‘ปราโมทย์’จวกรบ.ผลาญงบแก้น้ำท่วมแนะดำเนินงานตามกระแสพระราชดำริ

สยามรัฐ ฉบับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

“ปราโมทย์” จี้รัฐบาลน้อมนำกระแสพระราชดำริมาปฏิบัติตาม แนะ3 ข้อ แก้ปัญหาอุทกภัย เผยหลักสำคัญสู้น้ำ นำภัยธรรมชาติมาเป็นครู ชี้รัฐชอบผลาญงบฯ แต่ไม่ลงมือทำ “ยงยุทธ” ยันนายกฯเกาะติดแก้น้ำท่วมลงพื้นที่ดูความพร้อมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำควง ผู้ว่าฯกทม.ลงอยุธยา ขอความร่วมมือขุดลอกคลอง “อภิสิทธิ์” ติงรัฐบาลไม่ชัดเจนแผนจัดการน้ำ เป็นสาเหตุให้นักลงทุนหนี

ที่ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.55 นายปราโมทย์ ไม้กลัดคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)กล่าวในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “ศาสตร์พระราชากับการกู้วิกฤติชาติ” เพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยระบุว่า สถานการณ์น้ำในขณะนี้ น้ำตามธรรมชาติยังมีน้อย ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนที่กังวลว่ายังเก็บไว้ในระดับสูงนั้น เป็นเพราะตามปกติแล้วในช่วงปลายหน้าฝนของทุกปี จะต้องมีการเก็บน้ำไว้เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ทำการเกษตรในช่วงหน้าแล้งดัง นั้นการที่มีการออกมาระบุว่าน้ำในเขื่อนภูมิพลมีปริมาณ 84% เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำ 82% ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะเป็นสภาวะปกติ และจะต้องมีการระบายน้ำไปให้ประชาชนใช้ในพื้นที่การเกษตรที่มีอยู่ประมาณ 10 ล้านไร่ ทั่วประเทศทุกวัน วันละมากกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย และพอถึงหน้าฝนน้ำในเขื่อนต่างๆ ก็จะลดลงมาอยู่ในระดับต่ำ

นายปราโมทย์ กล่าวด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานหลักคิด หลักทำ ในการบริหารงานจัดการน้ำมาโดยตลอด เพื่อให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องนำไปทำต่อ ในช่วงที่ผ่านมาพระองค์ทรงงานเรื่องน้ำมากพระราชทานหลักคิดว่า “น้ำคือชีวิตต้องมีอย่างพอเพียง ต้องมีน้ำกิน น้ำใช้ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ แต่หากไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้” ซึ่งเป็นหลักคิดพื้นฐานที่สำคัญ ดังนั้น ต้องนำหลักคิดของพระองค์มาต่อยอดในการบริหารจัดการน้ำ ขณะเดียวกันเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2538 พระองค์ก็พระราชทานหลักคิดให้หาทางเอาน้ำออกเร็วๆอย่าไปกั้น และเมื่อเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ พระองค์ท่านได้ทรงเรียกประชุมดำเนินการแก้ไข และตรัสว่าต้องเข้าใจธรรมชาติ เรียนรู้ธรรมชาติ เราต้องเรียนรู้ภัยพิบัติจากธรรมชาติ และนำภัยพิบัติมาเป็นครูสอนเรา

“ในการประชุม กยน.พยายามเสนอศาสตร์ของในหลวงมาขับเคลื่อน ทั้งการทำ “ฟลัดเวย์” เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมาศึกษา ต้องมาวิเคราะห์ รัฐบาลผู้บริหารบ้านเมืองต้องนำมาต่อยอด คณะกรรมการไม่เคยลงมือทำอย่างจริงจัง เวลานี้มีแต่แผน แต่กระบวนการทำยังไม่ชัด ปี 55 ไม่ต้องตกใจแม้ฝนจะมาเร็วยังไงขอให้มีสติ ใช้ปัญญาจะไม่เดือดร้อน ปัญหาหลายๆ อย่างบ้านเราขณะนี้เกิดขึ้นเพราะไม่มีการนำหลักคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมาพัฒนาต่อ ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลยุคนี้แต่เป็นมาทุกยุค ไม่เข้าใจว่าขัดหลักบริหารราชการแผ่นดินหรืออย่างไร สุดท้ายอยากฝากยุทธศาสตร์ในการสู้น้ำท่วมคือ 1.สู้ภัย เพราะในเขต กทม.และปริมณฑลหนีไม่พ้นต้องสู้ ต้องวางยุทธศาสตร์ และต้องทำไม่ใช่พูด 2.ปรับตัวให้อยู่ได้ รัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพ ต้องมียุทธศาสตร์ให้คนอยู่ได้กับธรรมชาติ 3.หนีคือกรณีน้ำป่าไหลหลาก ต้องมีการจัดตั้งถิ่นฐานใหม่ให้กับชาวบ้านที่ไปสร้างหมู่บ้านขวางทางน้ำป่า”

วัน เดียวกัน นายยงยุทธ วิชัยดิษฐรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า วันที่ 13-17 ก.พ.นี้ นายกฯพร้อมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง จะเดินทางไปตรวจราชการดูการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เริ่มจากต้นน้ำที่ จ.อุตรดิตถ์ พื้นที่กลางน้ำที่ จ.นครสวรรค์ และพื้นที่ปลายน้ำที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะให้ผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรรมการ กยน. และตัวแทนโครงการพระราชดำริ มาร่วมบรรยายสรุปเกี่ยวกับแผนงานต่างๆ ให้นายกฯ รับทราบทั้งนี้การเดินทางไป จ.พระนครศรีอยุธยาได้มีการเชิญ ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมเดินทางไปด้วย ดังนั้นการเดินทางของนายกฯครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่า เพราะจะได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาด้วยตัวเอง ดังนั้นส่วนราชการจะทำงานล่าช้าไม่ได้แล้ว เพราะถือเป็นความเดือดร้อนของประชาชน

รมว.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ครม.ยังมีแผนงานที่จะเดินทางไปตรวจราชการยังจังหวัดต่างๆ ทุกเดือน รวมถึงภาคใต้โดยวันที่ 18-20 มี.ค. จะมีการประชุมครม.สัญจร ที่จ.ภูเก็ต และยังมีอีกหลายภารกิจที่จะต้องเดินทางไปภาคใต้ ซึ่งไม่ต้องกังวลว่ารัฐบาลจะลงพื้นที่ไปแต่ภาคอื่นแล้วทิ้งภาคใต้ สำหรับการทำงานของกทม.ขณะนี้ก็ได้ให้ความร่วมมืออย่างดีทั้งในเรื่องการทำ ความสะอาด การขุดลอกคูคลอง ทั้งนี้ตนจะขออนุมัติจากนายกฯ ในการแบ่งงาน เช่น กระทรวงมหาดไทยจะรับผิดชอบคลองเปรมประชากรในการขุดลอกระบายน้ำ ส่วนปัญหาบางพื้นที่ยังมีกระสอบทรายอยู่ในคลอง กทม. ขณะนี้ได้เร่งรัดและประสานงานแล้ว เราต้องแก้ไขปัญหาให้ได้และเชื่อว่าจะทันกับสถานการณ์ ยืนยันว่าตนติดตามการทำงานของ กทม.อยู่ตลอดเวลา

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายกฯ ออกมากล่าวยอมรับว่า นักลงทุนครึ่งต่อครึ่งลังเลที่จะลงทุนในประเทศไทย ว่า เป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้สะท้อนปัญหาไปยังรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง เพราะจากการที่ได้สัมผัสกับนักลงทุน เขาไม่ได้ไม่มั่นใจในเรื่องเงินงบประมาณ แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะทำอะไร และจะปรับปรุงระบบการบริหารจัดการจากความผิดพลาดในปีที่แล้วได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นคำตอบให้รัฐบาลแล้วว่า รัฐบาลแก้ปัญหาโดยทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลลงไปนั้นไม่ใช่คำตอบ เพราะแก้ปัญหาไม่ตรงจุด นักลงทุนต้องการความชัดเจนว่ารัฐบาลจะทำอะไรมากกว่าเรื่องเงิน เพราะเงินไม่เป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาของรัฐบาลอยู่แล้ว ตนจึงอยากให้รัฐบาลตั้งหลักใหม่เร่งแก้ปัญหาอย่าคิดแต่จะหาเงินมากองในมือ ตัวเองเพียงอย่างเดียว

ส่วนการทำ “ฟลัดเวย์” หรือพื้นที่รับน้ำที่จะกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้างจำเป็นต้องปฏิบัติตามรัฐ ธรรมนูญมาตรา 67 ในการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดของโครงการและสภาพพื้นที่ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือ การทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ กรณีที่ต้องมีการใช้เป็นพื้นที่รับน้ำจริงๆ จะมีการชดเชยอย่างไรให้สมเหตุสมผลหรือทำเป็นกรณีพิเศษ รัฐบาลไม่ควรปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่เร่งดำเนินการให้แผนงานเป็นรูปธรรม หวังว่าการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13-17 ก.พ.นี้เพื่อตรวจความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำ จะเป็นการแก้ปัญหาและสร้างความชัดเจนจริงๆที่ผ่านมาหลายครั้งที่นายกฯไปลง พื้นที่กลับไม่มีการแก้ปัญหาตามมา

โฆษณา

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ภัยพิบัติ และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร