ซวยแล้ว!ปีนี้ท่วมอีกปูสารภาพเอาไม่อยู่

ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ไทย โพสต์ * ซวยแล้ว! อย่าเพิ่งทาสีบ้าน “ปู” สารภาพบังคับทางน้ำไม่ได้ ปีนี้มีท่วมอีก เพราะป้องกันได้แค่เขตเศรษฐกิจของเมืองกับนิคมอุตสาหกรรม “เสรี” เตือนฝนมาเร็ว ถ้าปริมาณน้ำเท่าปีที่แล้วและฟลัดเวย์แค่เรื่องโม้ กรุงเทพฯ จมหนักแน่นอน “สมิทธ” จัดหนัก รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์น่ากลัวกว่า 7 ริกเตอร์เมื่อไหร่ เขื่อนแตก เมือง กาญจน์จม 22 เมตร ส่วนฝั่งอ่าวไทยระวังสึนามิจากแผ่นดินไหวที่รอยเลื่อนยูเรเซีย

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประ ชาชน” เมื่อวันเสาร์ ถึงการวิพากษ์วิจารณ์แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำว่า ทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรายินดีที่จะรับฟัง แต่บางครั้งเราไม่สามารถแถลงได้ทั้งหมด ซึ่งวันนี้แผนแม่บทใหญ่เสร็จแล้ว เหลือแต่การทำแผนแม่บทของแต่ละจังหวัด

“ต้องเรียนว่าเราไม่ สามารถบังคับทิศทางน้ำได้ ซึ่งแผนเฉพาะหน้าที่เราทำก็ไม่สามารถครอบคลุมเรื่องของการป้องกันได้ทั้งหมด จะป้องกันได้เฉพาะฝั่งแม่น้ำเจ้า พระยา เขตเมืองเศรษฐกิจและเขตนิคมอุต สาหกรรม” นายกฯ กล่าว

วันเดียวกันนี้ นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และกรรม การยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัด การทรัพยากรน้ำ (กยน.) กล่าวระหว่างการเสวนาหัวข้อ “พลิกชะตาฝ่าวิกฤติ” ที่โรงภาพยนตร์สยามเมธาวาลัย สยามพารากอน ถึงสถานการณ์น้ำในปีนี้ว่า ปริมาณฝนในปี 54-55 ตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ฝนจะตกหนักในภาคใต้ และทำให้น้ำท่วมหนักตามมา อย่างไรก็ตาม ปีนี้คาดว่าฝนจะมาเร็วกว่าทุกปี ซึ่งจะเห็นได้จากที่ช่วงนี้จะมีฝนตกทุกวัน ดังนั้น ต้นปีรัฐบาลจะต้องเร่งปล่อยน้ำออกทุกปี ซึ่งจะเห็นได้จากที่ช่วงนี้จะมีฝนตกทุกวัน ดังนั้น ต้นปีรัฐบาลจะต้องเร่งปล่อยน้ำออกจากเขื่อนเพื่อเตรียมรับน้ำใหม่ที่จะกำลัง จะมา

เขาบอกว่า หากปริมาณน้ำมาเท่าเดิม แล้วรัฐบาลไม่มีการเตรียมพร้อมป้องกัน หรือว่าทำพื้นที่ฟลัดเวย์ตามที่พูดไว้ไม่ทัน แน่นอนว่ากรุงเทพฯ จะท่วมหนักแน่ โดยเฉพาะทางฝั่งธนฯ จะหนักกว่าทุกพื้นที่ เนื่อง จากอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น จึงได้แต่หวังว่าอีก 3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมที่ได้ผล ส่วนจะท่วมมากน้อยแค่ไหนจากนี้ไป ต้องขึ้นอยู่กับการจัดการบริหารของรัฐบาลว่าจะมีแผนออกมาทันหน้าฝนนี้หรือ ไม่ รวมถึงจะมีการวางผังเมืองเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญอย่างไร เพื่อไม่ให้เสียหายมากเหมือนที่ผ่านมา

นายเสรียังไปพูดอีกเวที ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ซึ่งมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “การรับมือภัยพิบัติในอนาคต” ว่า ประเทศไทยยังมีหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อทำงานดีๆ ในการป้องกันภัยพิบัติหลายแห่ง แต่ไม่มีใครติดตาม ดูว่าหน่วยงานเหล่านี้ทำงานดีจริงหรือไม่ หรือทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายหรือไม่ อีกทั้งในส่วนของผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับท้องที่ตนเองให้มาก เพราะหลายจัง หวัดผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่รู้ข้อมูลของถนน หรือจำนวนคลอง ชื่อคลองในพื้นที่ของตนเอง จึงทำให้การป้องกันเป็นไปได้ยาก ซึ่งปัญหานี้จะเชื่อมโยงกันในหลายพื้นที่ เพราะเมื่อผู้นำท้องถิ่นไม่ทราบข้อมูลก็จะไม่สามารถประสานการช่วยเหลือให้ กับท้องที่ตนเองและท้องที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้

ด้านนายสมิ ทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ในฐานะกรรมการ กยน. ยอมรับว่าไม่มีความหวังกับทิศทางของรัฐบาล เพราะคณะกรรม การฯ มีนักการเมืองมากกว่านักวิชาการ ทำ ให้สิ้นหวัง แต่ที่น่าเสียใจกว่าคือนักวิชาการประพฤติตัวเป็นนักการเมือง ซึ่งเมื่อเราไปตำหนิในสิ่งที่นักการเมืองทำไม่ถูกต้อง ก็จะถูกนักวิชาการที่ผันตัวเป็นนักการเมืองออกมาปกตำหนิในสิ่งที่นักการ เมืองทำไม่ถูกต้อง ก็จะถูกนักวิชาการที่ผันตัวเป็นนักการเมืองออกมาปกป้องนักการเมืองเหล่านี้ แต่ตนก็ขอไม่พูดดีกว่า พูดมากก็โดนด่า จะลาออกก็ไม่ให้ออก เรียกว่าทำได้แต่อย่าตำหนิรัฐบาล

ทั้งนี้ นายสมิทธยังกล่าวว่า ปีนี้จะมีมรสุมหรือไม่ก็คงหนีไม่พ้นอุทกภัยแน่นอน อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่น่าวิตกเท่ากับปัญหารอยเลื่อนที่กาญจนบุรี และที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ด่านเจดีย์สาม องค์ ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่อยู่ใต้เขื่อนศรีนครินทร์ รอยเลื่อนดังกล่าวเชื่อมต่อกับรอยเลื่อนใหญ่ในพม่า ซึ่งหากเกิดแผ่นดินไหวสูงกว่า 7 ริกเตอร์ จะทำให้เขื่อนศรีนครินทร์ที่จุน้ำ 1.7 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร แตก นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดน้ำท่วม จ.กาญจนบุรี สูงถึง 22 เมตร และจะกระจายตัวไปอย่างรวดเร็วตามฝั่งตะวันตกและภาคใต้

เขาบอก ว่า เรื่องนี้จะเกิดเมื่อใดคง บอกไม่ได้ แต่จากการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ มีโอกาสเกิดได้ และได้เตือนหลายฝ่ายให้หา แนวทางป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จะต้องรับผิดชอบ เคยเสนอให้มีการจัดทำสัญญาณเตือนภัย หากเกิดกรณีสุ่มเสี่ยงเขื่อนแตก และเตรียมซักซ้อมแผนอพยพชาวบ้านที่อยู่รอบเขื่อน แต่ไม่เคยได้รับการสนใจจากหน่วยงานใด ดังนั้น เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่จะต้องช่วยกันจับตาดู “นักการเมืองมัวแต่สร้างสนามกอล์ฟ ติดเขื่อน แต่กลับไม่สนใจชีวิตชาวบ้าน”

นาย สมิทธยังได้แสดงความกังวลถึงปัญหารอยเลื่อนที่ประเทศฟิลิปปินส์ว่ามีการ เปลี่ยนแปลงเคลื่อนเข้าหารอยเลื่อนยูเรเซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทย เวียดนามและลาว และอาจจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8-9 ริกเตอร์ขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิไม่ต่ำกว่า 3 เมตรในอ่าวไทย ส่งผล กระทบตั้งแต่ จ.นราธิวาส ไล่ขึ้นมาจนถึง จ.ชลบุรี ซึ่งเรื่องนี้เคยเสนอแผนป้องกันต่อสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ด้วยการสร้างเขื่อนถนนจาก อ.บางปะกง จนถึง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ยาว 97 กิโลเมตร ปิดปากอ่าวไทยเพื่อป้องกันคลื่นสึนามิ และผลกระทบจากน้ำทะเลหนุน ขณะเดียวกันยังช่วยร่นระยะการเดินทางจากภาคใต้มาสู่ภาคตะวันออก โดยใช้งบประมาณเพียง 1.3 แสนล้านบาท หรือเท่ากับโครงการรถไฟฟ้า 1 สาย.

โฆษณา

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ภัยพิบัติ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร