ถอดรหัส’ความเสียหายทางการแพทย์’ผ่านการประท้วงของพยาบาล

 กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

 นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ :

ปัญหาใหญ่ที่กำลังรอรับการเปิดเสรีอาเซียน (AEC) ที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุขไทยอันหนึ่งคือ การขาดแคลนบุคลากรทั้งแพทย์และพยาบาล โดยเฉพาะภาพที่พยาบาลนับพันจากทั่วประเทศพร้อม ใจกันออกมาประท้วงนอกสถานที่ตากแดดตากฝนถึงหน้าทำเนียบและกระทรวง เป็นภาพหลายคนไม่คิดมาก่อนว่าจะเป็นได้ น่าจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงขีดจำกัดที่สิ้นสุดลงของบุคลากรด้านสาธารณสุขกับฝ่ายกำหนดนโยบายของภาครัฐ

ในต่างประเทศ การออกมาประท้วงของบุคลากรทางการแพทย์เป็นเรื่องพบได้บ่อยและไม่ถือว่าผิดจรรยาบรรณใด ๆ เพราะเขาถือว่าสิทธิของผู้ให้การรักษา มีค่าเท่าเทียมกันกับสิทธิของผู้มารับการรักษา กฎหมายคำสั่งหรือระเบียบอะไรที่มารอนสิทธิ์ของผู้ให้การรักษาและทำให้คุณภาพการรักษาต่ำลง เขาจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น เพราะขืนปล่อยไปจะเกิด “ความเสียหายทางการแพทย์ที่แท้จริง” ต่อผู้ป่วย ไม่ใช่ความเสียหายทางการแพทย์เทียม ๆ แบบที่กลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มโกหกสีขาวเพื่อผลักดันกฎหมายฟ้องแพทย์พยาบาล แต่ตั้งชื่อหลอก ๆ ว่า กฎหมายคุ้มครองผู้ป่วย เพื่อหวังจะให้มีกองทุนเงินด่วนได้ (quick cash) ไปแจกกัน โดยอ้างว่าทุกคนได้ประโยชน์เพราะไม่พิสูจน์อะไรเลย

ความจริงที่ถูก (แกล้ง) ลืม

ปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลังนั้น ไม่ใช่ ผู้บริหารฝ่ายรัฐจะไม่รับรู้ โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคก่อตั้ง สปสช. และอำนาจของกระทรวงสาธารณสุขถูกทอนลง ปัญหานี้ก็ทวีความรุนแรงขึ้น ทุกรัฐบาลในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาผลักดันกฎหมายเพิ่มสิทธิสารพัดให้ผู้ป่วย อาจด้วยเพราะทำให้ได้คะแนนเลือกตั้งเป็นกอบเป็นกำ (คะแนนหลักแสนของบุคลากรการแพทย์ จะไปสู้หลักสิบล้านได้อย่างไร) แม้แต่ สปสช. ที่มองภาพตนเองว่าเป็นเพียงผู้ซื้อบริการ (Purchaser) จากผู้จัดหาการบริการอย่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) (Provider) แต่อย่างเดียว โดยไม่แยแสเลยว่าบริการที่ตนเองซื้อจากสถานพยาบาลของรัฐไปนั้น เป็นบริการที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่องของอัตรากำลัง สภาพแวดล้อมของตึกผู้ป่วย

หากอยากทราบว่าเป็นเช่นไรก็สามารถไปทดสอบดูได้ด้วยตาตนเอง เราจะเห็นจำนวนพยาบาลวิชาชีพ 1 คนต่อผู้ป่วย 30-40 คน หรือเห็นเตียงเสริมแปลนอนตามระเบียง หน้าเคาน์เตอร์พยาบาล เป็นเรื่องปกติในโรงพยาบาลรัฐ สภาพเช่นนี้ล้วนแต่เอื้อให้เกิดความเสียหายทางการแพทย์และนำมาสู่การฟ้องร้องมากมาย ดังที่เราได้เสพข่าวจากสื่อมวลชนที่มีการเล่าข่าวแบบหยาบ ๆ โดยไม่สืบสวนหรือเจาะข่าวให้ลึกก่อนนำเสนอข่าวที่มีผลกระทบในวงกว้าง

สปสช. ต้องไม่ลืมว่า บทบาทการเป็นผู้ซื้อนั้น ต้องเป็นผู้ซื้อบริการที่ได้คุณภาพด้วย หากบริการที่ตนซื้อมา ต่ำกว่ามาตรฐานสาธารณสุขสากลและเกิดความเสียหายต่อผู้ป่วย ผู้ซื้อย่อมต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน โดยไม่ควรผลักให้เป็นความผิดแต่ของกระทรวงสาธารณสุขหรือบุคลากรที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำเท่านั้น หรือจะให้ดียิ่งขึ้น ควรให้มีการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการโดยสมัครใจ ให้สถานพยาบาลไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนที่คิดว่ามีความพร้อมพอในเรื่องมาตรฐานการรักษา เสนอตัวเข้ามาแข่งขันเป็นคู่สัญญากัน สปสช. ด้วยวิธีนี้ ประชาชนก็จะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพจากสถานพยาบาล ที่มั่นใจว่าตนมีคุณภาพพอที่จะเป็นคู่สัญญา

ผลพลอยได้จากการได้คู่สัญญาที่มีความพร้อมและคุณภาพ คือ ความเสียหายที่ประชาชนคิดว่าเกิดจากความผิดของผู้ให้การรักษาฝ่ายเดียว จะลดลงไปทันที เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตาม ม. 41 ก็ไม่จำเป็นต้องมี (ซึ่งก็ไม่ควรมีอยู่แล้ว เพราะเป็นการขัดกันในเรื่องผลประโยชน์ที่ สปสช. มีฐานะเป็นผู้ซื้อ แต่กลับมีอำนาจจ่ายเงินเยียวยาความเสียหายอันเนื่องมาจากผู้ซื้อไม่สามารถจัดหาบริการที่มีคุณภาพดีพอได้) กรมบัญชีกลางเองก็ไม่ใคร่จะพอใจอยู่แล้วเรื่องการจ่ายเงินลักษณะนี้เพราะมองว่าผิดหลักการเงินการคลัง ที่เอาเงินภาษีไปจ่ายโดยพิสูจน์ความผิดถูก ยิ่งตอนนี้หากบังคับให้ไปไล่เบี้ยตาม ม. 42 คงได้เห็นการลาออกกันโขยงใหญ่ ใครจะกล้าทำงานที่เสียสุขภาพกายใจแล้วยังมีโอกาสล้มละลายจากการโดนไล่เบี้ยอีก หนำซ้ำเมื่อไม่รู้ใครผิดใครถูกจะไปไล่เบี้ยเอากับใคร หรืออาจต้องไปไล่เบี้ยกับฝ่ายบริหารของ สปสช. เอง

ชั่วโมงการทำงานกับความผิดพลาดทางการแพทย์

ในต่างประเทศนั้นกฎหมายแรงงานนั้นเขาไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะกรรมกรแบกหาม หรือ สาวโรงงานเท่านั้น การทำงานของบุคลากรทั้งแพทย์ละพยาบาลก็ต้องได้มีการจำกัดชั่วโมงการทำงานไว้อย่างเคร่งครัด เพราะถือหลักการว่า “ความเสียหายทางการแพทย์ที่เกิดจากความเครียดของการทำงานนั้น เป็นความเสียหายที่ป้องกันได้” ในสหภาพยุโรปเรียกกฎหมายนี้ว่า “European Working Time Directive, EWTD” โดยบัญญัติให้มี “ชั่วโมงการทำงานที่มีประสิทธิภาพหรือ effective working time” รายละเอียดบางส่วน เช่น ห้ามบุคลากรทำงานเกินกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (Working time)

กรณีของแพทย์นั้นชั่วโมงการทำงานดังกล่าวให้รวมถึงจำนวนเวลาที่ต้องมาประจำในโรงพยาบาล(เวรนอน) หากบุคลากรจำเป็นต้องทำงานเกินที่กำหนดเช่นมีผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้บริหารต้องอนุญาตให้หยุดพักเพิ่มเติมตามจำนวนชั่วโมงที่เสียไป การหยุดพักดังกล่าวต้องกระทำทันทีที่สิ้นสุดภารกิจนั้นและไม่อนุญาตให้มีการยกยอดไปรวมกันภายหลัง หากสถานพยาบาลต้องการให้ทำงานเกินกำหนด (เช่น ขาดแคลนคน) ให้เพิ่มจำนวนชั่วโมงได้เป็นไม่เกิน 56 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยต้องมีการจ่ายค่าจ้างที่แพงกว่าอัตราปกติเพิ่มเติมและให้เป็นแบบสมัครใจเท่านั้น การทำงานกะดึกต้องไม่เกินกว่า 8 ชั่วโมงและต้องให้หยุดพักทันทีเมื่อออกเวร เป็นต้น

รายงานทางวิชาการทางการแพทย์หลายฉบับพบว่า “ยิ่งชั่วโมงการทำงานมากเท่าไร โอกาสเกิดความผิดพลาดยิ่งสูงมากเท่านั้น” จึงเป็นที่มาของการออกกฎหมาย Working Time Regulation 1998 บังคับใช้ในทุกประเทศที่เป็นภาคียุโรป แต่ละประเทศจะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงเองไม่ได้ เพราะระเบียบนี้มีไว้เพื่อปกป้องประชาชนเป็นสำคัญ ด้วยตระหนักว่าการทำงานที่มากเกินไปของวิชาชีพที่ต้องดูแลความเป็นความตายของประชาชนนั้น จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ประชาชนเองก็มีหน้าที่ต้องดูแลตนเองให้ดีก่อนไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

กำลังคนเท่าไรจึงจะพอ

ผู้เขียนทราบจาก ท่านนายกสภาการพยาบาล (ดร.วิจิตร ศรีสุพรรณ) และ อุปนายก (ดร.กฤษฎา แสวงดี) ว่าได้ไปปรารภปัญหาเรื่องกำลังคนกับฝ่ายบริหารของหลายรัฐบาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง พยาบาลต้องทำงานหนักเกินมนุษย์ ค่าแรงน้อย สวัสดิการต่ำ เสี่ยงต่อโรคภัยจากการติดเชื้อ เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ (มีพยาบาลตายหรือพิการเพราะการนำส่งผู้ป่วย หรือ ถูกญาติยิงตายก็มีมาแล้ว) เสี่ยงต่อปัญหาครอบครัวแตกแยกเพราะไม่ได้กลับบ้านดูแลครอบครัว เมื่อข้อเรียกร้องบนโต๊ะไม่เป็นผล ความอดกลั้นจึงไต่ระดับขึ้นมาถึงขีดสุด ไนติงเกลจึงต้องขยับปีกออกมาเดินขบวนเอง ถึงขนาดจะลาออกยกล็อตหากภายใน 3 เดือนแล้วยังแก้ปัญหาไม่ได้

ซึ่งฝ่ายบริหารอาจคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ด้วยเพราะเห็นว่ามีจริยธรรมการแพทย์พยาบาลค้ำคออยู่ ตัวเลขที่สภาการพยาบาลให้ข่าวว่าประเทศไทยยังขาดพยาบาลอยู่หลักสามสี่หมื่นคนนั้น ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมากนัก เพราะตัวเลขนี้อยู่บนพื้นฐานของการทำงานหนักเกินคนเพื่อสนองนโยบายประชานิยม หากต้องการการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ ประเทศไทยต้องจัดให้ มีชั่วโมงการทำงานแบบสากล

นั่นหมายความว่าตัวเลขที่ขาดของจำนวนพยาบาลน่าจะเพิ่มไปถึงหลักแสนคน และภายในสามปีนับจากนี้เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งหมายรวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งมีการจำกัดชั่วโมงการทำงานแบบตะวันตกเช่นเดียวกัน เมื่อรวมกับจำนวนผู้ป่วยที่จะเพิ่มขึ้นตามโครงการmedical hub จำนวนพยาบาลทั่วประเทศที่ยังขาดอยู่น่าจะเกินหลักสองแสนคนขึ้นไป ดังนั้นจึงน่าที่ฝ่ายบริหารรวมทั้งกลุ่มที่ดาหน้าออกมาสนับสนุนให้ผลักดันกฎหมายฟ้องร้องแพทย์พยาบาล น่าจะช่วยกันออกมาผลักดันให้มีกฎหมายคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานในลักษณะนี้ เพื่อให้การสาธารณสุขประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่มาตรฐานสากล อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าการไปผลักดันกฎหมายฟ้องร้องหรือจ้องแต่จะตั้งกองทุนเอาเงินภาษีไปไล่แจก แต่คุณภาพมาตรฐานการรักษาไม่ได้ปรับปรุงแต่อย่างใด

โฆษณา

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน กำลังคน และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร