คอลัมน์ พินิจ พินิจการเมือง: อนาคตสังคมไทย ปชต.มีส่วนร่วม

Untitled5โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นพ.อำพล จินดาวัฒนะ :

เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

ประชาธิปไตยไม่ไช่มีแค่การเลือกตั้ง เลือกแล้วก็มอบอำนาจให้ผู้แทนไปออกกฎหมาย ไปบริหารประเทศตามใจชอบ

อำนาจอธิปไตยยังคงเป็นของประชาชนอยู่เสมอ ทุกคนมีทั้งสิทธิและหน้าที่ในการร่วมคิดร่วมทำ ไม่ใช่ปล่อยเป็นเรื่องของสส. สว.รัฐบาล ศาล คิดและทำกันไปเอง

ประชาธิปไตยแบบตัวแทนต้องมี แต่ไม่ไช่คำตอบเดียว

การเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปทำงานตามระบบรัฐสภา ไปออกกฎหมาย ไปบริหารประเทศจำเป็นต้องมี แต่ระบบนี้ต้องได้รับการปฏิรูปขนานใหญ่ เพราะที่ผ่านมา ผู้แทนเมื่อได้รับอำนาจให้เข้าไปทำแทนประชาชน กลับไม่ได้ทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชนคนเล็กคนน้อยแต่กลับไปทำตามกลุ่มผลประโยชน์ของบนพรรคพวก อุปถัมภ์กัน ฉ้อฉล ใช้อำนาจบาตรใหญ่ มากกว่าทำเพื่อประโยชน์ประชาชน

ปรากฏการณ์ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผิดเพี้ยน การกู้2 ล้านล้าน การทุจริตในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ การสร้างโรงพักร้างทั่วประเทศ ฯลฯเป็นหลักฐานที่เห็นได้ชัดถึงความเลวร้ายในการใช้อำนาจโดยมิชอบของการเมืองระบบตัวแทน

ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนจึงต้องได้รับการปฏิรูป ต้องสร้างระบบหรือช่องทางที่สะดวกและชัดเจน ให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ เพราะรัฐบาลและ สส.มักเฉยเมยไม่ให้ความสำคัญกับข้อเสนอจากประชาชน เช่นการเข้าชื่อเสนอกฎหมายก็มักถูกดองหรือทำให้ผิดเพี้ยนไป นี่คือด้านมืดของ “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน” ที่ลิดรอนสิทธิของประชาชน

อย่างนี้ต้องแก้กันใหม่ ต้องวางกฎเกณฑ์กติกา บังคับให้รัฐบาลต้องฟังความเห็น

ประชาชนอย่างจริงจังและทั่วถึงในทุกขั้นตอนจะเอาง่ายเข้าว่า โดยถือว่าได้รับมอบอำนาจมาจากการเลือกตั้งแล้ว จะทำอย่างไรก็ได้ เท่านั้นไม่ได้อีกแล้ว

กรณีที่มีผู้เสนอให้ตั้ง “กลไกประชาชน”หรือ “สภาประชาชน” ขึ้นมาทำหน้าที่คู่ขนานกับระบบรัฐสภา เพื่อให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐ (ทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ) ก็เป็นแนวคิดหนึ่งที่ดี แต่แนวคิดนี้ก็ต้องระวังไม่ให้เกิดระบบขุนนางประชาชนใหม่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะไม่ต่างกับระบบผู้แทนในรัฐสภา

ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับการสร้างระบบการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในทุกระดับ เช่นอาจใช้ระบบสมัชชาประชาชนในหลายระดับเข้ามาประกบทำงานขนานไปกับภาครัฐ เป็นต้น

พลิกกลับโครงอำนาจ : บนลงล่าง

ถ้าเมืองไทยไม่พลิกกลับโครงสร้างอำนาจโดยกระจายถ่ายโอนอำนาจไปให้ “ชุมชนท้องถิ่นจัดการกันเอง” ประเทศก็จะเดินก้าวหน้าไปได้ยากลำบาก นักธุรกิจการเมืองก็จะหาทางเข้าสู่อำนาจเหมือนเดิม เพื่อเข้ายึดกุมผลประโยชน์ไว้สำหรับพวกตน พรรคตนเช่นเดิมไม่รู้จบ

การถ่ายอำนาจไปให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการกันเอง ต้องสร้างระบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมให้เกิดไปพร้อมๆ กัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดประชาธิปไตยแบบตัวแทน ยึดอำนาจ แบ่งกันไปกดขี่ประชาชนเหมือนที่เกิดในส่วนกลางด้วย

ส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

หลายคนพยายามทำให้ประชาชนเผลอเข้าใจว่า ประชาธิปไตย คือการที่คนมีสิทธิ

ออกเสียงเลือกผู้แทน จบแล้วก็แล้วกันไปปล่อยให้ตัวแทนทำงานไป ที่จริงไม่ใช่ประชาชนยังมีสิทธิและหน้าที่ในการริเริ่มร่วมคิด ร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะทุกเรื่องรวมไปถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของคนในระบบตัวแทนในทุกระดับด้วย

ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดแล้ว แต่ยังไม่มีรัฐบาลไหนสร้างระบบ กฎเกณฑ์กติกาที่เอื้ออำนวยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงมีชุดประสบการณ์อยู่บ้างก็ยังไม่มาก เช่นกระบวนการสมัชชาสุขภาพตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่สร้างช่องทางและกระบวนการให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ร่วมริเริ่ม ร่วมคิด ร่วมพัฒนา และขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบเน้นการมีส่วนร่วม

ชุดบทเรียนนี้ อาจนำมาปรับใช้และขยายผลให้มีกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมในทุกเรื่องทุกระดับ ก็จะทำให้ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเกิดขึ้นได้จริง และเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆโดยอาจช่วยกันคิดรูปแบบวิธีการใหม่ๆ และทดลองทำกันให้มากขึ้น

ปรากฏการณ์ที่ราชการหรือรัฐบาลคิดเสร็จแล้ว เพียงแค่ไปถามชาวบ้านพอเป็นพิธีจะต้องลดน้อยถอยลง

ส่งเสริมประชาธิปไตยทางตรง : สร้างพลังพลเมืองอิสระ

ประชาชนมีพลังสำคัญ คือ “พลังการรวมตัวกัน ร่วมคิดร่วมทำ” ในอดีตคนข้างบนไม่นิยมชมชอบให้ประชาชนรวมตัวกัน เดี๋ยวมันหัวแข็ง ปกครองยาก แต่สังคมประชาธิปไตยคนทุกคนมีคุณค่า มีศักดิ์เท่าเทียมกัน การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ทำให้คนฉลาดขึ้น สามารถใช้พลังรวมกันเข้าเป็นพลังของเมือง ทำเรื่องยากๆ สำเร็จได้ เป็นการเปลี่ยนจาก “ราษฎร” หรือประชาชนธรรมดาทั่วไป เป็น “พลเมือง”

พลเมือง คือ พละกำลังของบ้านเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาประเทศ

ณ พ.ศ.นี้ สังคมไทยมีพลเมืองเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าคนเสื้อสีใด คนกลุ่มใด มีอาชีพอะไรชอบอะไรไม่ชอบอะไร เป็นความหลากหลายที่เป็นธรรมชาติธรรมดา แต่ถ้าคนเหล่านี้มีสำนึกเพื่อบ้านเมืองสนใจความเป็นไปของบ้านเมืองอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม อยากให้ประเทศชาติดีกว่าเดิม เป็นธุระ เอาใจใส่ ไม่ใช่แค่อาศัยอยู่หากินไปวันๆ คนเหล่านี้ล้วนเป็นพลังพลเมืองทั้งสิ้น

ประเทศชาติจะก้าวหน้าไปได้ดี ถ้ามีพลเมืองมากๆ รวมตัวกันคิดโน่น-ทำนั่นไม่ยอมให้สิ่งไม่ดีงาม ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ก็จะกลายเป็นพลังนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้า

เป็น “คนไทยที่ไม่เฉย” กระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมกิจการบ้านเมือง ไม่นิ่งดูดายสยบยอมหมอบราบคาบแก้ว ไม่ให้ใครจูงไปทางไหนง่ายๆ “คนไทยไม่เฉย” คือ พลเมืองไทยใจสาธารณะ ที่ขยันทำหน้าที่ “เฝ้าระวังตรวจสอบ ชอบเป็นธุระ”

เราต้องร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนให้พลังพลเมืองเติบโตได้อย่างอิสระ ไม่ตกไปอยู่ใต้อาณัติของใคร กลุ่มเหล่าใด ที่จะทำเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่มตน ไม่ตกไปอยู่ในระบบหรือสถาบันใด ที่จะนำพาไปสู่การเป็นคนที่มีสถานะใหม่ที่มีชนชั้น ซึ่งจะหมดความเป็นพลเมืองไปอย่างน่าเสียดาย

เราต้องช่วยกันเปิดพื้นที่สาธารณะให้มากและหลากหลาย เพื่อให้พลังพลเมืองอิสระได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ไร้ขีดจำกัด

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ปฏิรูปประเทศไทย และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร