ลมหายใจสีเขียว: นิทานโลกาภิวัตน์ (จบ) สานเครือข่ายความเห็นใจให้เกิดขึ้นในสังคม

เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

กระวานกะกานพลู : เรื่อง / SIRNet เครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม และศูนย์ภาพเนชั่น : ภาพ

 “เพราะทุกอย่างถูกทำให้เป็นสินค้าไปหมดแล้ว” ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย นักวิจัยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าว

“เราก็คือสินค้าชนิดหนึ่ง?” กานพลูถาม

“ใช่ ตั้งแต่เรามีหน่วยงานเรื่องทรัพยากรมนุษย์ เราก็กลายเป็นสินค้า”

เพราะเรามองทุกอย่างเป็นทรัพย์ที่สามารถนำมาผลาญและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เรามองคนแรงงานที่แลกเปลี่ยนด้วยค่าจ้าง ซึ่งไม่มีความผูกพันกับนายจ้างอีกต่อไป ลมหายใจของมนุษย์ถูกเปลี่ยนเป็นสินค้าที่เมื่อวันหนึ่งมันรวยริน หมดเรี่ยวแรงก็จะถูกปลดออกจากสายพานทันที

เครือข่าย ‘ถมช่องว่างทางสังคม’ (SIRNet) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมมือกับภาคประชาสังคมและกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้จัดเทศกาลความเป็นธรรม : Just & Fair Society Festival ขึ้นเมื่อวันที่ 28-30 มีนาคม 2556 ที่อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเชื่อมโยงให้หน่วยงานต่างๆ และคนเล็กๆ ที่ทำงานสร้างสรรค์ในชุมชนได้มาเจอกันเพื่อขับเคลื่อนการสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้เกิดขึ้น โดยมีทั้งการเสวนา ดนตรีคนพิการ Work shop ต่างๆ อาทิ คนรุ่นใหม่กับการพัฒนาทักษะชีวิต, เวทีสามัญชน คนเปลี่ยนโลก, สิทธิผู้บริโภค เป็นต้น

ทำไมเราควรมาเจอะเจอกันในงานเช่นนี้ ในหนังสือ ‘ถมช่องว่างทางสังคม’ ให้ข้อมูลว่า ข้อมูลการเก็บภาษีในปี 2551 พบว่า จากคนไทยที่มีงานทำทั้งหมด 37 ล้านคน มีเพียง 9 ล้านคนที่เสียภาษี โดยที่ 1.9 ล้านคน เป็นกลุ่มที่มีรายได้หลายแหล่ง และ 7.1 ล้านคนมีรายได้จากเงินเดือน ค่าจ้างหรือบำนาญ ในขณะที่คนอีก 28 ล้านคน มีจำนวนหนึ่งที่เข้าข่ายร่ำรวย แต่รัฐไม่สามารถเอื้อมมือไปเก็บภาษีได้

“ทั้งที่อัตราภาษีของไทยเป็นแบบก้าวหน้า คือยิ่งรายได้สูง ยิ่งเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น แต่ความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่า กลุ่มคนที่รวยที่สุดกลับได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะรัฐอัดนโยบายอื่นๆ ใส่ลงไปในโครงสร้างภาษีรายได้มากเกินไป จนโครงสร้างภาษีหมดความสามารถในการสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม ตัวอย่างเช่น รัฐต้องการกระตุ้นตลาดทุน โดยให้คนที่มีรายได้สูงสามารถลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมระยะยาว (LTF) ได้มากถึง 700,000 บาท ปรากฏว่าในปี พ.ศ.2551 มีรายได้ที่ได้รับการลดหย่อนทั้งหมดถึง 16,000 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 12,000 ล้านบาทเป็นยอดรายได้ที่ได้รับการลดหย่อนของกลุ่มที่รวยที่สุด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรในประเทศ”

ในงานวิจัยชิ้นนี้ยังตั้งสมมติฐานว่า การกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมมักทำให้สังคมอยู่ในภาวะที่เปราะบางต่อการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบมากกว่าปกติ สถิติการก่ออาชญากรรมจะเพิ่มสูงขึ้น การเรียกร้องของประชาชนเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้จะมากขึ้น

สำหรับฐานะนักวิจัย ปกรณ์ทำอย่างไรที่จะทำให้นักวิจัยรุ่นใหม่สามารถที่จะเชื่อมโยงให้การผลิตกับผู้บริโภคใกล้ชิดกัน ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน หรือคนที่ทำอาชีพต่างกันมาเจอกัน โดยมาทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อเชื่อมโยงให้เห็นว่า เราเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ปกรณ์ อธิบายว่า เราพยายามให้คนที่อยู่ในพื้นที่จริง มาเจอกับนักศึกษา เพราะถ้าเป็นแต่ทฤษฎีมันจะแห้งเกิน ก็ต้องมีกรณีศึกษาจากประสบการณ์ตรงจากชาวบ้านเอง ซึ่งมีทฤษฎีที่กลั่นกรองจากประสบการณ์ตรงที่ผสานรวมทุกสาขาเข้ามาด้วย

“นอกจากนี้ก็มีกรณีศึกษาที่ชาวบ้านต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ถูกขู่ ถูกฆ่า ขณะเดียวกันชนชั้นกลางนักบริโภคในเมืองไม่ค่อยเห็นภาพ หรือเชื่อมโยงว่า นักอนุรักษ์ทั้งหลายเขาต่อสู้เพื่อคนในเมืองอย่างไรบ้าง คือโครงสร้างใหญ่เราแก้ไม่ได้ก็จริง เพราะเราต่างตนต่างอยู่ ผมไปคุยกับพี่น้องแรงงาน เขาก็บอกว่ายังไงก็แก้ไม่ได้ สำหรับผมรู้สึกว่า ปมจริงๆ ก็คือ แรงงานของเรายังไม่สามารถรวมตัวกันได้ อย่างในสวีเดนเขาประท้วงกัน แรงงานทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือแรงงานรายวันจริงๆ คุยกันได้ รวมตัวกันได้ แต่บ้านเรา ถ้าใครได้โบนัส ฉันก็พอใจแล้ว คนที่ทำงานแรงงานก็แค่ขอเอาชีวิตรอดไปวันๆ ก็พอ เมื่อเรารวมตัวกันไม่ได้ มันก็แก้ปัญหาไม่ได้ การเมืองก็แตกเป็นสองพรรค พรรคหนึ่งก็อ้างคนรากหญ้า อีกพรรคหนึ่งก็ชนชั้นกลาง สู้กันแค่นี้ ไม่ร่วมมือกัน เพราะแต่ละคนก็เหมือนเข้าไปฉวยเอาประโยชน์จากโครงสร้างเหล่านี้แล้วก็กดคนที่ไม่มีโอกาสลง”

สำหรับทางออก ปกรณ์เห็นว่า ต้องสานเครือข่ายความเห็นใจให้เกิดขึ้นในสังคม

“เพราะถ้าคนเราไม่เห็นใจคนอื่น เราก็ใช้ชีวิตของเราแบบตัวใครตัวมันโดยไม่รู้ว่า เราก็อยู่ในโครงสร้างนี้แล้วเราก็สวมรอยมันกดคนอื่นอยู่โดยไม่รู้ตัว”

หากเราตระหนักรู้ว่าลมหายใจของเรานั้นมาจากอากาศที่บริสุทธิ์จากต้นไม้หายใจออกมามอบให้ เราจะรู้ว่าชีวิตของเรามีได้เพราะผู้อื่น เราจะเห็นใจกันและกันมากขึ้น

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน sirnet และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร