ปฏิรูประบบสาธารณสุขสะเทือนบทบาท สปสช.

Untitled3มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วารุณี สิทธิรังสรรค์

catcatt_2927@hotmail.com

เพียงไม่ถึง 2 เดือน หลังจากที่ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยเจ้าตัวได้ประกาศนโยบายปฏิรูป สธ.ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดูเหมือนว่าแนวทางดังกล่าวเริ่มชัดเจน…

โดยเฉพาะประเด็นการแยกระหว่าง “ผู้ให้บริการ” และ “ผู้ซื้อบริการ” กล่าวคือ ปัจจุบัน สธ.ทำหน้าที่ทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ นโยบาย ขณะเดียวกัน ก็เป็นผู้ดูแลหน่วยงานให้บริการ หรือโรงพยาบาลในสังกัดหลายพันแห่ง ส่วนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้ซื้อบริการ หรือจ่ายเงินค่าเหมาจ่ายรายหัวให้แก่หน่วยบริการในการให้บริการประชาชนตามสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค จากการบริหารดังกล่าวทำให้ถูกมองว่า ลักษณะนี้เป็นการทำงานที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียได้ ไม่ได้แยกส่วนชัดเจน จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปรูปแบบการทำงานใหม่

หลักการ คือให้ สธ.เป็นหน่วยงานกลางในการกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ต่างๆ แต่หน้าที่ในการบริหารจัดการหน่วยบริการ หรือโรงพยาบาลในสังกัด จะกระจายอำนาจไปยังแต่ละเขตพื้นที่แบ่งเป็น 12 เขตพื้นที่บริการ เฉลี่ยเขตละ 5-8 จังหวัด ซึ่งจะมีผู้ตรวจราชการ สธ. ทำหน้าที่ดูแล แต่จะให้ท้องถิ่นบริหารจัดการ ส่วน สปสช.ยังเป็นผู้ซื้อบริการ แต่การกำหนดนโยบายต่างๆ ต้องร่วมกับ สธ. นั่นหมายความว่า อำนาจจะไม่เบ็ดเสร็จเฉพาะคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เท่านั้น แต่จะต้องมีผู้บริหาร สธ. ร่วมคิดร่วมทำด้วย

ล่าสุดเห็นได้จากกรณีการจัดทำแผนด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการลดปัจจัยเสี่ยงก่อโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคอ้วน หากลดพฤติกรรมเสี่ยงจะลดอัตราการเกิดโรคได้มาก โดยเดิมที สปสช.จะเป็นผู้บริหารงบประมาณดังกล่าว และกระจายให้หน่วยบริการโดยตรง แต่จากการปฏิรูปครั้งนี้

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. ประกาศชัดเจนว่า จากนี้ไปจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง สธ. และ สปสช. โดยเน้นในเรื่องการกำหนดนโยบาย วางแผนการดำเนินการตามเป้า แต่ผู้ปฏิบัติจะยังเป็นหน่วยบริการ ซึ่งงบฯจะลงไปที่หน่วยบริการโดยตรง ไม่มีกองไว้ที่ สธ. จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นการดึงอำนาจการบริหารการเงินแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเพิ่มในคณะกรรมการบริหารหลักประกันสุขภาพ อีก 1 ชุด ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 10 ปี โดยมีผู้แทนของคณะกรรมการบริหารหลักประกันสุขภาพ เป็นประธาน และมีผู้แทนของ สธ. กับ สปสช. เป็นเลขานุการร่วมกัน ทำหน้าที่กำหนดกรอบยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคระดับชาติ และมีคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคระดับเขต มีผู้ตรวจราชการ สธ.เป็นประธาน ผู้แทนจากบุคลากรสาธารณสุข และ สปสช. เป็นคณะกรรมการบริหารร่วมกัน ซึ่งในปี 2556 คณะอนุกรรมการ สปสช.ได้เห็นชอบให้ สธ.ปรับเกลี่ยงบประมาณด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคจำนวนประมาณ 6,000 ล้านกว่าบาท จัดส่งให้เครือข่ายบริการเขตละประมาณ 500 ล้านบาท

ประเด็นคือ การทำลักษณะนี้จะส่งผลดีในแง่ของการบริหารที่ชัดเจนขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการจริง หรือมีอย่างอื่นซ่อนเร้น…

เรื่องนี้แหล่งข่าวแวดวงสาธารณสุขให้ข้อมูลว่า โดยภาพรวมแนวคิดการแบ่งสัดส่วนลักษณะนี้ถือว่าดี แต่หลายคนก็มองว่าการบริหารรูปแบบดังกล่าว ถึงแม้งบประมาณจะไม่ได้ไปกองที่ สธ. โดยยังคงกระจายไปยังหน่วยบริการเหมือนเดิม แต่ปัญหาคือ จะเป็นการล้วงลูกการทำงานของ บอร์ด สปสช.หรือไม่ เนื่องจากหากพิจารณาดีๆ ในช่วงที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิกรรมการบอร์ด สปสช. ก็มีคำถามว่ามีความสัมพันธ์กับภาคธุรกิจ ขณะที่ภาคประชาชนแทบไม่มีเสียงในการเสนอความเห็นเหมือนครั้งอดีต ที่สำคัญล่าสุดยังเตรียมตั้งรองเลขาธิการ สปสช.เพิ่มอีก 2 คน เพื่อทำหน้าที่เน้นการบริหารการจัดการ จากปัจจุบันมีอยู่ 3 คน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดหา ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นการเลือกคนนอกหรือไม่

“ที่สำคัญรัฐบาลยังมีนโยบายแช่แข็งงบเหมาจ่ายรายหัว 3 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2558 โดยนับเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 10 ปี เหลือเพียงรายหัวละ 2,755.60 บาทต่อคนต่อปี โดยจากนโยบายต่างๆ เรียกว่าเป็นการลดอำนาจการโตขึ้นของ สปสช. และเป็นการเข้ามาคุมกองทุนมากขึ้น ซึ่งในอนาคตยังต้องจับตาว่าจะเป็นอย่างไร แต่ที่มีแนวโน้มและกังวลไม่ได้อยู่ที่การร่วมมือบริหารงบส่งเสริมและป้องกันโรคระหว่าง สธ.และ สปสช. แต่อยู่ที่ประเด็นการจัดสรรงบฯ มากกว่า โดยหากสุดท้ายบอร์ด สปสช. มีนโยบายให้ความสำคัญกับภาคเอกชน โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ยิ่งใกล้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 หรือจะเป็นนโยบายเมดิคัล ฮับ ทั้งหมดจะเอื้อประโยชน์กับภาคเอกชน ซึ่งตรงนี้ต้องจับตาว่า ภาคประชาชนที่อยู่ในบอร์ด สปสช.จะทำอย่างไร เพราะปัจจุบันแทบไม่มีอำนาจต่อรอง” แหล่งข่าวกล่าว

ขณะที่ นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการสัดส่วนภาคประชาชน บอร์ด สปสช. กล่าวว่า ประเด็นการร่วมมือในเรื่องงบส่งเสริมสุขภาพและการป้องกัน ต้องระวังมาก เพราะ สธ.ต้องมองว่ามีความพร้อมมีประสบการณ์หรือไม่ และ สปสช.ก็ต้องจัดสรรให้ถูก เนื่องจากที่ผ่านมาจะให้งบแลกกับผลงาน จึงต้องมาพิจารณาให้ถี่ถ้วนด้วย อย่ามองเพียงว่าต้องการนำงบฯที่ สปสช.บริหารมาอยู่ในอำนาจของ สธ. เพราะไม่ช่วยอะไร แต่ต้องทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นความขัดแย้งไม่จบสิ้น รวมทั้งจะมีการแทรกแซงการทำงานของ สปสช.อีก โดยเฉพาะประเด็นการเลือกรองเลขาธิการ สปสช.เพิ่ม ตรงนี้ก็เป็นอีกปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบว่า ตกลงเป็น “คนนอก” หรือ “คนใน”

งานนี้คงไม่ใช่แค่ปฏิรูป สธ.อย่างเดียว แต่สะเทือนไปถึง สปสช.ด้วย

“ถึงแม้งบประมาณ จะไม่ได้ไปกองที่ สธ. โดยยังคงกระจายไปยังหน่วยบริการเหมือนเดิม แต่ปัญหาคือ จะเป็นการล้วงลูกการทำงานของ บอร์ด สปสช. หรือไม่”

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ระบบประกันสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร