คอลัมน์ เวทีสาธารณะ: ความเสี่ยงที่คงเส้นคงวา ของมาบตาพุด

ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

สมพร เพ็งค่ำ : สำนักงานคณกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

ในที่สุดเรื่องที่ชาวบ้านมาบตาพุดกังวลใจและพยยายามตะโกนบอกสังคมมานานนับสิบปี ก็เกิดขึ้นจริง วันที่ 5 เดือน 5 ปี 55 เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้โรงงาน บริษัทบีเอสทีอิอิลาสโตเมอร์ ในเครือบริษัทกรุงเทพ

ซินธิติกส์ มีผู้เสียชีวิต 11 คน เป็นพนักงานของบริษัทบีเอสที 7 คน ที่เหลือเป็นคนงานของบริษัทที่มารับจ้างทำงาน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บนับร้อย วันรุ่งขึ้น(6 พฤษภาคมป มีสารเคมีรั่งจากบริษัทอดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไม่มีรายงานต่ดอสาธารณะที่แน่ชัดเกี่ยวกับจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ สามวันต่อมา (9 พฤษภาคม) เกิดไฟไหม้ซ้ำในโรงงาน บริษัทบีเอสทีอิลาสโตโตเมอร์ฯ

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปี ก่อน วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน 2553 ที่บริษัท อดิตยา แเบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็เกิดเหตุถังสารโซเดียมไฮโปรคลอไรท์ ล้มกระแทกกับกำแพงซีเมนต์แล้วตกกระแทกกับท่อกรดไฮโดรคลอริก (HC) ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีได้ก๊าซคลอรีน ฟุ้งกระจายไปทั่ว เด็กนักเรียนที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนวัดมาบชะลูดบอกว่ากลัวตายคนงานและครอบครัวที่อาศัยอยู่แคมป์ใกล้ที่เกิดเหตุบอกว่า ต้องถีบสังกะสี วิ่งหนีตายออกมา หมอที่โรงพยาบาลบอกว่า ไม่มีใครแจ้งว่าก๊าซอะไรรั่ว แล้วผมจะรักษาคนไข้ได้อย่างไร

ในวันเกิดเหตุ มีผู้เข้ารับการรักษาจำนวน170ราย วันรุ่งขึ้น(8 มิถุนายน) มีผู้เข้ารับการรักษาจำนวน 299 ราย ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน มีผู้เข้ารับการรักษาจำนวน 400 ราย หลังจากนั้นมีผู้ป่วยทยอยเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง7วันหลังเกิดเหตุ นับจำนวนผู้ตายได้จำนวน 1,434 คน ไม่มีผู้เสียชีวิต

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แม้ว่าเราอยากให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม

ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังขยายตัวในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว โรงงานปิโตรเคมีจำนวนมากเกิดขึ้นแล้วในพื้นที่มาบตาพุดยังคงต้องดำเนินต่อไป และอีกหลายโรงกำลังจะตามมา คำถามสำคัญคือ สังคมไทยรู้และตระหนักหรือไม่ว่าเรามีความเสี่ยง ? เราจะจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้อย่างไร?เรามีระบบและกลไกที่สามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่? และภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐ เอกชน มี ความรู้ ทักษะ และข้อมูลที่เพียงพอไหม?

ใน ปี พ.ศ. 2550 ประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ต่อมาได้มีการทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2553-2557 เพื่อเป็นแผนแม่บทในการรับมือกับสาธารณภัยต่างๆ อุบัติภัยสารเคมี ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนนี้ ซึ่งได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการทำงานไว้4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การป้องกันและลดผลกระทบ การเตรียมความพร้อม การจัดการในภาวะฉุกเฉิน และ การจัดการหลังเกิดภัย ในส่วนของจังหวัดระยองก็มีการจัดทำแผนปฎิบัติการฉุกเฉินด้านสารเคมีและวัตถุอันตราย จ.ระยอง พ.ศ.2553

แม้ว่าเปรียบเทียบกับอดีตแล้ว ประเทศไทยเรามีการพัฒนาระบบ และกลไกต่างๆ ที่ดีขึ้นเพื่อรองรับปัญหา ทั้งมีกฎหมายเฉพาะ มีแผนแม่บท มีแผนระดับจังหวัด อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ยังไม่พอ ดังนั้น เราไม่ควรใส่ใจ หรือตั้งคำถามเพียงแค่ว่า เพลิงสงบแล้วหรือยัง ปริมาณมลพิษในบรรกาศกลับเข้าสู่ค่ามาตรฐานแล้วหรือไม่ คนเสียชีวิตได้รับค่าชดเชยเท่าไหร่ และผู้บาดเจ็บได้รับการักษาพยาบาลและเยียวยาอย่างไร?

หากแต่ควรใช้โอกาสนี้ทบทวนแผนและมาตรการต่างๆ ที่เคยกำหนดไว้ โดยเฉพาะมาตรการในเชิงป้องกัน อันที่จริง จากกรณีถังสารเคมี ของบริษัทอดิตยา เบอร์ล่า ล้มเมื่อ 2 ปีก่อน คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(คสช.) ก็ได้มีข้อเสนอส่งไปยังคณะรัฐมนตรี รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อปรับปรถุงในเชิงระบบแล้ว อาทิให้มีการเปิดเผยข้อมูลสารเคมีทุกชนิกที่ใช้ในอุตสาหกรรมในพื้นที่ และจัดทำเป็นฐานข้อมูลสารเคมี สำหรับทุกหน่วยงาน

จัดทำแผนที่ของพื้นที่เสี่ยงภัยให้ครบถ้วนทุกสถานการณ์ความเสี่ยงและแสดงขอบเขตพื้นที่และชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบในแต่ละสถานการณ์และจัดทำเป็นฐานข้อมูล ส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมต่อไปให้กำกับการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด เพื่อจัดทำแนวป้องกัน (Protection strip) และพื้นที่กันชน (Buffer Zone) พัฒนาระบบประกันสาธารณภัยสารเคมี โดยให้ผู้ประกอบการเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าเบี้ยประกันตามความเสี่ยงของแต่ละโรงงาน และบริษัทประกันเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นในทันที ให้มีการเตรียมความพร้อมด้านการอพยพ โดยกำหนดพื้นที่อพยพ จัดทำแผนจราจรจากจุดต่างๆ ไปสู่พื้นที่อพยพ และยานพาหนะที่ใช้ในการอพยพ จัดทำระบบประกันภัยรวมหมู่ของผู้ประกอบการแต่ละโรงงานครอบคลุมผลกระทบและความเเสียหายในทุกด้านที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติภัยต่อประชาชนและชุมชน เช่น ความเสียหายต่อทรัพย์สิน พืชผล สัตว์เลี้ยง การเจ็บป่วย บาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต เป็นต้น ตลอดจนการจัดตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ในระยะยาว เป็นต้น

แต่ข้อเสนอเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกหน่วยงานที่รับผิดชอบนำไปพิจารณาปฏิบัติอย่างจริงจัง การพัฒนาของไทยเดินไปบนความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ระบบและกลไกรับมือกับความเสี่ยงนั้นไม่ได้ถูกพัฒนาตามไปด้วยอย่างจริงจังไม่มีใครปฎิเสธการพัฒนา แต่การพัฒนาก็ไม่จำเป็นต้องและมาด้วยชีวิต

โฆษณา

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน มาบตาพุด และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร