สธ.จับตาใกล้ชิด 11โรคอุทกภัยฟื้นฟูจิตวาระชาติ

คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ชง ฟื้นฟูสุขภาพจิตผู้ประสบภัยเป็นวาระแห่งชาติ พบซึมเศร้ากว่า 5,000 เสี่ยงฆ่าตัวตาย 765 สธ.เฝ้าระวัง 11 โรคน้ำท่วม รพ.เอกชนใช้บัตรทองได้

จาก สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายจังหวัดในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของประชาชนเป็นอย่างมาก ดังนั้นกรมสุขภาพจิตจึงเสนอรัฐบาลผลักดันการฟื้นฟูสุขภาพจิตประชาชนเป็นวาระ แห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตของผู้ประสบภัยในพื้นที่ 36 จังหวัด ณ วันที่ 18 ตุลาคม จากการประเมินคัดกรองจำนวน 93,234 ราย พบเครียดสูง 3,857 ราย ซึมเศร้า 5,493 ราย เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 765 ราย ต้องติดตามดูแลพิเศษ 1,162 ราย และจากการให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ ณ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) นับตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พบว่าประชาชนโทรเข้ามาขอรับบริการรวม 693 รายปัญหาที่ขอรับบริการ ได้แก่ เครียด และวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเครียดเนื่องจากอพยพออกจากพื้นที่ไม่ได้ตลอดจนวิตกกังวลเนื่องจากมี โรค และปัญหาสุขภาพกาย

นพ.ณรงค์ กล่าวอีกว่า ในการฟื้นฟูสุขภาพจิตประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมกรมสุขภาพจิต เสนอรัฐบาลให้ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ โดยแบ่งกลุ่มประชาชนเป็น 4 กลุ่มได้แก่ 1.กลุ่มผู้สูญเสียญาติพี่น้อง ที่อยู่อาศัยแหล่งทำมาหากิน และต้องเข้าพักพิงในศูนย์พักพิงต่างๆ เจ้าหน้าที่จะเข้าไปกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้เปลี่ยนจากผู้ที่เป็นเหยื่อกลาย เป็นผู้กอบกู้วิกฤติ โดยเปลี่ยนจากผู้ที่รอรับการช่วยเหลือให้มีส่วนร่วมในการวางแผน หรือบริหารจัดการการดำเนินการสิ่งๆ ต่างภายในศูนย์พักพิง เช่น การทำความสะอาดที่พัก การปรุงอาหาร และอื่นๆ ซึ่งจะทำให้มีสุขภาพจิตที่เข้มแข็งขึ้น กล้าอยู่ในสังคมได้ดีขึ้น

2.กลุ่ม ผู้สูญเสียที่ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในระดับหนึ่งในพื้นที่ติดขัง ทั้งในเขตชนบท และเขตเมือง จะระดมบุคลากรทั้งประเทศเข้าไปให้บริการบำบัดจิตใจเชิงรุก 3.กลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงแต่เกิดความตื่นตระหนก จะต้องให้ข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดความตระหนกมากขึ้น 4. ประชาชนในพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว เช่น ภาคเหนือ จะส่งเจ้าหน้าที่จากศูนย์สุขภาพจิตในพื้นที่เข้าไปฟื้นฟูจิตใจ และ 5. กลุ่มผู้ให้ความช่วยเหลือ จะมีการช่วยเหลือให้กลุ่มนี้รู้สึกผ่อนคลายและฟื้นฟูสุขภาพจิตด้วย

ขณะ เดียวกัน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้เฝ้าระวังโรคที่มากับน้ำท่วม โดย นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคติดต่อที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำลด ซึ่งกรมได้ดำเนินการเฝ้าระวังอย่างน้อย 11 โรค ได้แก่ 1.โรคผิวหนัง อาทิโรคน้ำกัดเท้า โรคผิวหนังของเชื้อรา แผลพุพองเป็นหนอง ประชาชนจึงควรหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำโดยไม่จำเป็น ใส่รองเท้าบู๊ทกันน้ำ ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่เปียกชื้น หลังย่ำน้ำใช้น้ำสะอาดใส่ถังพร้อมใส่เกลือแกง 1-2 ช้อนชา แช่เท้า 10 นาที เช็ดให้แห้ง หากมีอาการเท้าเปื่อย คัน ให้ทายารักษษตามอาการ

2.โรคตาแดง หลังได้รับเชื้อ 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หลังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง โดยอาจเริ่มจากตาข้างหนึ่งก่อนแล้วลามไปตาอีกข้าง ผู้ป่วยมักหายเองใน 1-2 สัปดาห์แต่อาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น กระจกตาดำอักเสบ การป้องกันเมื่อฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด หมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่ขยี้ตา ผู้ป่วยควรนอนแยกจากคนอื่น หากอาการไม่ทุเลาภายใน 1 สัปดาห์ ต้องรีบพบแพทย์

3.โรคหวัด ติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย มักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ 4.ไข้หวัดใหญ่ จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวมาก มีน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จามเจ็บคอ เบื่ออาหารและอ่อนเพลีย ผู้ป่วยควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม ป้องกันการแพร่เชื้อ เป็นไข้นานเกิน 7 วัน หรือมีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์ 5. โรคปอดบวม ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหากมีการสำลักน้ำ หรือสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปในปอด มีโอกาสเป็นปอดบวม ซึ่งติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อโรคในอากาศเข้าไป หรือจากการคลุกคลีกับผู้ป่วย เมื่อมีอาการสงสัยว่าเป็นปอดบวม เช่น ไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว ต้องรีบพบแพทย์ทันที ในการป้องกันต้องใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่เปียกชื้น และรักษาร่างกายในอบอุ่นอยู่เสมอ

6.โรคหัด เป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบบ่อยในเด็กเล็ก หากมีโรคแทรกซ้อนทำให้เสียชีวิตได้การติดต่อได้ง่ายมาก โดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด อาการหลังได้รับเชื้อ 8-12 วัน จะเริ่มมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ในช่วง 1-2 วันแรกไข้จะสูงขึ้น และจะสูงเต็มที่ในวันที่สี่เมื่อมีผื่นขึ้น ผื่นจะมีลักษณะนูนแดง ติดกันเป็นปื้นๆ โดยจะขึ้นในใบหน้าบริเวณชิดขอบผมแล้วแพร่กระจายไปตามลำตัว การดูแลรักษา ให้การรักษาตามอาการ แยกผู้ป่วยที่สงสัยเป็นหัด ถ้ามีผื่นออกแล้วยังมีไข้สูง หรือมีไข้ลดสลับกับไข้สูงไอมาก หรือหอบต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

7.โรคมือ เท้า ปาก พบบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หลังได้รับเชื้อ 3-6 วัน จะเริ่มแสดงอาการป่วย มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลียอีก 1-2 วันเจ็บปาก กลืนน้ำลายไม่ได้เพราะมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม พบตุ่มหรือผื่นนูนสีแดงเล็กที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า อาการจะทะเลาและหายไปปกติภายใน 7-10 วัน แต่หากมีไข้สูง ซึม อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง ชัก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

8.โรคอุจจาระ ร่วง เชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่นอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ แมลงวันตอม ทิ้งค้างคืน โดยผู้ป่วยจะมีอาการอุจจาระเหลวอย่างน้อย 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำอย่างน้อย 1 ครั้ง หรือถ่ายมีมูกเลือดหรือมูกปนเลือด อาเจียน หากมีอาการรุนแรงจะถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว คราวละมากๆ การป้องกันโรค ดื่มน้ำ และเลือกกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ ๆ ล้างมือด้วยสบู่ก่อนเตรียมและปรุงอาหาร ก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย

9.โรค ฉี่หนู เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายด้วยการไชเข้าทางบาดแผลหรือเข้าทางเยื่อบุอ่อนๆ เช่น ง่ามมือ ง่ามเท้า เยื่อบุตา ขณะที่แช่น้ำ กินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคฉี่หนู มักมีอาการหลังได้รับเชื้อ 2-10 วัน โดยเริ่มมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องและโคนขา เจ็บคอ ท้องเดิน เยื่อบุตาแดง หากมีอาการเช่นนี้หลังจากแช่น้ำ ย่ำโคลนมา 2-26 วัน เฉลี่ย 10 วันควรนึกถึงโรคนี้ ไม่ควรหายามากินเอง ต้องไปพบแพทย์ การป้องกันต้องหลีกเลี่ยงการแช่น้ำย่ำโคลนนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำต้องชำระร่างกายให้สะอาด ควรสวมรองเท้าบู๊ท และดูแลที่พักให้สะอาดไม่ให้เป็นที่อาศัยของหนู

10.โรคไข้ เลือดออก จะมีไข้สูงตลอดทั้งวันประมาณ 2-7 วัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวส่วนใหญ่มีอาการหน้าแดง อาจมีจุดแดงเล็กๆ ตามลำตัว แขน ขา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร ต่อมาไข้จะเริ่มลง ระยะนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดอาการรุนแรง ผู้ป่วยจะกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น หรือมีเลือดออกผิดปกติ เช่น ถ่ายดำ หรือไอปนเลือด อาจมีภาวะช็อก และเสียชีวิต การป้องกัน กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ระวังไม่ให้ยุงกัดในเวลากลางวันโดยการนอนกางมุ้งหรือทายากันยุง ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ห้ามใช้แอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น

11.โรค มาลาเรีย มียุงก้นปล่องเป็นพาหะหลังได้รับเชื้อ 7-10 วัน จะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ บางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด ในระยะแรกอาจมีไข้สูงตลอดได้ บางรายมีอาการหนาวสั่น หรือเป็นไข้จับสั่น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค ในรายที่อาการรุนแรงอาจเสียชีวิต การดูแลตนเอง ควรนอนกางมุ้ง ทายากันยุง สวมใส่เสื้อผ้าปกคลุมร่างกายให้มิดชิด ถ้ามีอาการป่วยควรรีบไปพบแพทย์ทันที

นพ.พร เทพ กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มพบผู้ป่วยกะปริบกะปรอยในส่วนของโรคไข้หวัด หากพบผู้ป่วยในศูนย์อพยพจะแยกผู้ป่วย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้คนอื่น โรคที่พบป่วยมากสุดคือน้ำกัดเท้า และมีท้องเสียบ้าง ส่วนตาแดง ฉี่หนูยังไม่พบผู้ป่วย เพราะจะเกิดภายหลังน้ำลด

นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่เกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดทำให้เกิดอุปสรรคต่อการให้บริการผู้ป่วย และการเข้ารับบริการของประชาชนโดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่ประสบภัยน้ำท่วม สปสช.จึง ประสานกับสมาคม โรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้โรงพยาบาลที่ไม่ได้เข้าร่วมระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถร่วม ให้บริการผู้ป่วยในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมได้อย่างทั่วถึง โดยให้ผู้ป่วยบัตรทองที่ได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วม และจากศูนย์ประสานงาน หรือศูนย์ส่งต่อเตียงของ สปสช.รวม ถึงประชาชนที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถไปใช้บริการตามโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียน ไว้ได้สามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลเอกชนทั้ง 57 แห่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า สมาคม มีโรงพยาบาล 57 แห่ง ที่เข้าร่วมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ความเดือดร้อนทางสาธารณสุขครั้งนี้ คิดเป็นร้อยละ 30 ของเตียงโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด หรือประมาณ 3,000 เตียง โดยแบ่งเป็น 5 โซน ได้แก่โซนที่ 1 นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี มี 11 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.เกษมราษฎร์รัตนาธิเบศร์ 2.รพ.วิภาราม-ปากเกร็ด 3.รพ.แพทย์รังสิต 4.รพ.ภัทร-ธนบุรี 5.รพ.เอกปทุม 6.รพ.นวนคร 7.รพ.ปทุมเวช 8.รพ.ราชธานี 9.รพ.ศุภมิตรเสนา 10.รพ.นวนคร อยุธยา 11.รพ.เกษมราษฎร์ สระบุรี

โซนที่ 2 ฉะเชิงเทรา กรุงเทพตะวันออกมี 13 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.จุฬารัตน์ 11 2.รพ.โสธราเวช 3.รพ.สายไหม 4.รพ.นวมินทร์ 15.รพ.นวมินทร์ 9 6.รพ.บี.แคร์ 7.รพ.ลาดพร้าว 8.รพ.วิภาราม 9.รพ.เกษมราษฎร์ สุขาภิบาล 3 10.รพ.จุฬารัตน์ 3 11. รพ.จุฬารัตน์ 9 12.รพ.บางนา 2 13.รพ.รวมชัยประชารักษ์ โซนที่ 3 สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพตะวันตก มี 11 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.มหาชัย 1 2.รพ.มหาชัย 2 3.รพ.แม่กลอง 4.รพ.วิชัยเวชอินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย 5.รพ.วิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล สมุทรสาคร 6.รพ.เกษมราษฎร์ บางแค 7.รพ.บางไผ่ 8.รพ.นครธน 9.รพ.บางมด 10.รพ.บางปะกอก 9 11.รพ.พระราม 2 โซนที่ 4 สมุทรปราการ มี 8 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.สำโรงการแพทย์ 2.รพ.เมืองสมุทร 3.รพ.เมืองสมุทรปู่เจ้า 4.รพ.เปาโลสมุทรปราการ 5.รพ.รัทรินทร์ 6.รพ.ศิครินทร์ 7.รพ.บางนา1 8.รพ.เซ็นทรัลปาร์ค และโซนที่ 5 กรุงเทพชั้นใน มี 4 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.กล้วยน้ำไท 2.รพ.คามิลเลียน 3.รพ.แพทย์ปัญญา 4.รพ.เปาโลเมโมเรียล

นพ.พงษ์ พัฒน์ ปธานวนิช เลขาธิการสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า หลักเกณฑ์การบริหารจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น กรณีผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลได้รับค่าบริการตามจริง แต่ไม่เกินครั้งละ 700 ส่วนกรณีผู้ป่วยใน เบิกจ่ายตามระบบ DRG หรือตามกลุ่มโรค ในอัตรา 9,000 บาทต่อ 1 กลุ่มโรค ยกเว้นการสำรองเตียงด้วยโรคที่ระบุตามสัญญากับ สปสช.และโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งให้ยึดถือตามสัญญาเดิม และทั้ง 2 กรณี หากเกินอัตราที่กำหนดให้โรงพยาบาลเก็บข้อมูลและประสาน สปสช.เพื่อ พิจารณาค่าชดเชยส่วนเกินตามความจำเป็นต่อไป ซึ่งการดำเนินการนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2554 จนกว่าภาวะอุทกภัยจะบรรเทาและสปสช.ได้มีประกาศหรือมีหนังสือยกเลิกล่วงหน้า การให้บริการตามข้อตกลงนี้ ทางระบบบัตรทองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร