เปิดเวทีถกปัญหาเด็กไทยติดไอที เสนอ อปท. สนับสนุนกิจกรรมในพื้นที่

อปท.นิวส์ วันที่ 1-15 ธันวาคม 2555

เวที สช.เจาะประเด็น ถกแก้ปัญหาเด็กติดเกม พบปัญหาโรคสมาธิสั้นลามโรงเรียนในต่างจังหวัด แนะผู้ปกครองคุมเวลาเล่นไม่เกิน 3 ชั่วโมง พร้อมออกฎหมายจำกัดอายุ ขู่ใช้พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ฟ้องบริษัทผู้ออกแบบ ขณะที่วธ.เร่งแก้กฎหมายล้าหลังพร้อมจัดเรทติ้ง

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจสถานการณ์เด็กติดเกมพบว่าล่าสุดมีสัดส่วนถึง 14.4% เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2552 อยู่ที่ 9% และปี 2549 อยู่ที่ 4% โดยแนวโน้มขณะนี้คือเพิ่มสูงขึ้นจนถึงขั้นต้องมีการบำบัดรักษา โดยทางสถาบันสุขภาพจิตเด็กฯได้เข้าไปดูแลโรงเรียนทั่วประเทศ 24 แห่ง ใน 6 จังหวัดที่เป็นตัวแทนแต่ละภูมิภาค พบว่าทางโรงเรียนได้ขอความช่วยเหลือใน 2 เรื่อง คือ เด็กติดเกม และเด็กมีปัญหาการเรียนจากโรคสมาธิสั้น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นผลที่ต่อเนื่องกัน

กระทรวงสาธารณสุขยังมีการเปิดคลินิกในโรงเรียน ชุมชน หรือตามคลินิกเอกชน เพื่อกระจายการรักษาไปสู่ระดับอำเภอหรือชุมชน แต่พบว่าไม่มีเด็กเข้ามาบำบัด ทั้งที่พ่อแม่ของเด็กที่มีปัญหา ควรรีบนำเด็กเข้ามารักษาโดยด่วน เพราะอาการจะดีขึ้น ล่าสุดปัญหาติดเกมได้ถูกองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงสมาคมจิตแพทย์สหรัฐหยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหาสำคัญแล้ว ขณะที่ประเทศจีนมีการนำเด็กติดเกมเข้าฝีกในค่ายทหาร ส่วนเกาหลีสร้างฝ่ายจิตเวชสำหรับเด็กติดเกม ดังนั้น ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องช่วยกันเยียวยาแม้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีความซับซ้อนมากก็ตาม

นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ประธานคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็น “การจัดการสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก 24 ชั่วโมง กรณีเด็กไทยกับไอที” กล่าวว่า ปัญหาเด็กติดเกม ติดไอที ติดแชท เป็นปัญหาใหม่ในสังคมไทย ทำให้คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันในเชิงนโยบาย โดยมีข้อเสนอการแก้ปัญหาที่สำคัญคือ 1. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่ากระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ รวบรวมความรู้และเผยแพร่ให้เห็นผลดี-ผลเสียของไอที ขณะที่ในระดับครอบครัว เยาวชน ชุมชน และโรงเรียนต้องมีระบบการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะนโยบายการแจกแท็ปเล็ตเด็กป.1 ยังไม่มีระบบการดูแลผลเสียที่เกิดขึ้น 2. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สนับสนุนพื้นที่และสร้างทางเลือกในกิจกรรมอื่นๆแก่เด็กและครอบครัว

3.สร้างระบบความปลอดภัยให้เด็ก เช่น การเล่นเกมต้องระบุเลขบัตรประชาชน เพื่อการจำกัดเวลา จำกัดอายุเด็ก การใช้เงินอย่างจำกัดในการเล่นเกม โดยทุกร้านเกมควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย สร้างสรรค์สำหรับเด็ก มีผู้ให้คำแนะนำสิ่งดีๆ ที่ผ่านการฝึกอบรมโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความรู้ ซึ่งผู้รับผิดชอบในทางปฏิบัติก็คือ คณะกรรมการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

ปัจจุบันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 46 (7) ระบุว่าไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ “ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเล่นกีฬาหรือให้กระทำการใดเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก” โดยเฉพาะการเล่นเกม ซึ่งผู้ผลิตเกมตั้งใจออกแบบให้คนติดเกมนานๆ ตรงนี้ถือว่าผู้ผลิตรู้อยู่แล้วแต่ไม่สร้างระบบป้องกันให้เด็ก น่าจะผิดกฎหมาย และเท่าที่ทราบการออกแบบ 1 เกมต้องใช้เงินลงทุน 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่ผลที่ออกมาคุ้มค่า เพราะมีบริษัทเกม ตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ต่อมาขยายเป็น 300 ล้าน

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน แถลงข่าวสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5 พ.ศ.2555 และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร