ปูย้ำพรก.ฟื้นฟูฯจำเป็นใช้งบสู้ท่วม เดินสายตรวจแผนน้ำ’เติ้ง’ซ่อมประตูระบายสมิทธเตือนรอยเลื่อน

มติชน ฉบับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

‘อาจอง’อดีตนักวิทยาศาสตร์’นาซา’เสนอย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ราบสูงแดนอีสาน ชี้ชะตา’กรุงเทพฯ’ไม่เกิน 20 ปีจมบาดาลแน่

‘ปู’ทัวร์ตรวจน้ำ3เรื่อง

เมื่อ เวลา 08.00 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ”รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ถึงเสียงวิจารณ์เรื่องแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ที่มีแต่แผนไม่มีรายละเอียด ว่า ขณะนี้แผนแม่บทใหญ่เสร็จแล้วกำลังจะเริ่มทำแผนแต่ละจังหวัด ที่หลายคนห่วงว่าเดือนพฤษภาคม น้ำในเขื่อนจะเหลือเท่าไรและระบายออกไปเท่าไร แต่เรื่องบางอย่าง เราประกาศต่อสาธารณะไม่ได้ เช่น ลุ่มน้ำหรือพื้นที่ที่อาจมีผลกระทบ แต่จะเข้าไปทำความเข้าใจในพื้นที่ ทั้งนี้ เรื่องน้ำจะดูแค่น้ำในเขื่อนไม่ได้ ต้องไปดูน้ำในทุ่ง รวมถึงทิศทางที่น้ำจะออกด้วย จึงต้องไล่ตั้งแต่ภาคเหนือลงมา เพื่อให้มั่นใจว่ามีแผนรองรับได้ก่อนน้ำจะมา

“ยอมรับว่าแผน เฉพาะหน้าคงป้องกันได้ไม่หมด ได้เฉพาะฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและเขตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ แต่จะทำแผนบริหารจัดการใหญ่ ที่จะใช้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เชื่อม 17 ลุ่มน้ำไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ได้ประสานไปที่สำนักงบประมาณเพื่อเร่งการจัดซื้อจัดจ้าง จากนั้นระหว่างวันที่ 13-17 กุมภาพันธ์จะเดินทางเข้าพื้นที่ทางภาคเหนือ ตั้งแต่เขื่อนใหญ่ลงมา เพื่อดำเนินการดังนี้ 1.ติดตามว่าเงินที่ให้ไปเข้าถึงพื้นที่จริงไหม 2.ดูว่าเงินเยียวยาช่วยเหลือน้ำท่วมถึงมือประชาชนหรือไม่ 3.ดูการระบายน้ำว่าถ้าฝนตกลงมาน้ำจะไหลไปอย่างไร ครั้งนี้จะให้ไหลทางตรงเร็วที่สุด ไล่จากภาคเหนือลงมาจนถึงกทม. ซึ่งได้มีการแบ่งหน้าที่กับ กทม.ในการขุดลอกคูคลองแล้ว” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า ถ้าน้ำมามากเหมือนปี 2554 รัฐบาลจะจัดการอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่าเรารู้ว่าจะจัดการอย่างไร แต่ต้องไปไล่เรื่องการเชื่อมต่อเส้นทางน้ำไหล เช่น ถ้าขุดคลองแล้วน้ำลง ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ยาก เพราะกว่าจะถ่ายทอดไปถึงฝ่ายปฏิบัติ มันก็ต้องมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นจริงและมวลชนด้วย เช่นบางพื้นที่มีบ้านเรือนเต็มเลย อาจจะทำไม่ได้ บางเรื่องจึงไม่สามารถอยู่บนกระดาษแล้วประกาศทันที ดังนั้นต้องนำแผนแม่บทประสานกับจังหวัด

ย้ำออกพ.ร.ก.’จำเป็นจริงๆ’

นายก รัฐมนตรียังกล่าวถึงการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 ฉบับ หลังล่าสุด สภาผู้แทนราษฎรผ่านความเห็นชอบไป 2 ฉบับ และเหลืออีก 2 ฉบับ รอการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นความจำเป็นที่จะไปคุยกับนักลงทุนว่ารัฐบาลมีแผนอะไร และมีงบใช้ได้จริงๆนี่คือเหตุที่ต้องเร่งออกเป็น พ.ร.ก. เพราะเงินต้องใช้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ทำวันนี้ก็ได้แค่บางส่วนต้องเร่งทำปีหน้าต่อไป แต่ยังติดปัญหาข้อกฎหมาย เพราะเรามีงบติดลบ 4 แสนล้านบาทกู้เพิ่มได้แค่ 1 แสนล้านบาท ยังมีหนีอีกก้อนคือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เรารับไม่ปรับปรุง หนี้นี้ก็จะเป็นของประชาชนตลอดไป โดยไม่เคยใช้เงินต้นเลย ใช้เฉพาะดอกเบี้ยเท่านั้น ตอนที่กองทุนฟื้นฟูมีปัญหา รัฐบาลนั้นแข็งแรงก็รับภาระให้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่เวลานี้รัฐบาลไม่สามารถรับภาระก้อนนี้ได้ จึงทำได้ 2 วิธี 1.โอนกองทุนคืน ธปท. หรือ 2.ขึ้นภาษี ซึ่งเราไม่อยากซ้ำเติมประชาชน จึงออก พ.ร.ก.คืนให้ธปท. เพราะเราไม่อยากให้ประชาชนเป็นหนี้ไม่สิ้นสุด

“วันนี้ เราเหมือนเป็นหนี้ 2 ก้อน ก้อนหนึ่งใช้แทนเพื่อน ใช้ไปก็ได้ แต่ดอกต้นไม่ได้ลด เราก็บอกว่าวันนี้เพื่อนรวยแล้ว ขอฝากก่อนเถอะ วันไหนมีกำลังค่อยมาช่วยทีหลัง เพราะเป้าหมายคือต้องการให้ประเทศแข็งแรงก่อน” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

เมื่อ ถามว่า เหตุใดจึงมั่นใจว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้จะอยู่ที่ร้อยละ 5 น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า วิกฤตน้ำท่วมไม่ใช่วิกฤตทางการเงิน เมื่อน้ำผ่านไปก็จะเกิดการจ้างงาน จึงเชื่อว่าจีดีพีจะกลับมาที่ร้อยละ5 ได้ แต่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน

‘กิตติรัตน์’ยอมรับเยียวยาล่าช้า

นาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีการดูแลช่วยเหลือทางด้านการเงินของผู้ประสบภัยที่มีความล่าช้า ว่า ยอมรับว่ามีการล่าช้าบ้าง เนื่องจากบางพื้นที่เกิดปัญหาน้ำท่วมภายหลัง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ส่วนปกครองท้องถิ่นก็ได้เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ยืนยันว่าผู้ได้รับความเดือดร้อนจะได้รับการดูแลทั้งหมด

ขณะ นี้ยังไม่หมดระยะเวลาในการช่วยเหลือ อีกทั้งวงเงินให้ความช่วยเหลือก็มีไม่จำกัด ส่วนการจ่ายเงินชดเชยผ่านธนาคารออมสิน ยืนยันว่าผู้ประสบภัยที่ทำเรื่องเสนอเข้าไป จะได้รับเงินภายใน 7 วันอย่างแน่นอน

‘มาร์ค’ดักคออย่ากู้มากองไว้

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างมาร่วมงานเปิดที่ทำการที่ศูนย์ประสานงาน ปชป.สาขาหลักสี่ กทม. ว่า การเตรียมการป้องกันการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่มีเงิน เพราะสภาได้อนุมัติแล้วเกือบ 2 แสนล้านบาท สามารถนำมาใช้เรื่องการป้องกันน้ำท่วมได้ แต่วันนี้รัฐบาลใช้เงินไปน้อย เพราะเงินช่วยน้ำท่วม 5 พันบาทต่อครัวเรือน ก็ยังจ่ายไม่ครบ พรรคก็เร่งรัดไป นอกจากนี้รัฐบาลอย่าใช้วิธีออกกฎหมายพิเศษ อย่างการโยกหนี้ แต่งบัญชีทำให้เกิดปัญหากับความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่ามาอ้างว่าพอมีน้ำท่วม ต้องมากู้เงิน แต่กู้มากองไว้เฉยๆ ไม่ได้ใช้ ทำให้เกิดภาระดอกเบี้ยที่ประชาชนต้องมารับเป็นภาระอีกด้วย เรื่องที่เป็นห่วงที่สุดคือเรื่องของแพง จึงมอบหมายให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้า ปชป. ทำหน้าที่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบราคาสินค้าราคาข้าวแกงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้รัฐบาลลงมาแก้ปัญหา ที่ผ่านมานอกจากจะไม่เร่งแก้ปัญหาแล้วรัฐบาลยังมีส่วนซ้ำเติมปัญหา มีการบริหารจัดการเรื่องน้ำมันอย่างผิดพลาด จนน้ำมันมีราคาสูงขึ้น และ ปชป.จะเดินหน้าคัดค้านการขึ้นราคาก๊าซหุงต้มอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องอะไรที่รัฐบาลทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อประชาชน เราพร้อมสนับสนุนเช่นกัน

‘บรรหาร’ตรวจประตูระบายน้ำ

เวลา 13.30 น. นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง ประธาน

คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและ สร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายภราดร ปริศนานันทกุลส.ส.จังหวัดอ่างทอง เดินทางมาตรวจงานซ่อมแซมกำแพงปีกซ้ายของประตูระบายน้ำพระงามที่พังลงเมื่อ น้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา โดยใช้งบประมาณในการซ่อมกำแพงปีกประตูเก่าความยาว 15 เมตร ใช้งบ 2.5 ล้านบาท ซ่อมแซมคันโอบประตูระบายน้ำความยาว 100 เมตร ใช้งบ5 ล้านบาท รวมใช้ทั้งสิ้น 7.5 ล้านบาท

นายบรรหารได้กำชับ ให้ทำการซ่อมแซมให้เสร็จภายในเวลา 1 เดือน ส่วนประตูระบายน้ำที่สร้างใหม่ ต้องแล้วเสร็จทันฤดูน้ำหลากช่วงเดือนสิงหาคม โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างประตูระบายน้ำแห่งใหม่จำนวน 145 ล้านบาท

ต่อ มา เวลา 15.00 น. คณะของนายบรรหารเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ลงจอดที่สนามบินชั่วคราววัดบันไดช้าง ต.หัวเวียง อ.เสนาจ.พระนครศรีอยุธยา และเข้าประชุมที่หอประชุมของวัดบันไดช้าง ประมาณ 1 ชั่วโมง โดยนายบรรหารได้เรียกผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา รวมถึงเจ้าหน้าที่สำนักชลประทานที่ 12 มาหารือการจัดการน้ำ เนื่องจากปีที่ผ่านมาชาวบ้านใน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุด ซึ่งนายบรรหารกล่าวว่า จะพยายามให้เต็มที่และจะทำให้ดีที่สุด

เสนอย้ายเมืองหลวงไปที่ราบสูง

ที่ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนินนอก สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ(สปรส.) ได้จัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ2555 โดยปีนี้ชูประเด็นการรับมือภัยพิบัติ จัดการภัยสุขภาวะมีขึ้น มีหลายเวทีร่วมกันถกปัญหาเสนอทางออก และการจัดการภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นพ.ประเวศ วะสี ผู้ทรงคุณวุฒิและราษฎรอาวุโส กล่าวตอนหนึ่งระหว่างแสดงปาฐกถาเรื่อง รับมือภัยพิบัติ จัดการสุขภาวะว่า ทุกวันนี้สังคมไทยใช้แต่สมองส่วนหลัง ซึ่งเป็นสมองของสัตว์เลื้อยคลาน ใช้แต่การต่อสู้ เต็มไปด้วยความเกลียด ความโกรธ ขณะที่สมองส่วนหน้าหาย ซึ่งเป็นส่วนของสติปัญญา ความรู้ จริยธรรมและศีลธรรม ดังนั้น เพื่อการพัฒนาประเทศไทย ต้องเข้าเกียร์ใหม่ เปลี่ยนจากเกียร์หลังเป็นเกียร์หน้าแทน

ด้านนายอาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนักวิทยาศาสตร์จากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (นาซา) กล่าวตอนหนึ่งระหว่างแสดงปาฐกถาเรื่อง ภัยพิบัติกับอนาคตประเทศไทยว่า ตอนนี้โลกทั้งโลกกำลังได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน น้ำระเหยจากพื้นดินมาก ทำให้ฝนตกเยอะ บวกกับน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำให้น้ำทะเลก็สูง และหนุนสูงขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ในอนาคตอีกไม่เกิน 20 ปี กรุงเทพฯจะต้องจมน้ำอย่างหลีกไม่ได้ โดยภายใน 7-8 ปี น้ำทะเลจะเริ่มหนุนเข้ามาในกรุงเทพฯ

“ถ้าเราไม่อยากให้น้ำ ท่วมเมืองหลวงก็ต้องเตรียมวางแผนตั้งแต่ตอนนี้ หาเมืองหลวงใหม่ผมเห็นว่า พื้นที่ที่เหมาะสมจะเป็นเมืองหลวงใหม่คือ พื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100 เมตรขึ้นไป ซึ่งก็มีพื้นที่ราบสูงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณดังกล่าวไม่มีแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหวและปลอดภัยที่สุด ทั้งนี้ เมืองหลวงใหม่ควรเป็นพื้นที่ที่ไม่มีอะไรเลย แต่คนที่จะไปสร้างใหม่ต้องเข้าไปวางระบบต่างๆ ใหม่ทั้งหมดโดยเฉพาะผังเมือง การวางแผนเพื่อสร้างเมืองหลวงใหม่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ดังนั้น วันนี้ควรจะเริ่มวางแผนได้แล้ว” นายอาจองกล่าว

สมิทธเตือนรอยเลื่อนไทยเพิ่ม

นาย สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวระหว่างการเสวนาเรื่อง การรับมือภัยพิบัติในอนาคต ว่าที่ผ่านมาตนพูดเยอะมาก ด่าเยอะมากในเรื่องเตือนภัยพิบัติ ล่าสุดเมื่อไปพูดในที่ประชุม กยน. ว่าตอนนี้ใกล้จะฤดูฝนอีกแล้ว ยังไม่เห็นใครทำอะไรเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่จะเอามาแก้ปัญหาน้ำท่วม ยังไม่มีรูปร่างออกมาเลย

“พูดแบบ นี้ก็มีหลายคนออกมาด่าว่าผมชอบพูด ชอบสร้างประเด็น แต่ที่ผมพูดนั้นเป็นเรื่องจริง ซึ่งหลังจากผมพูด และมีคนด่า เขาก็เริ่มมีโครงการว่าจะทำโน่นทำนี่ออกมาบ้างแล้ว ผมจะถูกด่าบ้าง ถือว่าถูกด่าเพื่อชาติก็แล้วกัน”

นายสมิทธกล่าวอีกว่า ตนได้ไปศึกษาเรื่องรอยเลื่อนแผ่นดินไหวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น พบว่ามีรอยเลื่อนหนึ่งที่น่าสนใจคือ รอยเลื่อนยูเรเซีย อยู่ในแถบเอเชีย พาดผ่านไทย เวียดนาม และลาวรอยเลื่อนนี้จะสร้างปัญหาหากเกิดการยกตัวขึ้นมาเกิดแผ่นดินไหว และสึนามิได้ ทำให้ชายฝั่งทะเลตั้งแต่ จ.นราธิวาส ปัตตานี นครศรีธรรมราชสงขลา ชุมพร สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีคลื่นสูงไม่ต่ำกว่า 3 เมตร ได้

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ภัยพิบัติ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร