คอลัมน์ ลมหายใจสีเขียว: นิทานโลกาภิวัตน์ (1) สมัชชาอนาคต

Untitled4

เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

กระวานกะกานพลู : เรื่อง / SIRNet เครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม : ภาพ

 กานพลูมีคำถามจากงาน ‘เทศกาลความเป็นธรรม : Just & Fair Society Festival’ ซึ่งทางเครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม (SIRNet) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมมือกับภาคประชาสังคมและกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้จัดขึ้น เมื่อวันที่ 28-30 มีนาคม 2556 ที่อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีคำตอบจากคุณ ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย นักวิจัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาฝาก เกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมของสังคม ทำให้โลกร้อนได้อย่างไร และเราคนเล็กคนน้อยจะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยไม่ให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น

ปกรณ์ บอกว่า งานนี้ทางเครือข่ายฯ จัดขึ้นก็เพื่อให้เราตระหนักรู้ถึงฟันเฟืองของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่อาศัยพลังของบริโภคนิยม ซึ่งมีตัวเราเป็นผู้ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจให้ตระหนักรู้ว่า ตัวเราอยู่ตรงไหนของโครงสร้างใหญ่และเราจะไม่ตกหลุมพรางโครงสร้างนี้ที่กัดกร่อนชีวิตเราทุกวันไปทีละน้อยได้อย่างไร

“เพราะระบบแบบนี้มันดึงทรัพยากรโลกมาเป็นสินค้า แล้วมันก็ล้างผลาญไปเรื่อยๆ โดยอาศัยความอยากอันไม่มีที่สิ้นสุดของเรา ตัวเราจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มันโยงกับนักการเมืองระดับโลก ทำให้ระบบนี้ขยายต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด”

อย่างเช่น รัฐบาลทำนโยบาย ‘จำนำข้าว’ ปกรณ์อธิบายว่า ทำให้ข้าวทุกชนิดมีราคาเท่ากันหมด คือ 15,000 บาทต่อตัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชาวนาจำนวนมากรู้สึกว่า ถ้าไม่ได้ปลูกข้าวจังหวะนี้ก็พลาดได้เงิน ก็เลยปลูกๆ ไป กลายเป็นว่า ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นตาย แล้วข้าวที่ปลูกได้ผลผลิตเยอะๆ ซึ่งต้องใช้เคมีเข้ามาเกี่ยวข้องก็ไม่ได้นึกถึงพันธุ์ท้องถิ่นว่าจะหายไป หรือสุขภาพผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร นี่คือผลจากโครงสร้างใหญ่ที่อาศัยเราขับเคลื่อน

“ปัญหาหนึ่งที่พบ ซึ่งทำให้ทุกการผลิตนำไปสู่การหาเงินก็คือ ระบบการผลิต ห่างไกลออกจากผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคไม่รู้ว่า ระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมมีความชั่วร้ายอย่างไรบ้าง”

ทางออกของปัญหาดังกล่าว จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ปกรณ์บอกว่า ประการแรกก็คือ ทำอย่างไรให้สองระบบนี้อยู่ใกล้กันมากขึ้น ผู้บริโภคจะได้เห็นว่าสิ่งที่ตนเองกำลังบริโภคมันส่งผลเสียต่อชีวิต ต่อสภาพแวดล้อม ต่อชุมชน ต่อสังคม และต่อโลกอย่างไรบ้าง

“หลังๆ ผู้บริโภคที่เห็นปัญหาเหล่านี้บ้างแล้วก็เริ่มผลิตเพื่อบริโภคเอง ในเมืองมีการปลูกผักบนระเบียงแล้วมากินเอง ส่วนหนึ่งคือเขากลัวสารพิษ อีกส่วนหนึ่งคือเป็นความสุขที่เขาได้ปลูก แล้วก็มีกลุ่มชุมชนที่เขารวมตัวกันเพราะกลัวว่ากลุ่มทุนจากอุตสาหกรรมจะมายึดพื้นที่เขาผลิตสินค้า ขบวนการสิทธิชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อพยายามทำให้ที่ดินผืนหนึ่งเป็นของหลายๆ คน ตรงนี้ก็ช่วยในแง่ที่ว่า ถ้าใครจะขายที่ดิน มันยากมากเลย เพราะว่ามันต้องขอฉันทานุมัติจากหลายๆ คน การขายจึงเป็นไปไม่ได้ ตัวฐานทรัพยากรจึงยังอยู่กับชุมชน อย่างน้อยให้เห็นว่านี่คือแนวทางหนึ่งที่ชัดในการต้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่ให้มาลงในชุมชนได้”

การทำให้ฐานการผลิตมาอยู่ใกล้กับการบริโภค และทำให้ฐานทรัพยากรอยู่ในชุมชน ไม่ถูกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โฉบเอาไปเป็นสินค้า นี่คือยุทธศาสตร์เชิงรุกจากคนเล็กคนน้อย ที่ปกรณ์สรุปจากทุกเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคนเมือง นักวิชาการ และปราชญ์ท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งงานนี้เป็นจุดเชื่อมต่อให้มาเจอกัน เพราะการเชื่อมให้ทุกคนในภาคส่วนมาเจอกันมันเป็นพลังได้ ไม่เช่นนั้นคนในชุมชนเองบางส่วนก็ต้องมาเป็นแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม แล้วสุดท้ายก็หมดแรง ถูกดูดพลังไปหมดหลังจากทำงานไประยะหนึ่ง ก็อาจจะถูกปลด จากแรงงานรายเดือน เป็นรายวัน และสุดท้ายพอป่วยจากการทำงานก็ถูกให้ออก

“ในการเสวนาทุกกลุ่มก็พยายามที่จะตั้งสมัชชาอนาคต พยายามทำโครงการมองไปข้างหน้าว่าอีก 5 ปี 10 ปี จะเป็นอย่างไร ตรงเรื่องผลลัพธ์ในอนาคตก็คาดการณ์ไปว่าเมืองไทยจะมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น สารพิษมากขึ้น แต่ความจริงก็คือ ณ ตอนนี้ เราจะชวนเครือข่ายที่ทำงานต่างกันมาพูดคุยกันดูว่าจะสานเครือข่ายกันไปอย่างไรที่พอจะหวังผลได้ ส่วนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ตอนนี้ ไม่มีใครที่คิดออกจริงๆ ว่าจะทำอย่างไร”

ปกรณ์ฝากคำถามมาให้เราทุกคนช่วยคิดกันด้วยค่ะ

ร่วมเสนอความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้ลดช่องว่างทางสังคมให้เป็นจริงได้ที่ คุณสริญญา กิตติเจริญกานต์ เครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม โทร.08-9699-6779

โฆษณา

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน sirnet และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร