หนุนรัฐเก็บภาษี”สุขภาพ” นายกฯสั่งแก้ปัญหาพยาบาลขาดแคลนให้เสร็จเดือนพ.ย.นี้

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

จอน อึ๊งภากรณ์ เสนอรัฐบาลเดินหน้าร่วมจ่าย เสริมงบบัตรทองให้ยั่งยืน

ภาคประชาชนเสนอรัฐบาลเดินหน้าร่วมจ่าย “เก็บภาษีสุขภาพ” เสริมงบประมาณกองทุนรักษาพยาบาลของประเทศ หลังจากดำเนินงาน 10 ปีมีจุดอ่อนไม่เท่าเทียม 3 กองทุน ชี้คนมีมากจ่ายมาก คนมีน้อยจ่ายน้อย ส่วนผู้มีรายได้ต่ำไม่ต้องจัดเก็บ ทำระบบยั่งยืน ด้าน “นักวิชาการทีดีอาร์ไอ” แนะรัฐเลือกรูปแบบการเงินการคลังแบบใดแบบหนึ่งสร้างเท่าเทียม

หลังการดำเนินการหลักประกันสุขภาพ หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคให้บริการมานานกว่า 10 ปี ในส่วนภาคประชาชนได้จัดงาน “1 ทศวรรษ การมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” โดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

นายจอน อึ๊งภากรณ์ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า จุดอ่อนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าขณะนี้ ยังไม่เป็นระบบที่ครอบคลุมประชาชนทั้งหมด ยังถูกแบ่งเป็น 3 กองทุน ดังนั้นเป้าหมายจึงต้องดึงให้คนเข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน เช่นเดียวกับประเทศอังกฤษ แคนาดา เป็นต้น ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าการรวมกองทุนเห็นว่าต้องเกิดขึ้น ทำไมคนในระบบประกันสังคมจึงต้องจ่ายเงิน 2 ต่อ ดังนั้นจึงควรเลิกเก็บและให้เข้ามารวมอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งหมด รวมไปถึงข้าราชการด้วย ตลอดจนคนที่อยู่นอกระบบหลักประกันสุขภาพ อย่างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายที่ต้องมีระบบดูแล ด้วยการจัดเก็บเบี้ยประกันสุขภาพ เพื่อให้อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้การดูแลรักษาพยาบาลครอบคลุมคนในประเทศทั้งหมด

นอกจากนี้ต้องเดินหน้าให้มีการร่วมจ่ายรักษาพยาบาลด้วยการจัดเก็บภาษีสุขภาพ โดยเก็บภาษีทางตรง อัตราการจ่ายให้เป็นไปตามจำนวนรายได้ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ให้คนที่มีรายได้น้อย เสียภาษีน้อย ร่วมจ่ายน้อย คนที่มีรายได้มาก เสียภาษีมาก ร่วมจ่ายมาก อย่างเช่น คนเสียภาษี 5% อาจเก็บค่าประกันสุขภาพเพียง 500 บาทต่อปี คนเสียภาษี 10% เก็บ 1,000 บาทต่อปี เป็นต้น ส่วนคนที่มีรายได้ต่ำก็ไม่ควรถูกจัดเก็บภาษีนี้ ซึ่งจะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยเดินไปได้ ทั้งยังนำไปสู่การพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพในอนาคต

ชี้ รพ.เอกชน ต้องเลิกเป็นกาฝาก

นายจอน กล่าวว่า พร้อมกันนี้เราต้องทำให้ระบบรักษาพยาบาลประเทศมีความยั่งยืน ต้องทำให้โรงพยาบาลเอกชนเลิกเป็นกาฝากของระบบรักษาพยาบาลภาครัฐ ในการดึงบุคลากรทางการแพทย์ภาครัฐไปทำงานยังเอกชน ทั้งที่บุคลากรเหล่านี้เป็นการลงทุนของรัฐ มีการให้ทุน สนับสนุนการศึกษา ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมส่งผลต่อระบบรักษาพยาบาลของประเทศแน่นอน ดังนั้นจึงควรมีการแยกให้คนที่ได้รับทุนเรียนฟรีจากรัฐ ต้องทำงานในสถานพยาบาลรัฐเพื่อดูแลประชาชนเท่านั้น อาจมีการทำสัญญาผูกพันทำงานระยะยาว และต้องไม่ให้มีการจ่ายเงินใช้ทุนเพื่อออกจากระบบได้ ส่วนผู้ที่ต้องการทำงานในสถานพยาบาลภาคเอกชนก็ให้เลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยเอกชนแทน อีกทั้งต้องทำให้ระบบการรักษาพยาบาลภาครัฐโตขึ้นและต้องทำให้ภาคเอกชนเล็กลง

ด้าน ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ระบบประกันสุขภาพที่พึงปรารถนา ต้องมีประสิทธิภาพและมีความเท่าเทียมกันของคนในประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยยังไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งปัญหาเกิดจากการเงินการคลังของระบบสุขภาพไทยที่แยก 2 ระบบ คือมีทั้งระบบเบิกจ่ายตามจริงกับระบบเหมาจ่ายรายหัว ส่งผลให้งบประมาณเขย่งไม่เท่ากัน ทำให้สิทธิประโยชน์รักษาพยาบาลไม่เท่าเทียม

ทั้งการเลือกสถานพยาบาล คุณภาพการรักษา อีกทั้งเรายังมีระบบประสังคมที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเอง และเมื่อดูรูปแบบการคลังของระบบประกันสุขภาพในประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่าจะมีเพียงรูปแบบใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้การบริหารจัดการไม่เกิดความแตกต่าง แต่ขณะของไทยกลับมีทั้ง 2 รูปแบบจึงเป็นปัญหา ประกอบกับทั้ง 3 กองทุนยังเป็นการแยกบริหาร ทำให้เกิดต้นทุนและการจัดการซ้ำซ้อน ขาดอำนาจการต่อรองการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ จึงควรให้มีหน่วยงานในการบริหารภาพรวมทั้งหมด

“ประเทศไทยต้องตัดสินใจว่าจะเดินไประบบใด หากจะใช้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า งบประมาณก็ต้องมาจากภาษีประเทศ แต่หากจะใช้ระบบประกันสังคม ก็ต้องขยายระบบให้ครอบคลุมคนในครอบครัวด้วย ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อน และส่วนตัวเห็นว่าควรใช้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นแกน เพราะเป็นระบบที่มีประชากรมากที่สุด และเมื่ออายุครบ 60 ปี ก็ไม่เตะออกจากระบบเหมือนระบบประกันสังคม”

ดร.เดือนเด่น กล่าวว่า ข้อเสนอนี้อาจไม่จำเป็นต้องรวมกองทุนกัน เพราะกลุ่มอาชีพต่างกันมีความต้องการต่างกัน เพียงแต่ต้องมีแกนหลัก โดยยึดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นพื้นฐานบริการรักษาทุกคนในประเทศ ส่วนประกันสังคม หากจะเก็บเงินก็ควรเก็บเฉพาะสิทธิประโยชน์ที่ให้เพิ่มจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเท่านั้น เพื่อไม่เกิดความซ้ำซ้อน เช่น มีการชดเชยเวลาป่วย หรือ ลางาน หรือ สิทธิการบริการโรงพยาบาลเอกชน ส่วนข้อเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีสุขภาพนั้น ส่วนตัวเห็นด้วย เพราะทุกประเทศก็มีการจัดเก็บภาษีสุขภาพหมด เพราะเป็นระบบ โปร่งใส รู้จำนวนงบประมาณ รู้ค่าใช้จ่าย ทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้รัฐบาลตัดงบประมาณสุขภาพไปทำอย่างอื่น

สั่งแก้ปัญหาพยาบาลในเดือนพ.ย.นี้

ส่วนการแก้ปัญหาพยาบาลขาดแคลน ดร.วิจิตร ศรีสุพรรณ นายกสภาพยาบาล กล่าวว่า การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจำเป็นมากที่ต้องผลิตพยาบาลเพิ่มให้เพียงพอที่จะบริการผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น แต่ปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะพยาบาล คาดว่าภายใน 4 ปีนี้น่าจะมีพยาบาลเพียงพอแต่ต้องดึงคนให้อยู่ในระบบให้ได้ ส่วนอาจารย์ที่สอนด้านการพยาบาลมีประมาณ 4,000 คน แต่ 30% มีอายุเกิน 50 ปี ในอีก 10 ข้างหน้าหากไม่มีตำแหน่งรองรับคนเหล่านี้ หรือตำแหน่งใหม่ให้คนก้าวเข้ามาจะทำให้อาจารย์สอนด้านการพยาบาลขาดแคลนได้เช่นกัน

ส่วนความคืบหน้ากรณีพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราวกระทรวงสาธารณสุขชุมนุมเรียกร้องให้บรรจุเป็นข้าราชการ ศ.ดร.วิจิตร กล่าวว่า การเพิ่มอัตรากำลังคนขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ตนเห็นว่าวิชาชีพใดที่ขาดแคลนไม่ต้องใช้ข้อกำหนดเหมือนวิชาชีพอื่น ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 ต.ค. มีโอกาสพบกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง จึงได้สอบถามความคืบหน้าเรื่องนี้ ได้รับแจ้งว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว โดยได้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพ.ย. นี้

ด้าน ดร.กฤษดา แสวงดี อุปนายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า นโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามารักษาในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลเอกชน ทำให้ต้องใช้พยาบาลมากขึ้นซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ดังนั้นในการเตรียมพร้อมพยาบาลไทยสู่อาเซียน พยาบาลต้องมีคุณภาพ ภาษาต้องดี มีคนเคยถามว่าทำไมไม่ผลิตพยาบาลเพิ่มขึ้น ถ้าเหลือก็ส่งออก ก็ตอบไปว่าเราผลิตนักวิชาชีพดูแลชีวิตคน ไม่ใช่เครื่องจักร จึงต้องผลิตคนที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เอาแต่ปริมาณ

จุดอ่อนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าขณะนี้ ยังไม่ครอบคลุม

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน กำลังคน และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร