คอลัมน์ ฝั่งขวาเจ้าพระยา: เอฟทีเอ อียู-ไทย เอาชีวิตคนไทยไปแลกกับผลประโยชน์กลุ่มทุน

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

 โชกุน:

ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 ได้เห็นชอบร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสหภาพยุโรป ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ พร้อมมอบหมายให้นายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย เป็นหัวหน้าคณะการเจรจา และให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ไปติดตามความคืบหน้าการเจรจา โดยระบุว่า การเจรจาดังกล่าว ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยมีประเด็นที่เป็นห่วง 3 เรื่อง คือ การมีข้อผูกพันทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดทางการเกษตรอย่างครบวงจร รวมถึงอุปสรรคต่อการใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตรยาและการเข้าถึงยาที่จำเป็นของประชาชน, การเปิดเสรีสินค้าแอลกอฮอล์และบุหรี่ ที่อาจส่งเสริมให้เกิดการบริโภคมากขึ้นและการสูญเสียฐานทรัพยากรของประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แม้การเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูจะเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2550 แต่ความเคลื่อนไหวที่น่าวิตกกังวลว่าจะมีการไปยอมรับข้อเจรจาที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติได้เกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์นี่เอง

กล่าวคือ มีความเคลื่อนไหวจากทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งเปิดการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ขณะนั้น นำทีมข้าราชการเดินทางไปทำ scoping exercise กับทางสหภาพยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ซึ่งขณะนี้ยังคงเป็นความลับภายในกรมเจรจาฯ แม้กรมเจรจาฯจะอ้างว่าเป็นการหารือทั่วไป

แต่น่าแปลกใจว่า ทันทีที่กลับมาได้มีการนัดประชุมระดับสูงเพื่อพิจารณาเตรียมการเปิดการเจรจาการค้าเสรีของไทยในวันที่ 9 ส.ค. โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ เป็นประธาน ซึ่งภายหลังการประชุม นายกิตติรัตน์ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า จะนำร่างกรอบเจรจาเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โดยไม่มีการจัดประชาพิจารณ์ร่างกรอบฯ อีก

ตามเอกสารของกรมเจรจาฯ ประเด็นที่มีความอ่อนไหวในการเจรจาประกอบไปด้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์-บุหรี่, ทรัพย์สินทางปัญญา, การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ, นโยบายการแข่งขันทางการค้า และการเปิดตลาดสินค้าบริการ แต่ความเห็นของกรมเจรจาฯ ในฐานะฝ่ายเลขาฯ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารที่หลุดรอดออกมา สร้างความกระอักกระอ่วนใจแก่ทุกฝ่ายอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เสนอให้ไทยมีท่าทียืดหยุ่นและอาจยอมรับข้อเรียกร้องที่มีลักษณะทริปส์พลัสของสหภาพยุโรป โดยให้เหตุผลว่าไม่มีผลกระทบ และประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-บุหรี่ ที่เสนอให้ทบทวนมติ ครม. เดือนก.ค. 53 ที่ว่าด้วยยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ระดับชาติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเปิดทางให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เป็นสินค้าที่ต้องเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ทำให้สังคมเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวนี้อย่างกัดไม่ปล่อยมากยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 4 กันยายน นักวิชาการด้านเภสัชศาสตร์ การแพทย์ การสาธารณสุข การพัฒนาสังคม การคุ้มครองผู้บริโภคและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 84 คนได้ทำหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ระบุว่า ข้อสรุปของกรมเจรจาฯ เป็นการสรุปที่บิดเบือนจากความเป็นจริง และไม่ได้มีการใช้องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ ซึ่งจะชี้นำทิศทางที่ผิดพลาดให้แก่ผู้กำหนดนโยบาย โดยเฉพาะกับรัฐบาล ที่มีนโยบายสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพ

“การคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาหรืออีกนัยหนึ่งคือ การผูกขาดข้อมูลการขึ้นทะเบียนตำรับยา (data exclusivity) เป็นการสร้างระบบการผูกขาดทางการตลาดยาขึ้นใหม่ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “สิทธิบัตรอำพราง” เพื่อเพิ่มการผูกขาดของสิทธิบัตรที่มีอยู่เดิม โดยอาจมีระยะเวลาการผูกขาดเพิ่มมากขึ้นถึง 10 ปี

และจากประสบการณ์ในหลายประเทศ เช่น โคลัมเบียหลังจากที่สหภาพยุโรปบังคับให้มีการผูกขาดข้อมูลยา 10 ปี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 340 ล้านเหรียญสหรัฐ (10,200 ล้านบาท) ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยในไทย ที่พบว่าถ้าปล่อยให้มีการผูกขาดข้อมูลการขึ้นทะเบียนตำรับยาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 (ซึ่งเป็นปีที่ทำการศึกษา) ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของไทยในอีกห้าปีข้างหน้า (พ.ศ. 2556) จะสูงถึง 81,356 ล้านบาทต่อปี”

ประเด็นข้อเรียกร้องที่สำคัญจากฝ่ายอียูที่จะส่งผลกระทบโดยตรงอย่างสูงต่อการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ภาครัฐซึ่งจะเกี่ยวพันกับปัญหาอุปสรรคการเข้าถึงยาของประชาชน

ประกอบไปด้วย

1) การขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรอย่างน้อย 5 ปี

2) การคุ้มครองข้อมูลในรูปแบบการได้รับสิทธิพิเศษเพียงผู้เดียวเหนือข้อมูลที่ยื่นทะเบียนยาครั้งแรกและครั้งต่อๆ ไปอย่างน้อย 5 ปี หรือ data exclusivity ซึ่งอยู่ในหมวดการเจรจาด้านทรัพย์สินทางปัญญา

3) การจับ ยึด อายัด หรือทำลายสินค้ายาและเวชภัณฑ์ที่สงสัยว่าอาจจะละเมิดสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นๆ ณ จุดผ่านแดน ซึ่งอยู่ในหมวดการเจรจาด้านมาตรการ ณ จุดผ่านแดน (Border Measure)”

ทั้งนี้ คณะนักวิชาการเสนอให้รอผลการประเมินทางสุขภาพกรณีศึกษาผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรีไทยสหภาพยุโรปต่อการเข้าถึงยา ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)ซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบด้านสาธารณสุขของประเทศโดยตรงกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย. 56 เพื่อให้ผู้มีอำนาจในการเจรจานำไปใช้เป็นข้อมูลในการต่อรองให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

เช่นเดียวกับความเห็นของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องปลายเดือน ส.ค.กระทรวงสาธารณสุขได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อประเด็นข้อเรียกร้องการเปิดการเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป “ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรงต่อการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ภาครัฐอันเกี่ยวพันโดยตรงถึงชีวิตและสุขภาพของประชาชน”

ทางด้านกรมทรัพย์สินทางปัญญา นางปัจฉิมา ธนสมบัติอธิบดีกรมฯ ก็ได้ให้สัมภาษณ์ กล่าวถึงความพยายามของกรมเจรจาฯ ที่เร่งให้มีการเริ่มเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องทำอย่างรอบคอบ และหากไทยไปยอมรับความตกลงที่เกินไปกว่าทริปส์ตามที่สหภาพยุโรปต้องการ จะนำไปสู่การแก้กฎหมายซึ่งประเทศสมาชิกอื่นๆ ขององค์การการค้าโลกจะมาเรียกร้องขอใช้ประโยชน์ด้วย อย่างไรก็ตาม จากนั้นไม่นานหน่วยงานเหล่านี้พยายามหลีกเลี่ยงการให้ความคิดเห็นหรือแสดงจุดยืนทางวิชาการในเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะอีก

หลังจากที่ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลเน็ตเวิร์ก กรมเจรจาฯ ต้องจัดการประชุมกลุ่มย่อยใน 7 ประเด็น โดยประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยานั้นจัดประชุมวันที่ 7 ก.ย. 2555

กรมเจรจาฯ ได้นำเสนอส่วนหนึ่งของ (ร่าง) กรอบการเจรจาฉบับใหม่ ด้วยข้อความที่แตกต่างไปจากที่เคยเสนอคณะอนุเอฟทีเอในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศธ.ค. 53 ระบุว่า “ให้ระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสอดคล้องกับระดับการคุ้มครองตามความตกลงขององค์การการค้าโลก และ/หรือความตกลงใดๆ ที่ไทยเป็นภาคี” โดยให้เหตุผลว่า เป็นไปตามกรอบการเจรจาอาเซียน-สหภาพยุโรปที่เคยผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา

แต่ในการขยายความระหว่างการประชุม อธิบดีกรมเจรจาการค้าฯ ระบุว่า (ร่าง) กรอบดังกล่าวอนุญาตให้เจรจาความตกลงที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ได้ เพราะในความตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลกเป็นมาตรการขั้นต่ำ จึงนับเป็นความสอดคล้อง ซึ่งตัวแทน อย. ภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและอุตสาหกรรมยาในประเทศไม่เห็นด้วย มีเพียงนายพรศิลป์พัชรินทร์ตนะกุล ที่ปรึกษาอาวุโส กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในฐานะตัวแทนสภาหอการค้าไทย และนางอำพร เจริญสมศักดิ์ ตัวแทนสมาคมพรีม่าซึ่งเป็นบริษัทยาข้ามชาติที่สนับสนุนเต็มตัว

ความเคลื่อนไหวของตัวแทนซีพีที่ใช้ฐานะสภาหอการค้าไทย และพรีม่า น่าสนใจยิ่ง เพราะจากนั้นไม่นานทั้งสองหน่วยงานนี้ได้จับมือกับกรมเจรจาฯ ขอหารือกับสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน (TPMA) เพื่อให้ยอมรับการเยียวยาหากต้องยอมรับทริปส์พลัส

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประชุมไม่นาน ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน (TPMA) ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาชื่อสามัญในประเทศ ได้ทำหนังสือที่ ท.032/2555 ลงวันที่ 22 ต.ค.55 ถึงอธิบดีกรมเจรจาฯ เพื่อแสดงจุดยืนของสมาคมต่อการเปิดเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (EU) และไทย-สมาคมการค้ายุโรป (EFTA) ระบุว่า สินค้ายาสำเร็จรูปที่นำมาจำหน่ายในประเทศไทยส่วนใหญ่นำเข้าจากสหภาพยุโรป (EU-EFTA)และสหรัฐฯ แต่ประเทศหลักที่ไทยส่งยาออกไปไม่ใช่ประเทศเหล่านี้

ดังนั้น ในหมวดสินค้ายาในรูปวัตถุดิบ สินค้ายาสำเร็จรูปและของเสียจากเภสัชภัณฑ์ประเทศไทยจะไม่ได้ประโยชน์จากการเจรจาเอฟทีเอแต่อย่างใด จึงขัดต่อหลักการและวัตถุประสงค์ของการเจรจาเอฟทีเอที่ว่าจะส่งเสริมให้การค้าระหว่างกันสูงขึ้นทางสมาคมฯ จึงไม่เห็นด้วย

“เพราะนอกจากประเทศไทยจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากความตกลงดังกล่าวแล้ว กลับเป็นการเอื้อประโยชน์ให้สินค้ายาฯมีปริมาณและมูลค่านำเข้าที่สูงขึ้น ประกอบกับถ้าหากกรมเจรจาฯยอมรับข้อผูกพันที่มากกว่าความตกลงทริปส์ หรือทริปส์พลัสก็จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงและใหญ่หลวงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ”

และจากประสบการณ์ในหลายประเทศ เช่น โคลัมเบีย หลังจากที่สหภาพยุโรปบังคับให้มีการผูกขาดข้อมูลยา 10 ปี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 340 ล้านเหรียญสหรัฐ (10,200 ล้านบาท)ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยในไทยที่พบว่าถ้าปล่อยให้มีการผูกขาดข้อมูลการขึ้นทะเบียนตำรับยาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 (ซึ่งเป็นปีที่ทำการศึกษา) ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของไทยในอีกห้าปีข้างหน้า(พ.ศ. 2556) จะสูงถึง 81,356 ล้านบาทต่อปี”

โฆษณา

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน FTA และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร