ชะตากรรมที่ บ้านหนองแหน

Untitled1กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บ้านหนองแหนถูกเปลี่ยนจากพื้นที่สีเขียว กลายเป็นพื้นที่ทิ้งขยะอุตสาหกรรมโดยใช้ระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี

สถานการณ์ขยะพิษและขยะอุตสาหกรรมที่ปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำชุมชน ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อสุขอนามัยของชาวบ้านจากสารเคมีที่รั่วซึมในวงกว้าง หนึ่งในจุดที่มีปัญหาอย่างรุนแรงขณะนี้ เป็นพื้นที่ ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ที่ชาวบ้านมีการร้องเรียนหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบหลายแห่ง แต่ปัญหายังไม่เบาบางลง ทำให้สภาพแวดล้อมของ ต.หนองแหน ขณะนี้กำลัง “วิกฤติ” ล่าสุด แกนนำชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยัง ศูนย์ประสานงานการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) พร้อมด้วยนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม

ธนพล เพ็ญรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เล่าถึงปัญหาว่าปัญหาสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำ เป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐควรเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเร่งด่วน แม้ว่าขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมีการสำรวจพบสารฟีนอลปนเปื้อนในบ่อน้ำจำนวน 14 แห่ง แต่ถ้าไม่ได้รับการแก้ปัญหาอย่างถูกวิธีและฟื้นฟูในระยะยาวอย่างจริงจัง อาจมีการแพร่ขยายของสารเคมีได้อีกในอนาคต โดยกระจายไปสู่บ่อน้ำอื่นๆ ได้อีก และจะสร้างปัญหาในอีก 10-15 ปีข้างหน้า

“การลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม อาจทำให้สารเคมีหลายตัวปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ ที่พบอย่างชัดเจนแล้ว คือสารฟีนอล ซึ่งหากเกินกว่ามาตรฐานจะเกิดระคายเคืองผิวหนังทันที และมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว”

ทั้งนี้หากย้อนหลังกลับไป จะพบว่าบ้านหนองแหนได้เปลี่ยนจากพื้นที่สีเขียว กลายเป็นพื้นที่ทิ้งขยะอุตสาหกรรมโดยใช้ระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี โดยมีบริษัทที่ทำธุรกิจทางด้านนี้ เข้ามาทำบ่อฝังกลบ โรงงานรีไซเคิลของเสีย พื้นที่คัดแยกขยะ และบ่อบำบัดน้ำเสีย จำนวน 3 แห่ง

“มีการร้องเรียนจากชาวบ้านเรียนเรื่องน้ำเสียที่ไหลลงสู่พื้นที่ชุมชนปัญหาเสียงดัง กลิ่นเหม็น ฝุ่นฟุ้งกระจาย สิ่งที่ชาวบ้านหวั่นเกรง คือ อาจเกิดผลกระทบไปยังน้ำใต้ดิน และปนเปื้อนไปสู่ “บ่อน้ำตื้น” ที่เป็นแหล่งน้ำใช้ของชุมชนทั่วไป กระทบต่อสุขภาพของชาวบ้าน ฟาร์มหมู และพืชผลทางการเกษตร”

เนื่องจากลักษณะของภูมิประเทศที่มีแหล่งน้ำล้อมรอบ ทั้งแหล่งน้ำตามธรรมชาติและคลองชลประทาน ทำให้บ้านหนองแหน พึ่งพิงความบริสุทธิ์ของน้ำเหล่านี้ แต่เมื่อหน่วยงานภาครัฐอนุญาตให้โรงงานอุตสาหกรรมด้านขยะและของเสีย มาตั้งอยู่รอบพื้นที่รอบชุมชน ทำให้บ้านหนองแหนเป็นแหล่งรองรับน้ำเสียไปโดยปริยาย

ผลสำรวจของนักศึกษาจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้เข้าไปรวบรวมสถิติของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ รวมทั้งลงพื้นที่สอบถามข้อมูลกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองแหน และชาวบ้านหนองแหน พบว่าในระเบียบรายงานผู้ป่วยจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองแหน ระหว่างวันที่ 8 กรกฎาคม-23 สิงหาคม 2555 ปรากฏว่ามีชาวบ้านต้องเข้ารับการรักษา ซึ่งเป็นผลจากกลิ่นจากบ่อขยะ ทั้งวิงเวียนศีรษะ มึนงง แสบจมูก หายใจลำบาก อ่อนเพลีย

กลุ่มที่มีอาการมากที่สุด คือชาวบ้านที่หมู่ 12 ที่มีผู้ป่วยถึง 181 คนขึ้นไป รองลงมา คือชาวบ้านในหมู่ 7 จำนวน 136-180 คน ซึ่งน่าสังเกต ว่าเป็นจุดที่มีบ่อขยะและบ่อทิ้งสารเคมีอยู่ด้วยอย่างน้อยพื้นที่ละ 2-3 แห่ง

ขณะนี้ นักวิชาการได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการเข้าไปแก้ปัญหา เพื่อให้ชาวบ้านสามารถใช้น้ำได้โดยไม่มีสารพิษ ธนพล บอกว่า มีการติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพในการกลั่นกรองสารฟีนอลออกไป ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาเทคโนโลยี 3-4 ประเภท อาทิ ระบบโอโซน ระบบกรอง เป็นต้น โดยจะดูว่าวิธีการใดจะได้ผลดีที่สุด และชาวบ้านได้รับความสะดวก แต่ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากนี้ภาครัฐต้องเข้ามาฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของพื้นที่ในระยะยาว ไม่เช่นนั้นอาจจะมีสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันค่ามาตรฐานฟีนอลในน้ำของสหรัฐ กำหนดไว้ไม่เกิน 27 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) หรือเทียบเท่า 27 ส่วนในล้านส่วน แต่ของไทยอิงกับมาตรฐานโลก คือ ไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อลิตร

ล่าสุด เกิดเหตุการณ์ขึ้นในประเทศจีน ที่ประชาชนได้รับสารฟีนอลเกินค่ามาตรฐาน ทำให้แท้งลูก และในทางการแพทย์พบว่าการได้รับสารฟีนอลมากเกินไปจะกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ และปัญหากับตัวอ่อน

ผลของสารฟีนอลปนเปื้อนในน้ำอุปโภคบริโภค ยังกระทบต่อสัตว์เลี้ยง โดยพบปัญหาที่ ฟาร์มหมู ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในหนองแหน เนื่องจากเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในย่านนี้ โดยเริ่มเกิดอาการแปลกๆ ตั้งแต่ปี 2551 อาทิ ลักษณะของหมูแรกคลอดตายยกครอก, แม่หมูแท้งลูก หรือแม่หมูคลอดก่อนกำหนด ลูกออกมาพิการ ผอมโซ โตช้า ส่วนแม่หมูยังมีอาการเบื่ออาหาร น้ำนมแห้ง ไม่สมบูรณ์เหมือนฟาร์มเลี้ยงอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ

“ระดับความรุนแรงเกิดขึ้นกับปริมาณน้ำที่ได้รับจากคลองห้วยตาดน้อยและจะเกิดผลกระทบอย่างเห็นชัดในช่วงฤดูฝน ซึ่งอาจมาจากน้ำมีการปนเปื้อนสารเคมีเกินขีดมาตรฐาน นี่เป็นผลพวงจากความบกพร่องของการตรวจสอบของภาครัฐ หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข จะเป็นปัญหาบานปลายที่เกินจะเยียวยาได้ จนถึงปัจจุบันไม่มีอะไรมาเป็นหลักประกันให้ชาวบ้าน

“ตำบลหนองแหน” แต่เดิมใช้ชื่อว่า ต.หนองยาว สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อ เพราะมีหนองน้ำขนาดใหญที่มีแหนขึ้นเป็นจำนวนมาก ภายในตำบลมีคลองชลประทานรับน้ำจากโครงการชลประทานฝายท่าลาด ทุกครอบครัวในตำบลนี้มีบ่อน้ำตื้นใช้ทุกบ้าน โดยจะขุดลึกลงไปราว 10-12 เมตร ส่วนอาชีพหลักทำการเกษตร ทั้งทำนา ปลูกข้าว พืชไร่ พืชสวน ยางพารา มะม่วง และปศุสัตว์ เช่นฟาร์มหมู

นับตั้งแต่ปี 2545 ชุมชนได้เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในพื้นที่ เมื่อมีนายทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดิน และตักหน้าดินขาย ต่อมามีการซื้อบ่อลูกรังร้าง และนำขยะของเสียเข้ามาฝังกลบในพื้นที่ เป็นที่มาของธุรกิจทิ้งขยะอุตสาหกรรม และบำบัดน้ำเสียในชุมชนแห่งนี้

“หนองแหน” ยังเป็นที่รู้จักของสังคมมากขึ้น จากข่าวการจับกุมการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2555 และข่าวการถูกลอบยิง ประจบ เนาวโอภาส ผู้ใหญ่บ้านตำบลหนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา แกนนำต่อต้านโรงกำจัดขยะในพื้นที่จนเสียชีวิต

และปลายปี 2555 เกิดปัญหากับฟาร์มเลี้ยงหมูหลายแห่ง และเมล็ดข้าวจากนารอบโรงงานฝังกลบ ลีบ และมีผลผลิตลดลง ปัจจุบัน ชุมชน ต.หนองแหน และชาวบ้านจากหมู่ 9 หมู่ 12 ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม ไม่สามารถดื่มกินน้ำในบ่อน้ำตื้นของตนเองนับแต่เดือนกรกฎาคม 2555 โดยเมื่อเดือนกันยายน-ตุลาคม 2555 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา ประกาศห้ามใช้น้ำในบ่อตื้นบางบ่อของชุมชน ต.หนองแหน และชุมชนใกล้เคียง

จนถึงขณะนี้ชุมชนหนองแหนยังไม่ได้รับการฟื้นฟูจากหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจัง แม้ชาวบ้านจะมีการเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปัจจุบันบ่อฝังกลบของเสียทั้งที่อันตราย และไม่อันตราย ทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ตั้งอยู่เต็มพื้นที่

การลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม อาจทำให้สารเคมีหลายตัวปนเปอนอยู่ในแหล่งน้ำ ที่พบอย่างชัดเจนแล้ว คือสารฟีนอล

โฆษณา

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน อุตสาหกรรมขยะของเสีย และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร