ผลวิจัยชี้’การศึกษาไทย’ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง

www.komchadluek.netคม ชัด ลึก วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผลวิจัยชี้’การศึกษาไทย’ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง

นักวิชาการเผยผลการศึกษาความเหลื่อล้ำทางการศึกษาพบว่าการศึกษาไทยยังมีความเหลื่อมล้ำสูง ชี้รัฐบาลทุ่มงบประมาณด้านการศึกษาสูงแต่ได้ผลลัพธ์น้อย

 วันที่ 19 พ.ย.2555 ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ สถาบันวิจัยสังคม ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน สำนักงานปฏิรูปและสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม (SIRNet) จัดงานเสวนาเรื่อง “จน – รวยในโรงเรียน : สู่ระบบการศึกษาที่มองเห็นความเหลื่อมล้ำ” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและคณาจารย์ด้านการศึกษาเข้าร่วมเสวนา

 นายแบ๊งค์ งามอรุณโชติ นักวิชาการเครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม (SIRNet) กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยนำบทเรียนจากบทความและรายงานจากธนาคารโลกและงายวิจัยจากนักวิชาการมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ความทางการศึกษาปี 2554 – 2555 พบว่า ในภาพรวมช่องว่างของความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาอาจจะแคบลงอดีต เนื่องจากการเข้าถึงการศึกษาในสังคมมีมากขึ้น มีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบระดับการศึกษาระหว่างบุคคลที่ได้รับการศึกษาสูงและต่ำ โดยเฉลี่ยของประชากรในสังคมแล้วพบว่ามีความเหลื่อมล้ำกันสูงมาก

 โดยวัดผลจาก 3 ตัวแปร ได้แก่ 1.วัดจากระยะเวลาในการได้รับการศึกษาของบุคคล โดยพบว่าปัจจุบันมีบุคคลได้รับการศึกษาที่ยาวนานขึ้นกว่าอดีตเนื่องจากบุคคลเห็นว่าการศึกษามีความสำคัญมากขึ้น 2. วัดจากงบประมาณด้านการศึกษาที่รัฐบาลได้ลงทุนจากอดีต กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้รับงบประมาณมากว่า 20 % จากงบประมาณทั้งหมด โดยจากข้อมูลของ ศธ. เมื่อปี 2552 รัฐบาลทุ่มงบอุดหนุนรายหัวปีสำหรับการศึกษาขั้นพื้นบานละ 24,066 บาทต่อคนต่อปี และอุดหนุนให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัย 34,419 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และที่ผ่านมาจะลงทุนให้กับนักศึกษามากกว่าเด็กเล็กทำให้ขาดโอกาสในการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเต็มที่ และ 3. วัดจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทั้งจากการสอบวัดผลระดับชาติ เช่น ผลการสอบโอเน็ต PISA และ TIMSS โดยพบว่าเด็กที่อยู่ในหัวเมืองใหญ่ๆมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงกว่าเด็กที่อยู่ในชนบท ซึ่งทั้ง 3 ตัวแปรสามารถสะท้อนให้เห็นว่าการศึกษายังคงมีความเหลื่อมล้ำอยู่

 ชี้เด็กอีสาน – ใต้ ไอคิดต่ำสุด

 เขาบอกอีกว่าเมื่อนำข้อมูลเชิงปริมาณมาเทียบกับข้อมูลของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขที่สำรวจข้อมูลด้านสติปัญญา หรือ ไอคิวเมื่อปี 2554 ของเด็กนักเรียนทั้งหมดที่มีมากกว่า 300,000 คนสะท้อนให้เห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำที่เกิดผลลัพท์ในมิติของพื้นที่ สอดคล้องกับผลการศึกษาด้านความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา เช่น ภาคอีสานและภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่เด็กมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาน้อยที่สุด ขณะที่ผลการศึกษาจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเมื่อปี 2550 พบว่ามีเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กว่า 54% ไม่เรียนต่อในระดับปริญญาตรี และมีผลสัมฤทธิ์ที่วัดโดยองค์ปรักอบไอคิดน้อยที่สุด โดยอยู่ที่ประมาณ 95.99 -96.85 ส่วนเด็กที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคกลางและภาคเหนือ มีไอคิดอยู่ที่ 100.11 – 104.5

 “เมื่อลงลึกไปในระบบชั้นประถมศึกษาจะพบว่าวช่วงปฐมวัยมีไอคิดต่ำ ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียน ซึ่งได้รับผลมาจากความเหลื่อมล้ำด้านการจัดสรรงบประมารที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งยังส่งผลไปถึงผลลัพธ์ทางการศึกษาทั้ง โอเน็ตและTIMSS ซึ่งเป็นการสอบวัดผลวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และอังกฤษมีผลลัพธ์ที่สอดคล้องกัน คือ ภาคอีสานและภาคใต้ได้คะแนนต่ำที่สุด นอกจากนี้ผลลัพธ์ทางการศึกษายังสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นระหว่างสถานศึกษา โดยพบว่าโรงเรียนในเมือง หรือโรงเรียนที่มีชื่อเสียง อย่างโรงเรียนสาธิตมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่สูงกว่าโรงเรียนในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.” นายแบ๊งค์ กล่าว

แนะรัฐทุ่มงบกับเด็กปฐมวัย

 เขาบอกอีกว่านอกจากตัวแปรทั้ง 3 ข้อแล้ว สาเหตุที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ยังมีปัจจัยเรื่องความแตกต่างทางชนชั้นทางเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัว และยังพบว่าการจัดการศึกษาในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน มีคุณภาพไม่เป็นมาตรฐาน ทำให้เด็กนักเรียนได้รับโอกาสไม่เท่าเทียมกัน หรือด้อยโอกาสในการศึกษาไปเลย จึงเสนอว่าภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดสรรงบประมาณอย่างทั่วถึง โดยให้ความสำคัญลงไปที่กลุ่มเด็กเล็กให้มากขึ้น รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับมาตรการสำหรับเด็กระดับปฐมวัยมากขึ้น เช่น ศูนย์เลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการปรับแก้เครื่องมือชี้วัดผลการดำเนินงาน(KPI)ของอาจารย์ให้มีความสัมพันธ์กับคุณภาพของนักเรียนมากขึ้น

 “ที่ผ่านมาปัญหาช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในกลุ่มประชากรไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขในช่วงหลาย 10ปีที่ผ่านมา ซึ่งยังนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำของโอกาสที่จะเข้าถึงการรักษาพยาบาลหรือการดูแลสุขภาพที่ดีอีกด้วย ดังนั้นการศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิต และเป็นปัจจัยสำคัญในการเลื่อนสถานะทางสังคม และจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต” นายแบ๊งค์ กล่าว

 ชี้ระบบการศึกษาสร้างค่านิยมผิด

 ด้านรศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ คณบดีคณะศึกษาสาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่าจากข้อมูลที่ตนได้ทำการศึกษาด้านการส่งเสริมสุขภาวะในโรงเรียนกว่า 15 ปี พบว่า ยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังมีอีกหลายมิติมาก โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาวะในเด็ก ซึ่งจากการวัดและประเมินผลส่วนใหญ่จะประเมินผลด้านความสามารถของเด็กเป็นหลัก แต่ไม่เคยประเมินผลว่าเด็กไทยมีสุขภาวะเป็นอย่างไร เมื่อมีการประเมินผลด้านความสามารถก็ส่งผลให้เกิดการแข่งขันทางการศึกษาที่สูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากระบบการศึกษาที่ทำให้มีการแข่งขัน เช่น การได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนดังหรือได้เข้าไปประกวดผลงานทางวิชาการก็ทำให้ค่านิยมของคนไทยและผู้ปกครองเปลี่ยนไปว่าทุกอย่างต้องเป็นการแข่งขัน

 “ปัจจุบันนี้เห็นได้ชัดเจนว่าระบบการศึกษาไทยได้สร้างให้คนเกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง เช่นลูกต้องได้เรียนโรงเรียนดังๆ ในเมือง ต้องเข้าเป็นที่หนึ่งในระดับจังหวัด ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่พร้อมที่จะส่งลูกหลานมาเรียนในเมือง ขณะที่คนจน ไม่มีฐานะทางการเงินที่มากพอจะดีดตัวเองก็ไม่สามารถไปเรียนได้ แทนที่จะส่งเสริมให้โรงเรียนในชุมชนมีคุณภาพที่ดี ให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพเท่าเทียมกัน แต่เมื่อระบบการศึกษาเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งเพิ่มช่องว่างทางความเหลื่อมล้ำมากขึ้น” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

 เขาเสนอว่า กระทรวงศึกษาธิการปฏิรูประบบใหม่ ให้มองเห็นความสำคัญเรื่องของความเหลื่อมล้ำมาลึกขึ้น โดยการปลูกจิตสำนึก สร้างค่านิยมใหม่เพื่อให้คนไทยมองการศึกษาเป็นการแข่งกับตัวเอง เป็นเรื่องของกระบวนการทางปัญญาไม่ใช่การแข่นขันกับคนอื่น ส่งเสริมให้โรงเรียนในท้องถิ่นและชุมชน สามารถดูแลบริหารจัดการด้วยตัวเองให้มากขึ้น ดึงบริบทของสังคมชุมชนนั้นๆมาอยู่ในโรงเรียน อย่าสร้างให้โรงเรียนทุกแห่งมีบริบทเดียวกันหมด หากยังปล่อยให้ระบบการศึกษาไทยยังเป็นเช่นนี้ความเหลื่อมล้ำก็ไม่มีวันหมดไป

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน sirnet และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร