“สมิทธ” ฉะรัฐบาลไร้ทิศทาง ป้องกันน้ำท่วม! ขาด “นักวิชาการ” เตือนเขื่อนแตก

ไทยรัฐ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นายกฯ แจงผ่านรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” แผนแม่บทป้องกันน้ำท่วมใหญ่ของรัฐบาลเสร็จแล้วพร้อมดูแลตั้งแต่ต้นจดปลายน้ำ แต่ยอมรับไม่สามารถบังคับทิศทางน้ำได้ ขณะที่ “สมิทธ” ออกมาขย่มอีก ผิดหวังรัฐบาลยังไร้ทิศทาง ซัด กยน.มีนักการเมืองมากกว่านักวิชาการ ประกาศเตือนระวังรอยเลื่อนในเมืองกาญจน์ เหตุติดรอยเลื่อนใหญ่ในพม่า ห่วงเขื่อนใหญ่แตก น้ำปริมาณมหาศาลกวาดเมือง อ้างเป็นการคำนวณทางวิทยาศาสตร์มีโอกาสเกิดได้ แต่ไม่รู้เมื่อใด ยันเคยแนะแผนเตือนภัยให้ กฟผ.แต่ถูกเมิน ขณะที่บริเวณชายฝั่งอ่าวไทย เคยเสนอสร้างเขื่อนถนนปิดอ่าวไทยเพื่อกั้นคลื่นยักษ์สึนามิ กลับถูกสภาพัฒน์เมินอีก

หลังถูกนักวิชาการ นักการเมือง รวมถึงกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ติงแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล เพื่อป้องกันน้ำท่วมระลอกใหม่ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นใดๆ ให้ประชาชนได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 4 ก.พ. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ซึ่งบันทึกเทปที่บ้านพิษณุโลก มีนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เป็นพิธีกร ออกอากาศผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ โดยนายกฯ ได้กล่าวถึงการประชุม เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum :WEF) ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้ต่างประเทศเชื่อมั่นว่าได้ยืนยันจะหา เงินเพื่อมาบูรณาการน้ำอย่างยั่งยืนในวงเงิน 350,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ก็กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำว่ายินดี รับฟังทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่บางครั้งเราไม่สามารถแถลงได้ทั้งหมด ซึ่งวันนี้แผนแม่บทใหญ่เสร็จแล้ว เหลือแต่การทำแผนแม่บทของแต่ละจังหวัด และในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็จะมีการสรุปแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ ซึ่งจะมีคำตอบให้กับประชาชน แต่ต้องใช้เวลาเพราะจะต้องมีการคำนวณตั้งแต่ต้นน้ำ ดูน้ำในเขื่อน น้ำฝน น้ำในทุ่ง และเส้นทางของน้ำ

“ต้องเรียนว่าเราไม่สามารถบังคับ ทิศทางน้ำได้ ซึ่งแผนเฉพาะหน้าที่เราทำก็ไม่สามารถครอบคลุมเรื่องของการป้องกันได้ทั้งหมด จะป้องกันได้เฉพาะฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขตเมืองเศรษฐกิจและเขตนิคมอุตสาหกรรม แต่ในแม่บทการพัฒนาน้ำอย่างยั่งยืนในวงเงิน 350,000 ล้านบาท จะมีการเชื่อมอีก 17 ลุ่มน้ำที่เราจะเริ่มทำพร้อมกันหมด ส่วนประตูน้ำที่เคยแตกก็พยายามเร่งรัดจัดซื้อจัดจ้างให้เร็วขึ้น” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

ส่วนการลงพื้นที่ในจังหวัดที่เคยประสบ อุทกภัย ในวัน 13-17 ก.พ.นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า จะลงพื้นที่ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคกลาง เพื่อติดตามเงินที่ลงไปฟื้นฟูในส่วนของการซ่อมแซมต่างๆ เสร็จแล้วหรือไม่ ดูเรื่องเงินเยียวยาประชาชน และการระบายน้ำตามเขื่อนและคันกั้นน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำว่ามีการบริหารจัดการอย่างไร ส่วนในพื้นที่ กทม. ได้มอบหมายให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไปเจรจาเพื่อแบ่งกันในส่วน ของคลองในพื้นที่ กทม.ขณะที่ในส่วนของกองทัพจะดูแลขุดคลองเล็กๆ น้อยๆ 300 กว่าคลอง ส่วนการลอกท่อ มอบหมายให้ กทม.ทำ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ยัง กล่าวถึงความจำเป็นต้องเร่งออก พ.ร.ก. 4 ฉบับพร้อมกัน เพื่อจะได้เห็นว่ามีวงเงินและเหตุผลที่ต้องเป็น พ.ร.ก. เพราะเงินที่ต้องใช้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อใช้แก้ปัญหาการบูรณาการน้ำอย่างยั่งยืน ส่วนภาระหนี้ที่มีอยู่ที่เป็นการใช้จ่ายในประเทศ และหนี้ที่มีมานานแล้ว คือ หนี้ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูที่นำเงินภาษีของประชาชนมาใช้หนี้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลไม่สามารถรับภาระในส่วนนี้ได้อีก และไม่สามารถผลักภาระให้ประชาชนด้วยการขึ้นภาษีได้ ซึ่งวิธีการแก้ไขคือ การโอนการชำระหนี้กลับคืนธนาคารแห่งประเทศไทย หรือการขึ้นภาษี ซึ่งเราไม่อยากจะเลือกเพราะจะเป็นการซ้ำเติมพี่น้องประชาชน จึงเลือกที่จะออก พ.ร.ก. ทั้ง 4 ฉบับ เพื่อให้หนี้กลับคืนเข้าสู่กองทุนฟื้นฟู เพราะเป้าหมายของเรา ต้องการให้ประเทศแข็งแรง โดยมาจาก 2 ส่วนคือ พื้นฐานของประชาชนและตัวประเทศต้องแข็งแรง จึงเป็นที่มาถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก. ซึ่งเราต้องช่วยกันให้เป็นไปตามแผนและการทำงานร่วมกัน

ด้านนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน กล่าวที่ศูนย์ประสานงานพรรคประชาธิปัตย์ สาขาหลักสี่ กรณีที่รัฐบาลออกมาตำหนิ กทม.ว่าจ่ายเงินเยียว ยา 5,000 บาทล่าช้าว่าให้ไปตรวจสอบขั้นตอนได้ว่าการส่งชื่อการสำรวจ เข้าไปสู่ขั้นตอนการอนุมัติ ใช้เวลาตรงไหนอย่างไร และการจ่ายเงิน 5 พันบาทที่ล่าช้าไม่ได้มีเฉพาะที่ กทม. เกิดขึ้นทั่วประเทศ และจ่ายช้ากว่าในอดีตที่เคยทำกันมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เงื่อนไขเฉพาะของ กทม. ในภาพรวม กทม.ก็ดำเนินการตามกรอบเวลา แต่ความล่าช้าอยู่ที่ขั้นตอนการอนุมัติ ที่ผ่านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ ขึ้นไปที่ ครม.และตอนที่เอาเงินไปจ่าย พร้อมกันนี้ก็ฝากถึงนายกฯ เมื่อลงพื้นที่น้ำท่วมก็ขอให้เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ในท้องถิ่นที่มีความรู้ และมีบทบาทในการบริหารจัดการเรื่องน้ำเข้ามามีส่วน ร่วมด้วย เพราะแผนของรัฐบาลที่อ้างว่าทำเสร็จแล้วเป็นที่รับรู้น้อยมาก และถ้าคนในพื้นที่ไม่เห็นด้วย เวลาน้ำมาจะบริหารจัดการไม่ได้ และให้รัฐบาลเร่งหาข้อยุติในการทำพื้นที่แก้มลิงหรือทางระบายน้ำ และฟังความคิดเห็นของประชาชนปรับปรุงตามความเหมาะสม และควรเร่งลงมือทำได้แล้ว เพราะเวลาเหลือไม่มาก

ส่วนที่ลาน เสวนาสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) ได้กล่าวในการเสวนาเรื่อง “การรับมือภัยพิบัติในอนาคต” ยอมรับว่าไม่มีความหวังกับทิศทางของรัฐบาล เพราะคณะกรรมการ กยน. มีนักการเมืองมากกว่านักวิชาการ ทำให้รู้สึกสิ้นหวัง และที่น่าเสียใจกว่าคือนักวิชาการทำตัวเป็นนักการเมือง เมื่อตำหนิในสิ่งที่นักการเมืองทำไม่ถูกต้องก็จะถูกนักวิชาการที่ผันตัวเป็น นักการเมืองมาปกป้องนักการเมืองเหล่านี้ แต่ตนก็ขอไม่พูดดีกว่า พูดมากไปก็โดนด่า จะลาออกก็ไม่ให้ออก เรียกว่าทำได้แต่อย่าตำหนิรัฐบาล ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ กยน.เป็นแนวทางที่สามารถทำได้ แต่มีปัญหาคืองบประมาณยังไม่ผ่านการอนุมัติงบประมาณจากรัฐสภา จึงยังพูดอะไรไม่ได้มากตอนนี้ แต่ทั้งนี้ในปีนี้หากมีมรสุมประเทศไทยคงหนีไม่พ้นน้ำท่วมแน่นอน

นอก จากนี้ นายสมิทธยังกล่าวว่า เป็นห่วงเรื่องรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ด่านเจดีย์สามองค์ ที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่อยู่ใต้เขื่อนศรีนครินทร์ และรอยเลื่อนดังกล่าวเชื่อมต่อกับรอยเลื่อนใหญ่ในพม่า ซึ่งหากเกิดแผ่นดินไหวที่มากกว่า 7 ริกเตอร์ ในอนาคต จะทำให้เขื่อนศรีนครินทร์ที่จุน้ำ 1.7 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรแตก และจะทำให้น้ำท่วมกาญจนบุรีสูง 22 เมตร และจะกระจายตัวไปอย่างรวดเร็วตามฝั่งตะวันตกและภาคใต้ แต่เรื่องนี้จะเกิดเมื่อใดคงไม่สามารถบอกได้ แต่จากการคำนวณทางวิทยาศาสตร์มีโอกาสเกิดได้ ตนได้เตือนหลายฝ่ายให้หาแนวทางป้องกันกับปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะ กฟผ.ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จะต้องรับผิดชอบ เคยเสนอให้มีการจัดทำสัญญาณเตือนภัย และเตรียมซักซ้อมอพยพชาวบ้านที่อยู่รอบเขื่อน แต่ไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานใดเลย

“นักการเมืองก็มัวแต่ สร้างสนามกอล์ฟติดเขื่อน แต่กลับไม่สนใจชีวิตชาวบ้าน และที่เป็นห่วงอีกเรื่องคือปัญหาภัยแล้ง ซึ่งคาดว่าจะเกิดในปีหน้าหากเร่งระบายน้ำ แต่ที่น่ากังวลคือปรากฏการณ์ภัยแล้วที่จะทำให้น้ำทะเลหนุนสูง ไปถึง จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี และอาจจะล้นเข้าสู่ระบบคลองประปา และจะทำให้น้ำประปาที่ใช้เค็ม ส่งผลกระทบต่อประชาชน และเกิดความอลหม่าน เพราะคนเมืองไม่สามารถจัดการตนเองได้” นายสมิทธกล่าวและได้แสดงความกังวลถึงปัญหารอยเลื่อนที่ประเทศฟิลิปปินส์ว่า มีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนเข้าหารอยเลื่อนยูเรเซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทย เวียดนาม และลาว และอาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8 ริกเตอร์ขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิไม่ต่ำกว่า 3 เมตรในอ่าวไทย ส่งผลกระทบตั้งแต่ จ.นราธิวาส ไล่ขึ้นมาจนถึง จ.ชลบุรี ซึ่งเรื่องนี้เคยเสนอแผนป้องกันด้วยการสร้างเขื่อนถนนจาก อ.บางปะกง จนถึง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ยาว 97 กิโลเมตร ปิดปากอ่าวไทย เพื่อป้องกันคลื่นสึนามิ และผลกระทบจากน้ำทะเลหนุน โดยใช้งบประมาณเพียง 1.3 แสนล้านบาท หรือเท่ากับโครงการรถไฟฟ้า 1 สาย แต่สภาพัฒน์ฯไม่สนใจ

ส่วนการ สร้างเขื่อนรอบนิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยานั้น นายสมิทธกล่าวว่า ไม่เห็นด้วย เพราะไม่ได้เป็นหลักประกันว่าน้ำจะไม่ท่วมโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้น จึงอยากเสนอให้มีการย้ายนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงทั้งหมด ไปอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะอีสานใต้ เช่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ซึ่งมีระบบขนส่งที่ดี คือเชื่อมต่อไปยังเวียดนามและลาวได้ และค่าใช้จ่ายการย้ายนิคมถูกกว่าการสร้างเขื่อนล้อมรอบนิคม เรื่องนี้เสนอไปแล้วก็ไม่มีใครสนใจ เพราะเข้าใจได้ว่านักการเมืองคงไม่มีพื้นที่เหล่านี้ในการทำโรงงาน

ด้าน นายเสรี ศุภาราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติมหาวิทยาลัยรังสิต และกรรมการ กยน.กล่าวว่า ขณะนี้หลายส่วนกังวลเรื่องน้ำจะท่วมหรือไม่ จนทำให้ระบายน้ำออกมาปริมาณมาก โดยไม่คำนึงถึงภัยแล้งที่จะตามมา จึงกังวลว่าหากปล่อยน้ำเช่นนี้ น้ำอาจไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร เนื่องจากปัญหาเอลนินโญ่ทำให้ประสบปัญหาภัยแล้งถึงกลางปี 2555

ขณะ ที่ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ก็แสดงความเป็นห่วงการเร่งระบายน้ำจากเขื่อนในขณะนี้ให้ลงทะเลอย่างรวดเร็ว จะส่งผลให้สิ่งแวดล้อมในอ่าวไทยเปลี่ยนแปลง และกระทบต่อระบบนิเวศในอ่าวไทยอย่างรุนแรง แม้จะไม่กระทบต่อสัตว์น้ำมากนัก เพราะหากระบบนิเวศเปลี่ยนไป สัตว์น้ำ เช่น ปลาทู จะย้ายถิ่นไปหาระบบนิเวศที่สมบูรณ์มากกว่า แต่คนที่เดือดร้อนก็คือเกษตรกร ชาวประมงพื้นบ้าน คนเลี้ยงปลาเลี้ยงหอยตามชายฝั่ง คงไม่รู้จะทำมาหากินอะไร ซึ่งรัฐควรเข้ามาดูแลจัดการ ไม่ใช่ไปแก้ปัญหาตามกลุ่มคนที่มาร้อง แต่ไม่ได้เดือดร้อนจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ควรไปช่วยคนเหล่านี้ที่ไม่มีทางสู้จริงๆ ดังนั้น ต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ต้องนึกถึงคนที่อยู่ปลายน้ำจริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม ตนก็ไม่เชื่อว่าเมื่อเกิดน้ำท่วมขึ้นมาอีกครั้ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการ บริหารจัดการปลายน้ำอย่างเป็นระบบ ดังนั้น ประชาชนจะต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยพึ่งตนเองให้ได้ อย่าฝากความหวังไว้ที่รัฐบาลและการเมือง เพราะไม่เชื่อว่าปัญหาจะแก้ได้ แต่จะต้องปรับพฤติกรรมให้อยู่กับน้ำท่วมให้ได้

ต่อมาเวลา 15.00 น. นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงเกษตรฯลงจอดที่สนามบินชั่วคราววัดบันได ช้าง ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนคร– ศรีอยุธยา เพื่อตรวจคันกั้นน้ำถนนสายผักไห่-เสนา ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร โดยนายบรรหารได้เรียกผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสำนักชลประทานที่ 12 มาหารือการจัดการน้ำ ที่หอประชุมวัดบันไดช้าง ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นนายบรรหารเดินทางกลับโดยเฮลิคอปเตอร์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และทักทายกับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างอารมณ์ดี ซึ่งผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกไปในทางดี หรือไม่ว่าปีนี้น้ำจะท่วมอยุธยาน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งนายบรรหารตอบกลับว่า “ก็จะพยายามให้เต็มที่ และจะทำให้ดีที่สุด”

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ภัยพิบัติ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร