แผนปฏิรูป’โรงไฟฟ้าชีวมวล’รื้อเกณฑ์ใบอนุญาตสกัดมลพิษ

Untitled13ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้โครงการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าชีวมวล” เกิดขึ้นใน หลายพื้นที่ และนำมาซึ่งปัญหามลพิษในอากาศ ที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ตามมา

ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลายภาคส่วนตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการหยิบยกเข้าหารือในที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เพื่อหาแนวทาง “การป้องกันและลดผลกระทบด้านสุขภาพจากโรงไฟฟ้าชีวมวล” ในการวางยุทธศาสตร์ร่วมกัน จนกระทั่งผลักดันให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 เห็นชอบตามข้อเสนอของ คสช.มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการทันที เพื่อแก้ปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าชีวมวล

วิจิตรา ชูสกุล ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาอีสาน และเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ผลักดันในเรื่องนี้ว่า มาตรการป้องและลดผลกระทบจาก โรงไฟฟ้าชีวมวลตามมติ ครม.ครอบคลุมการจัดทำแผนพัฒนาพลังงานและแผนแม่บทพลังงานชีวมวลระดับจังหวัด การปรับปรุงประกาศหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการออกใบอนุญาต และการเพิกถอนใบอนุญาต รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การกำหนดที่ตั้ง และระยะห่างที่ชัดเจนและเหมาะสม ระหว่างโรงไฟฟ้าชีวมวลกับชุมชน สถานที่สำคัญ แหล่งน้ำสาธารณะ และแหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น

การปรับปรุงมาตรฐานการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าชีวมวล ตั้งแต่คุณภาพ น้ำทิ้ง อากาศ ของเสียที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ประสิทธิภาพของหม้อน้ำ เตาเผา ส่วนโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็ก ขนาดต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผล กระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จึงต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบและเฝ้าระวังผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างจริงจัง

พร้อมให้มีการส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชน โดยใช้กระบวนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพในระดับชุมชน (Community Health Impact Assessment : CHIA) เป็นเครื่องมือเพื่อให้การอนุมัติโครงการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นไปอย่างรอบคอบ และเร่งรัดให้มีการยกร่างแผนพัฒนาพลังงานและแผนแม่บทพลังงานชีวมวลระดับจังหวัด ใน 12 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ เพชรบูรณ์ ลำปาง อุตรดิตถ์ นครราชสีมา ชัยภูมิ อุดรธานี กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี นครศรีธรรมราช สงขลา และชุมพร และสนับสนุนอีก 12 จังหวัด ที่เครือข่ายภาคประชาชนมีกระบวนการเรียนรู้อยู่แล้วให้ยกร่างแผน ได้แก่ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ อุบลราชธานี เชียงราย ปราจีนบุรี สระแก้ว ชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง ตรัง กระบี่ และสตูล

ทั้งนี้ มี 2 ประเด็นที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเพิ่มเติม ได้แก่ การให้กระทรวงพลังงานเร่งรัดให้มีการลด ละ เลิก การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าชีวมวล และเรื่องการประกาศให้การประกอบกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพนั้น ครม.ได้มอบให้กระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) ไปพิจารณา พร้อมทั้งให้ปรับปรุงการจัดทำประมวลหลักการปฏิบัติงาน (CoP) ของ สกพ.ให้ครอบคลุมการจัดการมลพิษให้รอบด้านมากขึ้น และมอบหมายให้กรมอนามัยศึกษาผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล แล้วนำมาพิจารณาประกอบการประกาศเป็นกิจการที่เป็นอันตรายตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ต่อไป

“เราคงต้องติดตามมาตรการที่เสนอให้ยกเลิกการใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้า ชีวมวลต่อไปด้วย ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาอย่างไร จากปัจจุบันที่รัฐเปิดทางให้ใช้ถ่านหินได้ เพื่อให้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงทดแทนช่วงที่ไม่มีเศษวัตถุดิบทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิงเข้าโรงไฟฟ้า ช่วยให้เดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง แต่ เครือข่ายภาคประชาชนเห็นว่า หลักเกณฑ์นี้ ไม่สอดคล้องกับทิศทางการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน และยังส่งเสริมให้ โรงไฟฟ้าชีวมวลสร้างมลภาวะมากขึ้น”

วิจิตรายังเรียกร้องให้ผลักดันการทำแผนพลังงานจังหวัดให้สอดคล้องกับศักยภาพของท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแผน เพราะไม่ต้องการให้ภาครัฐนำ เป้าหมายที่เป็นปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่ต้องจ่ายเข้าสู่ระบบมาเป็นตัวตั้งในการวางแผนพลังงานจังหวัด

“โรงไฟฟ้าที่ได้รับการอนุมัติให้ตั้ง ในพื้นที่ ต้องสร้างกลไกให้ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วม หรือมีอำนาจในการดำเนินงานโรงไฟฟ้าด้วย เช่น การให้ภาคประชาชนมีหุ้นส่วนในโรงไฟฟ้า แทนที่ผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว”

หน่วยงานเกี่ยวข้องยังควรเร่งรัด แนวทางการลดผลกระทบ โดยเฉพาะการตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ที่อยู่ในความดูแลของ สกพ.พบว่ามีความล่าช้า หลังจาก มีการปรับปรุงระบบการอนุมัติเงิน ซึ่งให้รวมศูนย์ที่ สกพ.ส่วนกลาง ทั้ง ๆ ที่เป็นกลไกช่วยประชาชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างการนำเงินไปใช้ในการจัดหาที่เก็บน้ำให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ในฤดูแล้งอย่างทั่วถึง หลังจากที่ต้องแบ่งน้ำไปให้การผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

แม้จะมีมติ ครม.เป็นเครื่องการันตีแล้ว แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องอาศัยเวลา และข้อมูลในการตรวจสอบต่อไปว่าจะเข้ามาช่วยดูแลผลกระทบโรงไฟฟ้าชีวมวลในทางปฏิบัติได้จริงหรือไม่ อาทิ หลักเกณฑ์การปฏิบัติ (COP) ของ สกพ.ที่วางกรอบให้โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต้องดูแลผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดด้วย

มาตรการป้องกันและลดผลกระทบระยะยาวที่ ครม.เห็นชอบครั้งนี้จะช่วยลด ผลกระทบจากการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่นับวันจะขยายตัวได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับกลไกการปฏิบัติของหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่อย่างน้อยก็เป็นเครื่องสะท้อนถึงรูปธรรมความสำเร็จ ก้าวหนึ่งของกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภายใต้ “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” อย่างแท้จริง

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน โรงไฟฟ้า ชีวมวล และติดป้ายกำกับ , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร