โดยทั่วไปน่าอยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์อยู่แล้ว เพราะมีเงื่อนไขเฉพาะใน 1 ปีกแรกที่จะไม่คุ้มครองบุคคลเอาประกันภัยที่ฆ่าตัวตายเท่านั้น” แหล่งข่าวกล่าวและว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อมีกฎหมายในเรื่องนี้ออกมาชัดเจนแล้ว ต่อไปในสัญญากรมธรรม์อาจจะต้องทำคำนิยามให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งมีกฎหมายแพ่งรองรับอยู่แล้ว

  • หน้า: 1(ล่างซ้าย), 15Ad Value: 121,800 PRValue (x3): 365,400
  • 20110715_1099_Section 12_Khom Chad Luek

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน มาตรา 12 และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร