‘ตรวจสุขภาพ’เกินจำเป็นสิ่งที่’ประชาชน’ต้องเข้าใจ

Untitled1กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

 ดวงกมล สจิรวัฒนากุล:

เมื่อพูดถึง “การตรวจสุขภาพ” คนส่วนใหญ่ต่างมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นตัวช่วยในการป้องกันและรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ในกรณีที่ตรวจพบโรคหรือความผิดปกติของร่างกาย ทว่าการตรวจสุขภาพที่เป็นไปในลักษณะแบบผิดทิศผิดทาง อาจให้ผลในทางที่กลับกัน แทนที่จะเป็นการตรวจเพื่อส่งเสริมสุขภาพ พบว่าในหลายกรณียังเป็นการตรวจที่เกินความจำเป็น

นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและการจัดการสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นนโยบายการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประชาชน ของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ บอกถึงปัญหาการตรวจสุขภาพ ซึ่งต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ การเข้าถึงการตรวจสุขภาพที่มีความจำเป็นเพื่อป้องกันและคัดกรองความเสี่ยง ปัจจุบันสถานการณ์นี้ดีขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการตรวจมะเร็งปากมดลูก ช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้มีผู้หญิงที่เข้ารับการตรวจน้อยมาก เพราะไม่เข้าใจ ขาดความตระหนัก รวมถึงอายที่จะรับการตรวจ แต่หลังจากการรณรงค์ต่อเนื่องส่งผลให้อัตราการตรวจเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 60 ในกลุ่มผู้หญิงอายุ 30-60 ปี สะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่เริ่มตื่นตัวต่อการดูแลและตรวจสุขภาพมากขึ้น

นพ.วิวัฒน์ บอกว่ากระแสการตื่นตัวในการตรวจสุขภาพนี้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ส่งผลให้เกิดปัญหาการตรวจสุขภาพที่เกินความจำเป็นตามมา มีการขานรับกระแสโดยเฉพาะจากภาคธุรกิจเอกชน ที่มีการส่งเสริมจัดแพ็คเกจบริการตรวจสุขภาพอย่างแพร่หลาย และมีการทำเป็นบัตรของขวัญตรวจสุขภาพตั้งแต่ราคาไม่ถึงพันจนถึงหลายหมื่นบาท ตั้งแต่เจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ การเอกซเรย์ เป็นต้น ทั้งที่การตรวจหลายอย่างนอกจากไม่มีความจำเป็นแล้ว พบว่ายังส่งผลเสียตามมาจากการตรวจในกรณีที่ออกมาเป็นผลลวง ซึ่งนอกจากทำให้เกิดความกังวลแล้ว อาจทำให้เสียเงินจากการมุ่งรักษาโรคต่อเนื่อง

“มีตัวอย่างกรณีของผู้หญิงคนหนึ่ง อายุ 45 ปี ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ แต่เนื่องในวันแม่ ลูกๆ พาไปตรวจสุขภาพเพื่อเป็น ของขวัญ ที่มีการโฆษณาขายแพ็คเกจใน โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ผลการตรวจอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้นค่า CA 125 มีค่าสูง 50 IU/m ทำให้ผู้ป่วยและญาติกังวลและกลัวว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ แพทย์จึงแนะนำให้ทำอัตราซาว์ดบริเวณอุ้งเชิงกราน ผลพบว่า รังไข่ข้างขวามีขนาด 14 cc จากปรกติซึ่งอยู่ที่ 10 cc จึงให้มีการตรวจเพิ่มเติมโดยการส่องกล้องผ่านหน้าท้อง

แต่เนื่องจากผู้หญิงรายนี้สามารถเบิกสิทธิข้าราชการได้ จึงย้ายไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ โดยแพทย์ได้ทำการผ่าตัดปีกรังไข่ข้างซ้ายด้วยการส่องกล้องหน้าท้อง ปรากฏว่าผลคือไม่พบเซลล์มะเร็ง แต่หลังจากนั้นได้เกิดอาการปวดท้อง ต้องผ่าตัดฉุกเฉินและพบว่ามีหนองบริเวณช่องท้องจากลำไส้ทะลุ นี่เป็นเพียงแต่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น” นพ.วิวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพในกรณีที่ผลการตรวจพบว่า ไม่มีอาการหรือป่วยเป็นโรค แต่อาจส่งผลลบต่อผู้รับการตรวจได้เช่นกัน อย่างกรณีผู้ที่สูบบุหรี่จัด หากผลเอกซเรย์ปอดพบว่า ปอดปกติไม่เป็นอะไรเลย อาจทำให้บุคคลดังกล่าวเกิดความประมาทและสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่พยายามลดการสูบลง แทนที่จะไม่ป่วยก็เลยป่วยแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระวังเช่นกัน

ดังนั้น การตรวจสุขภาพที่ถูกต้องนั้น ไม่ใช่การตรวจเพื่อมุ่งค้นหาว่าป่วยเป็นโรคอะไร แต่ต้องเป็นการตรวจในขณะที่ยังไม่ป่วย เน้นหาปัจจัยเสี่ยงความเป็นไปได้ว่าอาจป่วยด้วยโรคอะไร เพื่อแนะนำให้มีการดูแลสุขภาพ ปรับพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว

ทั้งนี้การตรวจใช้วิธีการซักประวัติ ผู้ป่วยเป็นหลัก หากพบความผิดปกติ จึงจะให้มีการตรวจเพิ่มเติม ซึ่งหลายโรคสามารถใช้วิธีการซักประวัติผู้ป่วยได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้การตรวจโดยห้องปฏิบัติการ อย่างโรคมะเร็งลำไส้ ในคนที่ไม่มีใครในครอบครัวป่วยด้วยโรคนี้ ไม่จำเป็นต้องตรวจเลย จึงใช้วิธีการซักประวัติได้ บวกกับการถามถึงอาการที่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร ไม่ใช่ การข้ามกระโดดตรวจโดยใช้วิธีส่องกล้องเลย ซึ่งถือว่าเป็นการตรวจที่เกินจำเป็น

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการตรวจซักประวัติต้องใช้เวลาการตรวจอย่างน้อย 15-30 นาที ทำให้เสียเวลาในการตรวจผู้ป่วย ดังนั้นแพทย์จึงมักถามเพียงแค่ 2-3 คำถามและใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการแทน

ปัญหาการจัดแพ็คเกจตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลเอกชนที่ถูกมองว่าเกินความจำเป็น นพ.วิวัฒน์ มองว่า การจะเข้าไปควบคุมโดยตรงคงทำได้ลำบาก จึงต้องเน้นที่การให้ความรู้ประชาชนว่าการตรวจสุขภาพ อะไรที่เป็นการตรวจที่จำเป็น และอะไรเป็นการตรวจที่เกินความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถเป็นผู้เลือก ซึ่งในที่สุดจะทำให้โรงพยาบาลเหล่านี้ต้องจัดแพ็คเกจการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมออกมาขายแทน

นอกจากนี้การตรวจสุขภาพบางอย่างไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปี บางโรคตรวจเพียงแค่หนเดียวก็พอ อย่างมะเร็งตับที่มีสาเหตุจากไวรัสตับอักเสบบี หรือมะเร็งปากมดลูกที่ควรตรวจทุก 3 ปี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนไม่ต้องเสียเงินตรวจสุขภาพโดยไม่จำเป็นได้

“ก่อนหน้านี้ผมมีอาการเหมือนจะเป็นโรคหัวใจ ภรรยาผมก็ไปหาแพ็คเกจตรวจหัวใจมาให้ราคาสูงถึง 12,000 บาท แต่เนื่องจากผมเป็นแพทย์ที่มีความรู้ จึงไม่เห็นด้วย และเลือกที่จะไปทำการตรวจเฉพาะคลื่นหัวใจแทนซึ่งก็ทราบผลเหมือนกัน เสียเงินเพียงแค่หลักพันบาทเท่านั้น ดังนั้นทำอย่างไรที่จะกระจายความรู้แบบนี้ให้ประชาชนรับทราบถึงการตรวจที่จำเป็นเท่านั้น”

นพ.วิวัฒน์ บอกว่า บริการตรวจสุขภาพที่เกินความจำเป็นนั้น โรงพยาบาลรัฐก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน โดยมีการเบิกค่าใช้จ่ายการตรวจที่เกินความจำเป็น โดยเฉพาะจากกองทุนระบบสวัสดิการข้าราชการที่ให้สิทธิ์การตรวจสุขภาพถึง 16 รายการ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศระบุว่า หากมีการจัดแนวทางการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมและคุ้มค่า จะช่วยประหยัดงบประมาณการตรวจสุขภาพในระบบนี้ลงได้ถึง 1 ใน 3 และนำเงินที่ประหยัดนี้มากระจายให้กับผู้ที่อยู่ในระบบและยังเข้าไม่ถึงการตรวจสุขภาพที่จำเป็นแทน

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6 นี้ เรื่องการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมได้ถูกนำเสนอและบรรจุเป็นหนึ่งในวาระการประชุม เนื่องจากต่างมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และนับวันยิ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา แม้แต่ทางแพทย์สภา สมาคมและสภาวิชาชีพแพทย์สาขาต่างๆ ต่างให้ความสำคัญ

‘การตรวจสุขภาพที่ถูกต้องนั้น ไม่ใช่การตรวจเพื่อมุ่งค้นหา’ว่าป่วยโรคอะไร แต่ต้องเป็นการตรวจที่เน้นหาปัจจัยเสี่ยง ว่าอาจป่วยด้วยโรคอะไร’ วิวัฒน์ โรจนพิทยากร

 

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ตรวจสุุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร