ชง3มาตรการเสนอรัฐ โยกเงินสปส.5หมื่นล้านบ.ใช้จ่ายค่าแรงแทน’เอกชน’

เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ฤทธิ์ น้ำท่วมใหญ่ เชื่อแรงงานไม่ถูกเลิกจ้าง “กิตติรัตน์” ยอมรับถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาอืด ต่างชาติเผ่นหนี ไปลงทุนที่อื่นแน่ เตรียมกู้เงินในไทย-ตปท.ใช้ฟื้นฟูใหญ่ ด้านเอกชนชง 3 ข้อเสนอ ให้รัฐบาลใช้เงินจากกองทุนฯ จ่ายค่าจ้างแรงงานแทน หลังหมดแรงมีเงินเหลือจ่าย 1-2 เดือน จี้ตำรวจจับโจรซ้ำเติมปัญหา ญี่ปุ่นชี้รัฐบาลต้องเป็นมืออาชีพบริหารจัดการน้ำก่อนนิคมฯ อีกหลายแห่งต้องจมน้ำเพิ่ม “ฮอนด้า” ใจป้ำมอบร้อยล้านช่วยน้ำท่วมไทย “พาณิชย์” เผยข้าวเสียหายทะลุ 10 ล้านตันแล้ว หวั่นปลายปีเจอปัญหาขาดแคลน

นิคมฯล่มกระทบแรงงาน5แสน

ภาค รัฐยังคงเร่งหามาตรการช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ดอนเมือง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ถึงผลกระทบจากปัญหานิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งถูกน้ำท่วม ว่า คาดว่ามีแรงงานประมาณ5 แสนคนได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ ขณะที่ยังมีตำแหน่งว่างในภาคอุตสาหกรรมอยู่ร้อยละ 10-15 ที่รองรับได้ ตนเชื่อว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่คงไม่หยุดการจ้างงาน เพราะอยากรักษาลูกจ้างของเขาไว้ และเมื่อเรากู้สถาน การณ์กลับมาได้ และน้ำลดลงแล้ว เขาคงกลับมาดำเนินการผลิต และจ้างแรงงานเหล่านั้นอีกครั้ง ตนจึงยังมั่นใจว่าจะไม่มีภาวะตกงานเกิดขึ้น เพราะยังมีกองทุนประกันสังคมที่จะเข้ามาดูแล และถ้ามีบริษัทใดมีปัญหารัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งในเรื่องการจัดหางาน และจัดหาแหล่งทุนให้ สำหรับการฟื้นฟูสถานประกอบการที่ถูกน้ำท่วมนั้น เราต้องเร่งส่งเครื่องมือ และอุปกรณ์ไปรอเพื่อช่วยเหลือเขาได้ทันที เช่น เครื่องสูบน้ำ และช่างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาด้วย เพราะแต่ละวันที่ผ่านไปมันคือจีดีพี และความทุกข์ยากของคนทั้งนั้น

หวั่นต่างชาติชะลอลงทุน

ต่อ ข้อถามว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนจึงจะฟื้นฟูโรงงานต่าง ๆ ให้กลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง นายกิตติรัตน์ เงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ผมไม่รู้เลย ผมมีหน้าที่ทำงานร่วมกับฝ่ายเทคนิค โดยจะไม่ให้เรื่องการเงินมาเป็นตัวถ่วง” เมื่อถามว่าเกรงว่าปัญหานี้จะทำให้บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศ อื่นหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ตนกังวลว่าเงินลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยจะเกิดการชะลอ หรือถอนการลงทุนออกไป ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยเหลือและดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมได้ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่พูดว่าถ้ารัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และพยายามลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของระดับประเทศ และของนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นไปอย่างเข้มแข็ง และน่ามั่นใจ เขาก็ไม่ย้ายไปไหน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าเราทำงานกันไม่จริงจัง หรือทำแบบสะเปะสะปะ แค่พอให้กลับมาเหมือนเดิม แล้วพอปีหน้าก็เกิดปัญหาน้ำท่วมอีก ตนคิดว่าไม่มีใครอยากอยู่ต่ออย่างแน่นอน ดังนั้น เราต้องเตรียมทำงานกันอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนนี้ เช่น การทำคันดินใหม่ ทำกำแพงคอนกรีตที่มีความสูงมากกว่าระดับน้ำที่เราเจอในปีนี้ รัฐบาลตั้งคณะทำงานที่ประกอบด้วยผู้ที่มีความสามารถ และน่าเชื่อถือมาบูรณาการเรื่องของน้ำแล้วทำงานอย่างจริงจัง นักลงทุนก็จะอยู่กับเรา “ที่ผ่านมาเขาลงทุนกับเราเยอะแล้ว ที่ไหน ๆ มันก็มีความเสี่ยง แต่ถ้าเราไม่ทำตัวเราให้เขามีความมั่นใจ ผมเป็นเขา ผมก็ไม่เอา”

คาดต้องกู้เงินทั้งใน-ตปท.

นายกิตติ รัตน์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นการจัดทำงบประมาณปี 2555 แบบขาดดุลเพิ่ม จึงเป็นการเพิ่มระดับการเยียวยาให้กว้างขึ้นให้กับภาคเกษตร และอุตสาหกรรม แต่การต้องลงทุนอย่างขนานใหญ่นั้นต้องใช้เงินหลายแสนล้านบาท และต้องออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน สำหรับแนวทางการกู้เงิน เรากู้ได้ทั้ง 2 ทาง คือสถาบันการเงินในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งสถาบันการเงินของไทยมีสภาพคล่องเพียงพอ แต่ก็ต้องมีการกู้เงินจากต่างประเทศด้วย ซึ่งมีสถาบันการเงินต่างประเทศบางแห่งเสนอตัวจะช่วยเหลือเรา ทั้งนี้ การลงทุนในโครงการต่าง ๆ ต้องใช้เครื่องมือ และเครื่องจักรจากต่างประเทศ จึงคิดว่าการกู้เงินทั้งใน และต่างประเทศควบคู่กันไป น่าจะเป็นแนวทางเหมาะสมที่สุด แต่คงต้องหารือกับนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ในเรื่องนี้ก่อน

ชงใช้กองทุนฯช่วยจ่ายค่าจ้าง

ที่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงได้หารือร่วมกับภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจาก ปัญหาอุทกภัย เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและเยียวยาทั้งหมด โดยนายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาคเอกชนได้ทำข้อเสนอถึงรัฐบาล3 ข้อ เพื่อช่วยเหลือเอกชนที่ได้รับผลกระทบให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและจ้างแรงงานต่อ ไปได้ ประกอบด้วย 1. ชะลอหรือเลื่อนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทใน 7 จังหวัด และปรับขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์จังหวัดอื่น ๆ ในเดือนเม.ย. 2555 ออกไปก่อนโดยให้มีผลบังคับใช้ในต้นปี 2556 เพราะผู้ประกอบการต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า และต้องใช้เวลาฟื้นตัวไม่น้อยกว่า 1 ปี

ยกเว้นส่งเงินเข้า สปส.1 ปี

นาย ทวีกิจ กล่าวต่อว่า 2. ยกเว้นการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในอัตรา 5% ของค่าจ้างเป็นเวลา 1 ปี เพื่อลดภาระในช่วงปิดกิจการชั่วคราวและฟื้นฟู โดยที่ลูกจ้างยังคงได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนเดิม และ 3. ให้รัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการคงสภาพการจ้างงาน โดยขอให้กระทรวงแรงงานนำเงินจากกองทุนประกันสังคมที่ดูแลเรื่องการว่างงาน ซึ่งมีวงเงินอยู่ 55,680 ล้านบาท มาจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างในช่วงปิดกิจการและฟื้นฟูเป็นระยะเวลา 3-6 เดือน โดยไม่ต้องมีการเลิกจ้าง และในขณะนี้ผู้ประกอบการต่างให้ความช่วยเหลือลูกจ้างโดยจ่ายค่าจ้างให้ 50-75 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงหยุดงานซึ่งอาจช่วยเหลือได้แค่ 1-2 เดือน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการหยุดการผลิตและความเสียหายจากน้ำท่วม

ร้องโจรขโมยของเกือบหมด

นาย ธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า มีโรงงานต่าง ๆ จำนวนมากได้ร้องเรียนมายัง ส.อ.ท. ให้ช่วยประสานตำรวจช่วยดูแลทรัพย์สินของโรงงานที่ถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 6 แห่งที่ถูกน้ำท่วม โดยล่าสุดทราบว่าพวกหัวขโมยได้รวมตัวกันเป็นขบวนการในการดำน้ำเข้าไปขโมยของ ในโรงงาน เช่น วัตถุดิบ, มอเตอร์, นอต, สกรู และทรัพย์สินอื่น ๆ แล้วบรรทุกบนเรือออกไป ซึ่งบางครั้งก็ได้ขโมยของต่อหน้าเจ้าของโรงงานแต่เจ้าของก็ไม่สามารถป้องกัน ได้

ญี่ปุ่นเตือนระบายน้ำให้ระวัง

นายเคียวอิจิ ทานาดะ ประธานหอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (เจซีซี )กล่าวถึงการระบายน้ำว่า หากปล่อยน้ำไปฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ แบบไม่รอบคอบ จะทำให้กระแสน้ำไหลท่วมเข้าสู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ และนิคมอุตสาหกรรมบางปะกง ซึ่งจะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับภาคอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเป็นมืออาชีพ คิดให้ดี ๆ ในการบริหารจัดการปล่อยน้ำ เพราะหากทำให้น้ำท่วมในนิคมฯ ตะวันออกก็จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อสายตานักลงทุนต่างชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่านิคมอุตสาหกรรมทางตะวันออกของกรุงเทพฯ มี 5 แห่ง ประกอบด้วย นิคมฯ บางชัน, นิคมฯ บางปู, นิคมฯ บางพลี, นิคมฯ เวลโกรว์ และนิคมฯ ลาดกระบัง มีโรงงานรวม 1,084 แห่ง มูลค่าลงทุนรวม 1.04 ล้านล้านบาท และมีแรงงานทั้งสิ้น 192,634 คน

วอนทบทวนเว้นภาษีนำเข้าฯ

นาย เซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า อยากให้รัฐมีการทบทวนยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร และชิ้นส่วนที่ขาดแคลนเข้ามา เพราะผู้ประกอบการต้องการรักษากำลังการผลิตไว้ รวมทั้งอยากให้ภาครัฐช่วยชดเชยให้กับผู้ประกอบการที่ เป็นเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเหมือนกับที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยด้วย ส่วนแรงงานจะมีการส่งพนักงานส่วนหนึ่งไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น และอีกส่วนหนึ่งก็จะจัดฝึกอบรมให้ จึงอยากให้รัฐอำนวยความสะดวกในการเดินทาง

ฮอนด้ามอบ100ล.ช่วยไทย

นาย ฮิโรชิ โคบายาชิ ประธานกรรมการบริหาร และซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด และประธานบริษัท ฮอนด้าออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าฮอนด้าตระหนักถึงความรุนแรงของสถาน การณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปัจจุบัน และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ฮอนด้าจึงขอร่วมเป็นกำลังใจโดยมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศไทยเป็น จำนวน 100 ล้านบาท ผ่านทางสภากาชาดไทย โดยบริษัทฯ จะเข้าเฝ้าฯทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ในวันศุกร์ที่ 21 ต.ค.นี้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติได้ในเร็ววัน

คอนซูเมอร์ป่วนส่งสินค้าไม่ได้

ผู้ สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภคกำลังมีปัญหาขนส่งสินค้าไม่ได้จำนวน มาก โดยกลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ในประเทศไทย ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทได้พิจารณาตามคำแนะนำของนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง โดยได้หยุดการผลิตสินค้าไปตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อความปลอดภัยของพนักงานและป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดกับเครื่องมือ อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต แต่ยังคงส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าที่สามารถรับสินค้าได้ รวมทั้งเตรียมปรับเปลี่ยนวิธีการขนส่งสินค้าใหม่ ด้านนางกรรณิการ์ จรัสอุไรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ พีแอนด์จี กล่าวว่า แม้บริษัทจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยโดยตรง เพราะมีโรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ จ.ฉะเชิงเทรา แต่ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในการบริหารจัดการขนส่งสินค้า ซึ่งบริษัทได้ร่วมมือกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด โดยในส่วนของคู่ค้าที่มีศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่น้ำท่วม บริษัทได้ประสานงานจัดส่งสินค้าสู่สาขาต่าง ๆ และร้านค้าปลีกโดยตรง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่จำเป็นเข้าถึงประชาชนได้

ข้าวเสียหายทะลุ 10 ล้านไร่

นาย ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าวว่า ได้ประเมินว่ามีพื้นที่ปลูกข้าวที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเพิ่มขึ้น เป็นกว่า 10 ล้านไร่คิดเป็นข้าวเปลือก 8-9 ล้านตัน หรือข้าวสาร 5-6 ล้านตัน เนื่องจากน้ำท่วมได้ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ส่วนคลังสินค้าและโรงสีที่ได้รับความเสียหายมีประมาณ 35 โรง อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง 8 จังหวัด ซึ่งความเสียหายครั้งนี้จะทำให้ผลผลิตข้าวนาปีของไทยลดลง และเกิดปัญหาผลผลิตขาดช่วงในปลายปี

คลังเล็งมาตรการเยียวยาเพิ่ม

นาย สมชัย สัจจพงษ์ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ให้ ครม.วันที่ 25 ต.ค.นี้ พิจารณาแผนเยียวยาผู้ประสบภัยในภาคกลางเพิ่มเติมนอกจากรูปแบบเดิม ที่สถาบันการเงินของรัฐได้ดำเนินการแล้วรวมถึงการผ่อนปรนทางด้านภาษี ซึ่งจะเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชนซึ่งกำลังจัดทำรายละเอียดอยู่

ส.แบงก์ไทยพร้อมพักชำระหนี้

ช่วง เย็นวันเดียวกัน นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ได้ทำหนังสือแถลงการณ์เกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของสมาคม ธนาคารไทยว่า หลังจากเกิดอุทกภัยอย่างรุนแรงในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจ และครัวเรือนอย่างกว้างขวาง สมาคมธนาคารไทยขอแจ้งว่า ธนาคารสมาชิกได้ดำเนินการช่วยเหลือมาโดยตลอดอยู่แล้วในเรื่องสินเชื่อสำหรับ ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ลูกค้าดำเนินธุรกิจและดำรงชีพต่อไปได้อย่างปกติโดยเร็ว สำหรับแนวทางการช่วยเหลือที่ได้ปรึกษาหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยคือให้การ ช่วยเหลือแก่ลูกค้า เป็นการดำเนินงานโดยไม่จำกัดวงเงิน และรูปแบบ มีทั้งการขยายเวลาการชำระหนี้ การลดเงินต้น และการลดอัตราดอกเบี้ยแม้กระทั่งลงเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ แต่จะพิจารณาตามสภาพความรุนแรงของปัญหาและตามความเป็นจริงของลูกค้าแต่ละราย ไป

ใช้ดอนเมืองตั้งศูนย์จ่ายสินค้า

นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานกระจายสินค้าเพื่อผู้บริโภค กรมการค้าภายใน กล่าวว่า ห้างโมเดิร์นเทรด 5 แห่ง ได้แก่ เซเว่น อีเลฟเว่น, แม็คโคร,ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, บิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส ได้ขอความช่วยเหลือมายังศูนย์ฯ ประสานหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ในการเปิดพื้นที่บริเวณสนามบินดอนเมืองให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าชั่วคราวของ ห้างทั้ง 5 แห่ง นอกจากนี้ ให้ประสานกองทัพเพื่อจัดหารถบรรทุกทหาร (จีเอ็มซี) เข้าไปขนสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าของห้างแต่ละแห่ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่กำลังจะถูกน้ำท่วม มาพักไว้ที่ดอนเมืองก่อนเพื่อไม่ให้สินค้าขาดตลาด

สปสช.ดึงรพ.เอกชนให้บริการ

ด้าน นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนัก งานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่ได้เกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการให้บริการผู้ป่วย และการเข้ารับบริการของประชาชน โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่ประสบภัยน้ำท่วมซึ่งต้องมีการส่งต่อผู้ป่วยในไปรับ การรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ทางนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข จึงมอบหมายให้สปสช.ประสาน สมาคม รพ.เอกชน เพื่อให้ รพ.เอกชนที่ไม่ได้เข้าร่วมระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้เข้าร่วมให้บริการผู้ป่วยในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างทั่วถึง โดยให้ผู้ป่วยบัตรทองที่ได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วม และจากศูนย์ประสานงาน หรือศูนย์ส่งต่อเตียงของ สปสช.รวม ถึงประชาชนที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถไปใช้บริการตามโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียน ไว้ได้ เนื่องจากปัญหาน้ำท่วม การเดินทางลำบาก ต้องมาอาศัยอยู่บริเวณศูนย์อพยพ หรือโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนไว้ถูกน้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งประชาชนในระบบบัตรทอง หรือ 30 บาท เข้ารับบริการที่ รพ.เอกชนทั้ง 57 แห่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

พร้อมรับผู้ป่วย 3 พันเตียง

นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมรพ.เอกชน กล่าวว่า วิกฤติอุทกภัยครั้งนี้สร้างผลกระทบกับประชาชน และโรงพยาบาลจำนวนมาก สมาคม รพ.เอกชนได้ร่วมกับสปสช.บรรเทา ความเดือดร้อนของประชาชน และโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะการรับย้ายผู้ป่วยในจาก รพ.มารักษาต่อ ซึ่งขณะนี้สมาคม รพ.เอกชนมีโรงพยาบาลหลายแห่งเข้าร่วมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ความเดือดร้อนทาง สาธารณสุขครั้งนี้ คิดเป็นร้อยละ 30 ของเตียงเอกชนทั้งหมด หรือประมาณ 3,000 เตียง โดยแบ่งเป็น 5 โซน ดังนี้ โซนที่ 1 นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี มี 11 แห่ง ได้แก่ 1. รพ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ 2. รพ.วิภาราม-ปากเกร็ด 3. รพ.แพทย์รังสิต 4. รพ. ภัทร-ธนบุรี 5. รพ.เอกปทุม 6. รพ.นวนคร7. รพ.ปทุมเวช 8. รพ.ราชธานี 9. รพ.ศุภมิตรเสนา 10. รพ.นวนคร อยุธยา 11. รพ.เกษมราษฎร์ สระบุรี โซนที่ 2 ฉะเชิงเทรา กรุงเทพฯตะวันออก มี 13 แห่ง ได้แก่ 1. รพ.จุฬารัตน์ 11 2. รพ.โสธราเวช 3. รพ.สายไหม 4. รพ.นวมินทร์ 1 5. รพ.นวมินทร์ 9 6. รพ.บี.แคร์7. รพ.ลาดพร้าว 8. รพ.วิภาราม 9. รพ.เกษมราษฎร์ สุขาภิบาล 3 10. รพ.จุฬารัตน์3 11. รพ.จุฬารัตน์ 9 12. รพ.บางนา 2 13. รพ. รวมชัยประชารักษ์

แบ่ง 5 โซนพื้นที่ถูกน้ำท่วม

นพ.เฉลิม กล่าวต่อว่า สำหรับโซนที่ 3 สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพฯ ตะวันตก มี 11 แห่ง ได้แก่ 1. รพ.มหาชัย 1 2. รพ.มหาชัย 2 3. รพ.แม่กลอง 4. รพ.วิชัยเวชอินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย 5. รพ.วิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล สมุทรสาคร 6. รพ.เกษมราษฎร์ บางแค 7. รพ.บางไผ่ 8. รพ.นครธน 9. รพ.บางมด 10. รพ.บางปะกอก 9 11. รพ. พระราม 2 โซนที่ 4 สมุทรปราการ มี 8 แห่ง ได้แก่ 1. รพ.สำโรงการแพทย์ 2. รพ.เมือง สมุทร 3. รพ.เมืองสมุทรปู่เจ้า 4. รพ.เปาโลสมุทรปราการ 5. รพ.รัทรินทร์ 6. รพ.ศิครินทร์ 7. รพ.บางนา 1 8. รพ.เซ็นทรัลปาร์ค ส่วนโซนที่ 5 กรุงเทพฯ ชั้นใน มี 12 แห่ง ได้แก่1. รพ.กล้วยน้ำไท 2. รพ.คามิลเลียน 3. รพ. แพทย์ปัญญา 4. รพ.เปาโลเมมโมเรียล 5. รพ. เปาโลฯ โชคชัย 4 6. รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น 7. รพ.ยันฮี 8. รพ.หัวเฉียว 9. รพ.มเหสักข์ 10. รพ.เดชา 11. รพ.เพชรเวช และ 12. รพ. มงกุฎวัฒนะ

ครอบคลุมการส่งตัวผู้ป่วย

นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช เลขาธิการสมาคมรพ.เอกชน กล่าวเพิ่มเติมว่า สปสช.ได้ ร่วมประชุมหารือกับสมาคมรพ.เอกชนถึงหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ เรียบร้อยแล้ว มีรายละเอียดดังนี้ 1. กรณีผู้ป่วยนอก รพ.ได้รับค่าบริการตามจริงแต่ไม่เกินครั้งละ 700 บาท 2. กรณีผู้ป่วยใน เบิกจ่ายตามระบบดีอาร์จี ในอัตรา 9,000 บาท ต่อ 1 ดีอาร์จี ยกเว้นการสำรองเตียงด้วยโรคที่ระบุตามสัญญากับ สปสช.และ รพ.เอกชนบางแห่งให้ยึดถือตามสัญญาเดิม และทั้ง 2 กรณี หากเกินอัตราที่กำหนดให้โรงพยาบาลเก็บข้อมูล และประสานสปสช.เพื่อ พิจารณาค่าชดเชยส่วนเกินตามความจำเป็นต่อไป ขณะที่การให้บริการส่งตัวผู้ป่วยด้วยรถของ รพ.เอกชนอื่นให้ได้รับค่าใช้จ่ายในอัตราเที่ยวละ 500 บาท บวกอัตราเพิ่มตามระยะทางไป-กลับ 4 บาทต่อกิโลเมตรโดยประมาณ ซึ่งการดำเนินการนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.นี้ จนกว่าภาวะอุทกภัยจะบรรเทา และสปสช.ได้มีประกาศหรือมีหนังสือยกเลิกล่วงหน้า การให้บริการตามข้อตกลงนี้ ทางระบบบัตรทองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ “ทางสปสช.และ สมาคม รพ.เอกชน จะจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อการให้บริการข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยและ รพ. เอกชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ ผ่านสายด่วนสปสช. 1330” เลขาธิการสมาคม รพ.เอกชนกล่าว

โบราณสถานจมน้ำ 220 แห่ง

นาง โสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า จากการที่คณะรัฐมนตรีได้ สั่งการให้กรมศิลปากร สำรวจความเสียหายของแหล่งโบราณสถานที่ถูกน้ำท่วม และหามาตรการระยะยาวในการป้องกันนั้น ขณะนี้ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเร่งรวบรวมข้อมูลแหล่งโบราณสถาน ทั้งที่ถูกน้ำท่วมและน้ำฝนท่วมขังทั่วประเทศ พบว่ามีโบราณสถานที่เสียหายทั้งหมด 220 แห่ง กระจายไปทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ส่วนใหญ่พบปัญหาน้ำขังเป็นเวลานาน ดังนั้นจะต้องเตรียมการซ่อมบูรณะ และประเมินงบประมาณในการซ่อมบูรณะอีกรอบ คาดการณ์ว่าจะใช้งบฯ เป็นจำนวนมาก แต่ยังระบุเป็นตัวเลขไม่ได้ เนื่องจากโบราณสถานบางแห่งคาดการณ์ว่าจะมีน้ำท่วมเพียงระยะสั้น แต่ขณะนี้ถูกน้ำท่วมมากกว่า 10-15 วันแล้วยังกู้สถานการณ์ไม่ได้ เช่น ที่วัดไชยวัฒนาราม จึงคาดว่าตัวเลขงบประมาณจะเพิ่มสูงขึ้น.

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร