กสทช.-อย. คุมเข้มโฆษณาเกินจริง เพิ่มโทษปรับ-ไม่ต่อใบอนุญาต

Untitled2

ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกว้างขวาง ต่อผู้บริโภคโดยตรง กรณีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณ ยา อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เกินจริงหรือไม่ได้รับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) โดยมีการเผยแพร่ทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นมาก ในปีที่ผ่านมา หลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ อย., สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครอง ผู้บริโภค ได้ทำข้อตกลงเบื้องต้นร่วมกันเพื่อหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว

ล่าสุด สช.เปิดเวทีในหัวข้อ “สานพลัง คุ้มครองผู้บริโภค โฆษณาที่ผิดกฎหมายของยา อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ” เพื่อสะท้อนแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

โดย “สุภิญญา กลางณรงค์” กรรมการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับ อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อปีที่ผ่านมา แต่จะเริ่มดำเนินการจริงจังในปีนี้ เนื่องจากการมอบใบอนุญาตแก่ ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบดาวเทียมและเคเบิลทีวีมีความล่าช้า แต่ขณะนี้เสร็จไปกว่า 98% แล้ว ซึ่งการมอบใบอนุญาตทำให้ กสทช.มีอำนาจในการจัดการกับ ผู้ประกอบกิจการมากขึ้น แต่ยังมีปัญหาในส่วนของผู้ประกอบกิจการวิทยุ เพราะให้ใบอนุญาตไปแล้วเพียง 2,000 ราย จากผู้ยื่นขอกว่า 8,000 ราย และมีที่ไม่ได้ขออีก 1,500 ราย ทำให้มีปัญหาด้านการจัดการ 2 มาตรฐาน

“ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของ กสทช.อย่างเคร่งครัด ต่างจากผู้ที่ไม่ยื่นขอรับใบอนุญาต การดำเนินการจะนอกเหนืออำนาจ หน้าที่ กสทช. หากเกิดการกระทำความผิดจะเป็นหน้าที่ของตำรวจเข้าจับกุม ทำให้การจัดการล่าช้า กสทช.จึงพยายามจัดระเบียบผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน ซึ่งการจัดระเบียบผู้ประกอบกิจการวิทยุ โดยมอบใบอนุญาตเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น เนื่องจากมีจำนวนมากและเพิ่มขึ้นง่าย แค่มีเครื่องส่งสัญญาณราคา 50,000 บาท ก็ดำเนินกิจการได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาระยะยาวคือ กสทช.จะพยายามทำ วิทยุดิจิทัลให้เกิดขึ้นทันปีหน้า หากการประมูลทีวีดิจิทัล 24 ช่องไม่มีปัญหา เพื่อลดปัญหาวิทยุชุมชนและคลื่นสัญญาณแทรกซ้อน”

ปีที่ผ่านมา กสทช.มีการตรวจสอบช่องเคเบิลและดาวเทียมร่วมกับ อย. พบผู้กระทำ ความผิดกว่า 8 สถานี ได้แก่ โอ้โฮแชนเนล ฮิตแชนเนล มงคลแชนแนล ซึ่งผู้ประกอบการ บางรายเริ่มปรับตัว แต่บางรายยังนิ่งเฉย เช่น พอใจชาแนล มีผู้ร้องเรียนว่าออกอากาศโฆษณาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรเจนนิฟู้ดส์ อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง และมีการยืนยันจาก อย.แล้วว่ามีความผิดจริง

“มติที่ประชุม กสท.ที่ผ่านมาแจ้งระงับการโฆษณาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกับผู้ประกอบการ ในช่องพอใจชาแนล ที่ฝ่าฝืนมาตรา 41 พ.ร.บ.อาหาร 2522 ขณะนี้รอเพียงสำนักงาน กสทช.ส่งหนังสือเตือน หากไม่ปฏิบัติตามหรืออ้างเหตุผลใด ๆ ก็ตาม กสทช.จะนำ เรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาการขอใบรับอนุญาต ปีที่ 2 ของช่องดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามจะจี้ไปยังแพลตฟอร์มที่ให้ช่องดังกล่าวออกอากาศ”

ล่าสุด กสทช.ยังต้องการมอนิเตอร์การโฆษณาและออกอากาศในทุกรูปแบบ เพื่อป้องกันปัญหาการหลอกลวงผู้บริโภคอย่างเต็มที่ โดยจะเริ่มใช้กับทีวีดาวเทียมและช่องเคเบิลก่อน ขณะนี้อยู่ในช่วงหาข้อสรุปว่าจะซื้อเครื่องมอนิเตอร์เอง หรือจ้างคนนอกมาดูแล

“สุภิญญา” กล่าวต่อว่า การตรวจสอบว่าโฆษณาดังกล่าวเกินจริง หรือได้รับ อย.หรือไม่ ต้องรอการยืนยันจาก อย.ก่อน ทำให้ระยะเวลาดำเนินการค่อนข้างนานหลายเดือน หาก อย.มีการปรับปรุงระบบต่าง ๆ ได้ คาดว่าจะร่นระยะเวลาเหลือเพียง 1-2 สัปดาห์

“ภญ.ศรีนวล กรกชกร” รองเลขาธิการองค์การอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า การบูรณาการของ อย. ด้วยการร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเต็มที่ ทั้งจะปรับแก้กฎหมาย 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยา ได้แก่ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 พ.ร.บ.ยา 2510 และ พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 โดยเพิ่มโทษปรับสำหรับผู้ประกอบการที่โฆษณาเกินจริง และไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. จากเดิม 5,000 บาท เป็นไม่เกิน 500,000 บาท หากมีการออกอากาศต่อหลังโดนสั่งระงับ จะมีการปรับรายวันไม่เกิน 1,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีการแก้ปัญหาการฝ่าฝืน หรือกระทำความผิดซ้ำซาก โดยพักใบอนุญาต, เพิกถอนทะเบียนตำรับ และสถานีโทรทัศน์หรือวิทยุที่ปล่อยให้มีการออกอากาศโฆษณา ที่ อย.ตรวจสอบว่ามีความผิด จะมีผลกระทบ ต่อการขอใบอนุญาตปีต่อไป รวมทั้งการวางแนวทางและระบบใหม่ให้พนักงานตรวจสอบรายชื่อสินค้าและโฆษณาที่ผิดกฎหมายได้รวดเร็วขึ้น

“พ.ต.อ.ไพฑูรย์ คุ้มสระพรหม” รองผู้บังคับ การปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กล่าวว่า ปัจจุบันช่องทางการหลอกลวง ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น แต่การปราบปรามของ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้มงวดเช่นกัน โดย บก.ปคบ.กำหนดมาตรการตรวจสอบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับโฆษณา 2 ด้าน คือ มาตรการป้องกัน โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น แผ่นพับ เว็บไซต์ เพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงพิษภัยของสินค้าที่เป็นอันตราย เป็นการปิดช่องทางของ ผู้กระทำความผิดให้น้อยลง และมาตรการปราบปราม มีศูนย์ปฏิบัติการ บก.ปคบ. มอนิเตอร์รายการและโฆษณาตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจับกุมผู้กระทำความผิดทุกรูปแบบ

“ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี” ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) พูดถึงการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนว่า จะมุ่งเน้นใน 3 ประเด็น คือ การสร้างความเข้มแข็งและรู้เท่าทันของสังคม ด้วยการดึงประชาชนเข้ามาเป็นส่วนร่วมเฝ้าระวังโฆษณาผิดกฎหมาย สร้างความเข้าใจกับสื่อมวลชนในการแยกแยะโฆษณาที่ถูกและผิดกฎหมาย รวมทั้งประสานความร่วมมือไปยังสถาบันการศึกษาเพื่อร่วมขับเคลื่อน

โดย กพย.ทำโครงการนำร่องให้ประชาชนรับรู้เท่าทันโฆษณา และกระจายไปยัง 4 จังหวัด 4 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ที่จังหวัดพะเยา มุ่งเน้นแก้ปัญหายาเป็นหลัก ภาคใต้ จังหวัดสงขลา แก้ปัญหาการขายตรง ภาคอีสาน ที่จังหวัดขอนแก่น รวมกลุ่มเหยื่อจากโฆษณาเดินสายถ่ายทอดประสบการณ์ และภาคกลาง สระบุรี ประสานงานกับ กสทช. พร้อมกับตั้งเป้าที่จะขยายจังหวัดนำร่องออกไปอีก 10 จังหวัด ภายในสิ้นปีนี้ด้วย

“หากผู้บริโภคมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวการ กระทำความผิดเกี่ยวกับการโฆษณา ทุกรูปแบบ แจ้งมายังสายด่วนที่ โทร. 1135 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ 1556 อย. และ 1200 กสทช. ก็ได้”

โฆษณา

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร