คอลัมน์ ไม้แข็ง-ไม้อ่อน: สิทธิการตาย

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

…เจษฏ์ โทณะวณิก

นักวิชาการอิสระ

ผู้คนเราปัจจุบันเรียกร้องสิทธินั้น สิทธินี้ กล่าวอ้างถึงเสรีภาพนั่น เสรีภาพนี่กันทุกวี่วัน นัยว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้มี ได้สัมผัสกัน ซึ่งในมุมหนึ่งก็อาจจะจริงที่ว่าผู้คนไม่เคยได้รับทราบ หรือรับรู้เลยว่าเรามีสิทธิและเสรีภาพกันอย่างไรบ้าง นั่นอาจจะเป็นเพราะในบ้านเมืองมีการปิดหู ปิดตา ปิดปาก ให้รู้สึกว่าไม่มีอยู่

ในมุมหนึ่งสิทธิและเสรีภาพเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการรับรองโดยกฎหมายจึงจะมีผล เนื่องจากเราอยู่กันเป็นสังคม ดังนั้นเราจึงต้องมีกฎเกณฑ์ที่จะทำให้เราสามารถที่จะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เหล่า สงบสุขได้ในระดับที่พึงปรารถนา แต่จากการที่เราอยู่กันเป็นกลุ่มหลายๆคนนี่เอง ที่เมื่อมองในมุมของธรรมชาติก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากเราจะกล่าวอ้างว่าสิทธิและเสรีภาพทั้งหลายมีติดตัวพวกเรามาแต่กำเนิด มีบ้างที่ต้องจำกัดก็เพราะเราจะต้องคำนึงว่าไม่ให้ไปล่วงล้ำของคนอื่น

เมื่อคิดให้ถี่ถ้วนและลึกพอ เราอาจจะพบว่าบางประการที่ควรจะเป็นของคนผู้หนึ่งผู้ใดจำเพาะแต่คนผู้นั้น หากแต่ในความเป็นจริงมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องเกี่ยวพัน หรือเข้ามามีส่วนร่วมมากมายเหลือเกินอย่างเช่น สิทธิการตาย (The Right To Die) เป็นต้น

สิทธิการตาย คือ ความชอบในกรอบจริยธรรม หรือในกรอบของการกำหนดการพิจารณาเชิงสถาบัน นั่นคือ การเอาคนหมู่มากมาพิจารณาเรื่องใดๆ แล้วเห็นพ้องไปในทิศทางเช่นเดียวกัน หรือพิจารณาแล้วเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมจะไม่เห็นแย้ง เห็นค้านหรือเห็นเป็นอื่น หรือหากจะเห็นเช่นนั้นก็ไม่เป็นไรเพราะไม่ใช่การไปบังคับกัน หากแต่เป็นทางเลือกที่ผู้อื่นใดในสังคมต้องยอมรับ หากมีคนที่คิดจะเลือกโดยเลือกภายใต้ความชอบในกรอบจริยธรรม หรือในกรอบของการพิจารณาเชิงสถาบัน

พูดกันอย่างรวบรัด การมีสิทธิการตาย เหมือนกับกฎหมายเปิดทางให้สามารถอนุญาตให้คนช่วยฆ่าตัวตาย(Assisted Suicide) หรือสมัครใจให้คนทำการุณยฆาต(Euthanasia) ทำไมจึงทำเช่นนี้กันได้ หากมองแบบง่ายๆ และรวบรัดก็คือ คนฆ่าตัวตายแล้วไม่ตาย ในประเทศส่วนใหญ่ มีใครไปเอาผิดฐานพยายามฆ่า หรือเจตนาฆ่าคนตายบ้างไหม ก็ส่วนใหญ่เปล่า เนื่องจากไม่ได้เป็นการกระทำต่อผู้อื่น หากแต่เป็นการกระทำต่อตนเอง

ในเมื่อมุมมองของโลกเจ้าตัวย่อมเป็นเจ้าของตัวเอง หากรัฐสามารถจะกำหนดให้กฎหมายก้าวล่วงเข้ามาประหัตประหารชีวิตผู้คนได้ หากมีการกระทำอันเป็นการล่วงละเมิดต่อกฎหมายถึงขั้นต้องตัดคนนั้นออกจากสังคมอย่างถาวร แล้วคนผู้หนึ่งจะกำหนดชีวิตตนเองไม่ได้เลยหรือ หากเขาเห็นว่าตัวเองควรจะตัดขาดจากโลกไปเสีย โดยเฉพาะในภาวะที่เขาจะต้องทนทุกข์ทรมานมากเกินไปกับการอยู่ในโลกต่อไป

คนส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้มีปัญหาชีวิตมากมาย หรือไม่ได้ไปติดหนี้ติดสินอะไรใครที่ไหน จนกระทั่งรู้สึกว่าอยู่ไปแล้วอัปยศอดสู คงจะไม่มีใครคิดลาโลกไปก่อนเวลาอันควร แต่บางคนไม่ได้มีปัญหาชีวิตอะไร ไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นอย่างไร หากแต่มีภาวะของโรคภัยไข้เจ็บหรือความชราภาพ และทุกข์ทนจากความไม่เที่ยงของสังขาร จนอยากลาโลกด้วยเหตุผลที่ใครซึ่งไม่เคยผ่านช่วงเวลาอันสาหัสนั้น ก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงทุกข์นั้น และเขาก็ไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ดีกว่านั้นแล้ว เพราะสภาวะแห่งสังขารไม่เอื้อเสียแล้ว และไม่ได้เป็นไปเพราะจะหนีใคร หรือก่อความเดือดร้อนให้แก่ใคร และเขาก็ได้ตัดสินใจอันดีด้วยตนเองแล้ว ว่ากันภาษาชาวบ้านแบบเรียบง่าย แล้วจะไปกีดกันเขาทำไม

เรื่องเหล่านี้ว่ากันตรงๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นที่ลำบากใจของผู้ดูแล หรือคนที่อยู่ข้างหลัง บรรดาแพทย์ พยาบาลลูก หลานทั้งหลาย จะตัดสินใจกระทำการ หรืองดเว้นกระทำการอันใดก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่เราก็คงจะต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงของโลกมีการตัดสินใจที่จะปล่อยให้ผู้ที่อยู่ในภาวะที่เรียกกันแบบโหดร้ายหน่อยว่า ไม่รอดแน่ หากจะอยู่ต่อไปได้ก็ด้วยการยื้อเอาไว้ซึ่งอาจจะยิ่งเป็นการฝืนสังขารโดยไม่จำเป็น เจ้าตัวอาจจะประสงค์ให้ทรัพยากรทั้งหลายถูกใช้ไปในการอื่นและตัวของตนได้เป็นประโยชน์อื่นด้วย

มีคนร่างสิ่งที่เรียกว่า “พรห้าประการ” (Five Wishes) ขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อราวปี 1996 ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา (Florida, United States of America) ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างพินัยกรรม หรือการสั่งตาย และการมอบอำนาจในการตัดสินใจด้านการดูแลสุขภาพของตน ซึ่งอนุญาตโดยกฎหมายให้ทำได้ ด้วยการกำหนดพรที่ตนเองต้องการห้าประการได้แก่

(1) คนที่ต้องการให้ตัดสินใจแทนหากเจ้าตัวไม่สามารถจะทำได้ (2) การรักษาพยาบาลที่ตนต้องการหรือไม่ต้องการ (3) ความสะดวกสบายที่ต้องการจะได้รับ (4) ตนต้องการให้ผู้คนปฏิบัติต่อตนอย่างไร และ(5) ตนต้องการให้บุคคลอันเป็นที่รักของตนรับรู้อะไรบ้าง

ลองเอาไปคิดกันดู สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ว่ากันไปแล้วเป็นสิทธิและเสรีภาพเฉพาะตัวของคนคนหนึ่งจริงๆนั่นคือสิทธิและเสรีภาพในการกำหนดเจตจำนงของตน(Self Determination) หากผู้อื่นจะคัดง้าง หรือขัดขวางก็ควรจะคิดให้รอบคอบว่าเราทำเพราะอะไร เกี่ยวข้องกับคนที่เขาแสดงเจตนามากมายขนาดที่จะอ้างสิ่งใดๆมายกเลิก เพิกถอนการกำหนดการต่างๆ เพื่อตนเองของคนคนหนึ่ง ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้เดือดร้อนผู้อื่นเลยขนาดนั้นได้หรือ

ยิ่งกฎหมายให้การรับรองและบัญญัติการพิจารณาโดยความรอบคอบเอาไว้ ไม่ให้ต้องเดือดร้อนผู้หนึ่งผู้ใดต่อไปในภายภาคหน้า ถ้าเรามีปัญหา มันคืออะไรหรือก็คงจะต้องพูดคุยกันให้แจ้ง เพื่อสารัตถะแห่งการใช้สิทธิและเสรีภาพของผู้หนึ่งผู้ใดอย่างที่ผู้นั้นต้องการจะให้มันเป็นไป จะได้สมประโยชน์ตนและสมประโยชน์ท่านอย่างแท้จริง

  • หน้า: 8(ซ้าย)Ad Value: 93,945 PRValue (x3): 281,835
  • 20110716_1109_Section 12_Post Today

 

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน มาตรา 12 และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร