‘นายกฯ’เปิดเวทีกลางถกทางออกเชิญกปปส.-ปชป.ร่วม ‘กำนันเทพ’เมินไม่ขอแจมด้วย! อ้าง14ธ.ค.ได้เข้าพบ’ผบ.สส.’แน่ ม็อบฮือปีนรั้วทำเนียบซ้ำอีกรอบ

เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ดีเดย์ 15 ธ.ค. “ยิ่งลักษณ์” ประกาศเปิดเวทีระดมสมองหาทางออกประเทศ มอบปลัดสำนักนายกฯ ประสานทุกภาคส่วน บอกยินดีหาก กปปส.เข้าร่วม ด้านพรรคประชาธิปัตย์ ปัดร่วมสังฆกรรม ไล่ “ยิ่งลักษณ์” ตอบให้ตรงคำถาม จะลาออกจากนายกฯ รักษาการหรือไม่ ขอเปิดทางคนกลางลดปมขัดแย้ง “เพื่อไทย” ท้า ปชป. สู้ศึกเลือกตั้ง ยังไม่ฟันธง “ปู” ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ผู้นำเหล่าทัพปฏิเสธให้ “สุเทพ” เข้าหารือ อ้างให้ไปคุยกับกลุ่มอื่น ๆ ก่อน ด้านเลขาฯ กปปส. ลุยเจรจากับ 7 องค์กรธุรกิจ ขณะที่หน้าทำเนียบรัฐบาลป่วน ม็อบ คปท. ฮือรื้อลวดหนามรอบรั้วแล้ว พบมีม็อบกับตำรวจปะทะกันเล็กน้อยยิงหัวนอตใส่กัน มีตำรวจหัวแตก ด้านม็อบเดือดตัดน้ำตัดไฟในทำเนียบกดดัน

“ปู”แถลง รบ.พร้อมเปิดใจ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 12 ธ.ค. ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิม พระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงมีใจความว่า ตามที่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง และการชุมนุมทางการเมืองที่ต่อเนื่อง รัฐบาลในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้รัฐบาลพร้อมที่จะเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อแสวงหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศไทย ซึ่งวันนี้ได้ทราบว่ามีหลายกลุ่มพยายามเปิดพื้นที่ต่อสาธารณชน เพื่อให้มีเวทีในการพูดคุยด้วยแนวทางสันติวิธี เพื่อให้การปฏิรูประเทศไทยในวันข้างหน้า

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อได้มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 แล้วควรจะได้ร่วมกันในการหารือกับทุกฝ่ายเพื่อเป็นพื้นฐานของสันติวิธี โดยควรมีการแสวงหาข้อตกลงร่วมกันในอนาคตว่า หลังจากการเลือกตั้งแล้วจะมีแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยอย่างไรให้เป็นรูปธรรม เพื่อที่จะแก้ปัญหาในระยะยาวรัฐบาลได้พิจารณาความเห็นดังกล่าว ประกอบกับข้อมูลข่าวสารและข้อเสนอที่หลายฝ่ายในสังคมไทยกำลังช่วยกันระดมความคิดเพื่อให้สามารถก้าวเดินต่อไปได้

15 ธ.ค. ถกหาทางออก

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า รัฐบาลยินดีที่จะช่วยในการอำนวยความสะดวกให้เกิดเวทีดังกล่าวขึ้น และได้ขอให้นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบไปดำเนินการ เชิญชวนภาคส่วนต่าง ๆ ที่เป็นตัวแทนของภาคการเมือง ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ภาคราชการ รวมถึงสื่อมวลชน เพื่อ หาทางออกร่วมกัน ในวันที่ 15 ธ.ค. เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งรัฐบาลหวังว่าหลังจากการประชุมร่วมหารือกัน ในลักษณะที่เปิดใจกว้างเช่นนี้ เชื่อว่าจะมีข้อเสนอที่ชัดเจนเพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมไทยได้มองเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาประเทศ ต่อไป

ยินดี กปปส.เข้าร่วมวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังที่นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ ได้เปิดเผยว่า จะไม่เข้าร่วมเวทีดังกล่าวเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง และไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลา และยังไม่มีการตั้งชื่อเวทีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อถามว่า เป็นการถอยอีกก้าวหนึ่งหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเพียงแต่ยิ้ม และกล่าวว่าเวทีนี้จะเป็นเวทีที่เปิดกว้างซึ่งนายธงทอง จะทำการหารือถึงความชัดเจนและรูปแบบต่าง ๆ และในวันที่ 13 ธ.ค. จะชี้แจงความชัดเจนให้ทราบถึงรายละเอียดของเวทีดังกล่าว ซึ่งหากทาง คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) พิจารณาแล้วจะเข้าร่วมในเวทีดังกล่าวก็ไม่มีปัญหา

ท้าปชป.สู้ศึกเลือกตั้ง

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวยืนยันว่าพรรคเพื่อไทย มีความพร้อมในการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ทั้งนี้ได้มีการประชุมวางตัวผู้สมัครในพื้นที่ต่าง ๆ แล้ว และขอเชิญพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาแข่งกันในสนามเลือกตั้ง เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่หากพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่ารู้สึกเป็นกังวล แต่พรรคเพื่อไทย จะพยายามทำให้การเลือกตั้งเดินหน้าต่อไปได้

ยังไม่ฟันธง”ปู”เบอร์ 1

สำหรับประเด็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะลงสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 หรือไม่นั้น นายจารุพงศ์ กล่าวว่า ต้องรอคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครของพรรคหารือกันก่อน ทั้งนี้ตนยืนยันว่าจะส่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงสมัครเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 และหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ลงสมัครก็ไม่มีการวางคนสำรองเอาไว้

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกพรรคเพื่อไทยและคณะทำงานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมความพร้อมในการคัดเลือกผู้สมัครของพรรค โดยแบ่งหน้าที่เป็น 5 โซน ซึ่งมาช่วยดูในส่วนของผู้สมัครภาคกลาง และขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่ารายชื่อจะเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 23 ธ.ค. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อในลำดับ 1 หรือไม่นั้น ขณะนี้ผู้ใหญ่ของพรรคยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

เคลียร์บ้านเลขที่ 111-109

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณี สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ที่พ้นโทษเว้นวรรคทางการเมือง รวมทั้งผู้สมัครจากพรรค การเมืองอื่นที่สมัครมาเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย จะพิจารณาจาก ส.ส.เดิมของพรรคเพื่อไทย เป็นอันดับแรก ส่วนผู้ที่สมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย รายใหม่นั้นก็จะเติมเต็มในพื้นที่ที่พรรคยังขาดผู้สมัครเช่น พื้นที่ภาคกลาง อาทิ ราชบุรี สุโขทัย เป็นต้น

นายสุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โดยหลักการแล้วพรรคก็จะส่งผู้สมัครที่เป็นอดีต ส.ส.ในพื้นที่เดิม ส่วนกรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. อาจจะชี้มูลความผิด 312 ส.ส.-ส.ว. ประเด็น ร่วมกันลงชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. นั้น ตรงนี้ขอให้วางใจได้ เพราะขั้นตอนกระบวนการพิจารณาสอบสวนต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อง 6-7 เดือน ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นปัญหา พรรคจะยังพิจารณาส่ง ส.ส.เดิมลงสมัครก่อน

เมินร่วมเวทีทางออก ปท.

อีกด้านหนึ่ง นายศุภชัย ศรีหล้า รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เสนอตั้งเวทีเพื่อให้ทุกภาคส่วน แสวงหาทางออกให้กับประเทศ ว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรี หมดความชอบธรรมไปแล้ว ดังนั้นเรื่องที่กำลังเสนอถือว่าไม่มีความชอบธรรม เพราะเป็นหนึ่งในความขัดแย้ง จึงไม่สามารถเป็นเจ้าภาพเปิดโต๊ะเจรจาใด ๆ ได้อีก จึงขอให้นายกรัฐมนตรี เสียสละ ลาออกจากการเป็นนายกฯ รักษาการ เพื่อให้คนกลางได้เข้ามาทำหน้าที่ปลดความขัดแย้ง หยุดเล่นละครเพื่อซื้อเวลาของรัฐบาล หากนายกฯ ยังอยู่ในตำแหน่งจะยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศ

“แนวทางการตั้งเวทีของนายกฯ ยังไม่ชัดเจน นายกฯ บอกให้ข้าราชการประจำและคนที่มาเข้าร่วมกำหนดกันเอง ไม่ทราบว่าหมายความว่าอย่างไร ขอให้ย้อนกลับไปมองเวทีล่าสุด ที่ให้ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นผู้ประสานกับกลุ่มต่าง ๆ ไม่ทราบว่าหน้าแหกไปถึงไหนแล้ว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเวทีปาหี่ในครั้งนี้ของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รู้ทัน และจะไม่เข้าร่วมแน่นอน” นายศุภชัยกล่าว

จับผิด ข้อเสนอ “ปู”

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี เรียกร้องเหมือนกับสิ่งที่ นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พูดหลังจากหารือกับกลุ่มข้าราชการเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยแนะคู่ขัดแย้งหารือร่วมกันด้วยสันติวิธีก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ใช่ความเห็นของข้าราชการ แท้ ๆ แต่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นว่าเป็นการเตี๊ยมกันไว้ก่อนแล้ว และข้อเสนอที่นายกฯ เสนอถือว่าเคยเสนอมาตลอด ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การทำประชามติ จนถึงการจัดเวทีปฏิรูปประเทศ แต่ก็ไม่สำเร็จ และไม่ใช่คำตอบที่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ต้องการ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรี ตอบให้ตรงกับโจทย์ คือจะลาออกจากนายกฯรักษาการหรือไม่ เชื่อว่าข้อเสนอของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ครั้งนี้ คงจะไม่เป็นผลสำเร็จ

จี้ พท. หาทางออกประเทศ

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้หลายฝ่ายกำลังมองว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 จะเกิดขึ้นหรือไม่ และการเลือกตั้งจะเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้จริงหรือไม่ และหวังว่าพรรคเพื่อไทย จะปรับทัศนคติว่าการเลือกตั้งที่ได้มาซึ่งเสียงข้างมากไม่มีสิทธิกระทำการเหนือกฎหมาย ได้ ทั้งนี้ได้มีหลายฝ่ายเสนอทางออกให้กับประเทศ โดยเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทางออก แต่ต้องมีการปฏิรูปประเทศ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ทุกฝ่ายยอมก่อนจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง จึงอยากให้พรรคเพื่อไทยร่วมเสนอทางออกประเทศ ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ จะมีการประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 16-17 ธ.ค. นี้ โดยจะมีการออกแบบการนำเสนอโครงสร้างปฏิรูปให้กับประชาชน ได้รับทราบเพื่อให้ประเทศไทยมีทางออกในวันข้างหน้าด้วย

เสนอชื่อหัวหน้า ปชป. คนใหม่

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า การประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ตนจะเสนอตัวลงสมัครในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการปฏิรูปพรรคให้มีผลเป็นรูปธรรมและเห็นว่าในคณะกรรมการบริหารพรรค ควรจะมีสาขาพรรคส่งตัวแทนเป็นกรรมการบริหารพรรคภาคละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 5 คน เพื่อให้มีความยึดโยงระหว่างส่วนกลางและภูมิภาค และควรให้สาขาพรรคร่วมเป็นกรรมการในทุกชุด

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่หัวหน้าพรรคจะไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายอลงกรณ์ กล่าวว่า หากนายอภิสิทธิ์ ไม่ลงสมัครในตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก็ยังมีบุคคลอื่นที่เหมาะสมเช่นนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน และขณะนี้เป็นประธานสถาบันออกแบบประเทศไทย ซึ่งถือว่าทำงานให้กับพรรคอยู่ นอกจากนั้นยังมีนายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการอังค์ถัด ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของทั่วโลก แต่ขึ้นอยู่ที่นายอภิสิทธิ์ ว่าจะไม่ลงสมัครในตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือไม่ ส่วนตำแหน่งเลขาธิการพรรคขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคจะเป็นผู้คัดเลือก

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า สำหรับการลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 2 ก.พ. 57 นั้นถือเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากมากและเห็นใจหัวหน้าพรรค ทั้งนี้หากพรรคพิจารณาส่งผู้สมัครก็จะมีผลกระทบต่อข้อเสนอในการปฏิรูปประเทศของกลุ่ม กปปส. ซึ่งอาจทำให้ถูกมองว่าเป็นการไปรับรองการเลือกตั้งที่ กปปส. มอง

ว่าไม่มีความชอบธรรม และหากพรรคประชา ธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งก็จะถูกมองว่าพรรคไม่ยึดมั่นในระบอบรัฐสภาและรัฐธรรม นูญ อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าสมาชิกพรรคมีวินัยเพียงพอในการที่จะปฏิบัติตามมติพรรค และขณะนี้ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวว่าจะมีอดีตส.ส. คนใดจะลาออกจากพรรคหรือไปตั้งพรรคการเมืองใหม่

กปปส.ปัดข้อเสนอนายกฯ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. ได้แถลงปฏิเสธคำเชิญของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องการให้ กปปส. เข้าร่วมเวทีเพื่อหา ทางออกให้แก่ประเทศ โดยระบุว่านายกรัฐมนตรี ไม่เคยฟังเสียง และไม่เข้าใจมวลมหาประชาชน เพราะสิ่งที่ กปปส. ต้องการคือปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้สิ่งที่นายกรัฐมนตรีแถลงเป็นเพียงการให้ประชาชนตายใจ เพื่อรักษาอำนาจ

“ดำรงค์”พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง

ที่พรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย (ทป.) นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรค ทป. ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค โดยยืนยันว่ามีความพร้อมในการเลือกตั้ง 2 ก.พ.2557 โดยพรรคจะส่งผู้สมัครในระบบปาร์ตี้ลิสต์ ประมาณ 20 คน ซึ่งขณะนี้ มีผู้สมัครพร้อมแล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักอนุรักษ์ นักกฎหมายที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ จะส่งผู้สมัครระบบเขตในบางจังหวัด เนื่องจากได้มีผู้แสดงความประสงค์ ขอลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ทป. โดยจะออกค่าใช้จ่ายเอง มีหลากหลายอาชีพ ทั้งราชการ พนักงานธนาคาร เป็นต้น

กำหนดการสมัคร ส.ส.

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายประพันธ์ นัยโกวิท คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กกต. ถึงการดำเนินการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ. 2557 ว่า กกต. จะเปิดรับสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ระหว่างวันที่ 23-27 ธ.ค. 2556 แบบแบ่งเขต วันที่ 28 ธ.ค. 2556-1 ม.ค. 2557 และจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 26 ม.ค. 2557

“สำหรับการแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นจะยึดเขตเลือกตั้งเดิมเมื่อการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. 54 แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในบางจังหวัดที่มีการเพิ่มลดของจำนวนประชากร ซึ่งเบื้องต้นมี 2 จังหวัดที่มีการเปลี่ยนแปลงของประชากร โดย จ.นนทบุรี จะมีจำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้นจาก 6 คนเป็น 7 คน และ จ.สุโขทัย ลดลงจาก 4 คนเหลือ 3 คน ซึ่งในที่ 16 ธ.คนี้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศจะได้นำเสนอข้อมูลต่อ กกต. เพื่อพิจารณาเรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้งและจะได้เสนอไปยังพรรคการเมืองเพื่อขอความเห็นต่อไป” นายประพันธ์ กล่าว

312อดีต ส.ส.-ส.ว.สมัครได้

นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับอดีตสมาชิกรัฐสภาจำนวน 312 คน ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของ ป.ป.ช. กรณีร่วมกันลงชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. นั้น ยังสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด แม้ ป.ป.ช. จะมีการชี้มูล หรือสั่งฟ้องก่อนวันที่ 2 ก.พ. 2557 ก็ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ เพราะตามกฎหมายกำหนดลักษณะต้องห้ามของการลงสมัครรับเลือกตั้งไว้เพียงเป็น ผู้ที่ถูกคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ดังนั้นแม้ ป.ป.ช. ชี้มูลอดีต ส.ส. 312 คน ถ้ายังไม่มีคำพิพากษาศาลถึงที่สุดให้จำคุก ก็ยังมีสิทธิเป็นผู้สมัครอยู่

หนุน พ.ร.ก.ตั้งสภาปฏิรูป

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า อยากให้ทุกภาคส่วนมองข้ามสถาน การณ์ปัจจุบันไปให้ไกลกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมาประชาชนรู้สึกว่าพวกเขาถูกกระทำโดยการทุจริตทุกหย่อมหญ้า และหากพ้นจากตระกูลชินวัตร ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากระบบเดิมหรือไม่ ทั้งนี้นักวิชาการ ควรช่วยกันระดมความคิดเพื่อวางระบบใหม่ ให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ ยุติธรรม ควบคู่กับการปฏิรูปประเทศไทย และขอสนับสนุนแนวทางของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เสนอให้ออก พ.ร.ก.เพื่อตั้งสภาปฏิรูปประเทศ

“สภาปฏิรูปนั้นไม่ใช่สภาปกครองประเทศ แต่เป็นเหมือนสภาที่เสนอแนวความคิด และบอกรายละเอียดว่าจะแก้ไขอะไรบ้าง จุดใดบ้าง อย่างเร่งด่วน และเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเป็นพรรคเสียงข้างมากจะต้องแก้ไข ไม่เช่นนั้นมวลมหาประชาชนก็ออกมาแบบนี้อีก เมื่อเซตออกมาเป็นโครงได้แบบนี้แล้วก็จะได้นำไปสู่การออกเสียงลงประชามติว่าจะเพิ่มเติมเป็นบทเฉพาะ กาลของรัฐธรรมนูญหรือไม่” นายวิชา กล่าว

จี้ กต.นำตัว”แม้ว”ดำเนินคดี

ส่วนความเคลื่อนไหวอื่น ๆ ทางการเมือง นายสมเกียรติ หอมละออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อคุณธรรม และนายพิชัยลักษณ์ ไชยวงศ์ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย พร้อมคณะ เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกเพื่อขอให้กระทรวงการต่างประเทศ ติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาดำเนินคดีในข้อกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวแทนรับหนังสือ ทั้งนี้ นายพิชัยลักษณ์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หากนำตัวกลับมาดำเนินการตามกฎหมาย เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

ภาคเอกชนขอตรวจสอบที่หอประชุมพุทธคยา อาคารอัมรินทร์พลาซ่า องค์กรภาคเอกชน อาทิ สถาบันออก แบบประเทศไทย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ร่วมจัด เสวนาเรื่อง “พลังภาคประชาชน ทางออกประเทศไทย ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”

นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยมีประชาธิปไตยแบบตัวแทนมานานแล้ว แต่เราต้องพัฒนาให้มีระบบควบคุมกำกับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่ผ่านมา ประเทศไทยบริหารโดยใช้ส่วนกลางเป็นศูนย์อำนาจ นักการเมืองจึงอยากได้อำนาจรัฐ เพราะเหมือนได้ทุกอย่าง ลงทุนไม่มาก แต่ได้ผลตอบแทนมาก ระบบการเมืองไทยจึงเป็นเรื่องกิจการครอบครัว พรรคพวก ไม่ใช่การ เมืองเพื่อประชาชน

“ถ้าประเทศไทยไม่พลิกกลับโครงสร้างอำนาจ โดยกระจายถ่ายโอนให้กับชุมชนท้องถิ่นจัดการกันเอง ประเทศจะเดินก้าวหน้าไปได้ยากลำบาก นักธุรกิจการเมืองจะหาทางเข้าสู่อำนาจเหมือนเดิม เพื่อเข้ายึดกุมผลประโยชน์ไว้สำหรับพวกตนพรรคตนเช่นเดิม ไม่รู้จบ” นพ.อำพล กล่าว

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย กล่าวว่า ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่นักการเมืองมีความตกต่ำที่สุด และคนนอกเกิดอาการงงว่าประเทศไทยกำลังเกิดอะไรขึ้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงในสังคม ควรค่อย ๆ เริ่มเปลี่ยน แปลงเหมือนกับการให้ยา โดยเริ่มจากวิตามินเม็ดเล็ก ๆ เมื่อคนรู้ว่าไม่ขม จะยอมรับ และเมื่ออาการดีขึ้นตามลำดับ เราสามารถใช้ยาแรงขึ้นได้

“นปช.” ปัด ร่วมวง กปปส.

นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำแนวร่วมประชา ธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เชิญคนเสื้อแดงไปร่วมวงปฏิรูปประเทศไทย ว่าส่วนตัวจะไม่ตอบรับคำเชิญของนายสุเทพแน่นอน ขอแนะนำให้นายสุเทพไปเตรียมตัวเลือกตั้ง นำเสนอชุดความคิดของตนเองในการปฏิรูปประเทศไทย แล้วหากประชาชนทั้งประเทศเห็นด้วยก็ให้เดินหน้าได้เต็มที่เลย

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวว่า แกนนำเสื้อแดง นักวิชาการเสื้อแดง จะไม่มีการพูดคุยกับนายสุเทพ เพราะหากพูดคุยกับกบฏ ก็เท่ากับให้ความร่วมมือกับกบฏ ดังนั้นจะไม่มีการพูดคุยใด ๆ ทั้งสิ้น

“ปึ้ง” แจงทูตชาติอาเซียน

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสุร พงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ ได้เชิญคณะทูตประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ ประกอบด้วย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา บรูไน เวียดนาม และสิงคโปร์ เพื่อมารับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์การเมืองไทย โดยในการชี้แจงครั้งนี้มีเอกอัครราชทูต 2 ประเทศ เข้าร่วมคือมาเลเซีย และเมียนมาร์ ส่วนอีก 7 ประเทศที่เหลือเป็นระดับผู้แทน

นายสุรพงษ์ กล่าวภายหลังการบรรยายสรุปว่า ทุกประเทศแสดงความเข้าใจสถานการณ์การเมืองไทยที่เกิดขึ้น และ หวังให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 ทั้งนี้ยอมรับว่าจากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้หลายโครงการที่ทำร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านมีความล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและทำให้ไทยเสียโอกาส

“พิจิตต”หนุนทหารเป็นตัวกลาง

นายพิจิตต รัตตกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า อยากเสนอให้กองทัพทำหน้าที่เป็นคนกลาง ในการพูดคุยระดับไตรภาคี 3 ฝ่าย เพื่อการทำความตกลงระหว่าง รัฐบาล และ กปปส. เพื่อร่วมกันคิดแนวทางที่ให้ประเทศสามารถเดินต่อไปได้ ซึ่งอาจนำมาซึ่งมาตรการใหม่ก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น อาทิ การทำสัตยาบัน เพื่อกำหนดกฎกติกาใหม่ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจและมีความหวังกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งใหม่นี้ มิเช่นนั้นแล้วการเลือกตั้งครั้งนี้ หากเกิดขึ้นโดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลยนั้น ก็อาจไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้สามารถแก้ไขวิกฤติปัญหานี้ได้ และอาจจะไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง

รวมสำนวน 312 ส.ส.-ส.ว.

นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการและรองโฆษก ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการถอดถอน สมาชิกรัฐสภา 312 คน ที่ร่วมกันลงชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ ส.ว. ว่า ป.ป.ช.มีมติเพิ่มสำนวนคำร้องจากเดิม 5 เรื่อง มาเป็น 8 เรื่อง โดยแบ่งเป็นคดีอาญา 3 เรื่อง คดีถอดถอน 5 เรื่อง โดยจะมีการเชิญผู้ร้องมาให้ถ้อยคำในวันที่ 13 ธ.ค. นี้

กปปส.เดินหน้าชี้แจง

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงาน การชุมนุมกลุ่ม กปปส. ที่แยกนางเลิ้งบรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงามีผู้ชุมนุมบางตา ส่วนใหญ่นั่งพักอยู่ภายในเต็นท์ขนาดใหญ่ด้านหลังเวทีปราศรัยและรับอาหารจากโรงครัวมารับประทานขณะที่ไม่มีกิจกรรมบนเวทีส่วนที่ถนนราชดำเนิน กลุ่ม กปปส.ยังคงปักหลักชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ชุมนุมยังคงพักผ่อนและบางส่วนร่วมฟังการเล่าข่าวสารประจำวันของพิธีกรบนเวที รวมถึงการแจ้งความเคลื่อนไหวการชุมนุมของ กปปส.ในเวทีต่าง ๆ ให้รับทราบเป็นระยะ ๆ

ที่บริเวณแยกนางเลิ้งนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกกลุ่ม กปปส. กล่าวว่า ขณะนี้เรามาไกลและถือว่าประสบความสำเร็จในเชิงผลลัพธ์ในหลายเรื่องแต่ขอให้ ประชาชนเข้าใจว่าการต่อสู้ที่ยึดหลักอหิงสา ปราศจากอาวุธประชาชนก็ต้องอดทน เพราะต้องใช้เวลาในการต่อสู้ หลังจากนี้ กปปส.จะเดินหน้าชี้แจงผู้นำองค์กรสำคัญต่าง ๆ เพื่อแสวงหาแนวร่วมที่เห็นด้วย กับการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งเพื่อกดดันนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล

เบื้องต้น กปปส.ยังรอคำตอบอย่างเป็นทางการจาก พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด ทั้งนี้หากไม่ได้พบก็ไม่ถือว่าหน้าแตกทั้งนี้ กปปส.มีความเป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุม เพราะเราได้รับรายงานว่าระหว่างวันที่ 14-15 ธ.ค.นี้ จะมีผู้ไม่หวังดีถูกว่าจ้างมาปั่นป่วนเวทีการชุมุนมจึงขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐช่วยกันดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนด้วย

สุเทพหารือ 7 องค์กรธุรกิจ

“ทั้งนี้นายสุเทพจะหารือกับภาคธุรกิจ 7 องค์กร คือ สภาหอการค้าไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สภาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ต่อจากนั้นวันที่ 13 ธ.ค. กปปส.จะจัดรายการ กปปส.พบสื่อมวลชนโดยจะเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยจะจัดที่ชั้นสองราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย เริ่มในเวลา 10.30 น.” โฆษก กปปส. กล่าว

ในวันที่ 14 ธ.ค.จะมีการจัดสมัชชาประชาชน ที่หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์โดยจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกฝ่ายเข้าร่วมหารือ และซักถามข้อสงสัย เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ส่วนกรณีการขอเข้าพบ ผบ.สส. ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร.นั้นก็ยังไม่มีการปฏิเสธออกมาแต่อย่างใดดังนั้นเราก็ยังต้องรอคำตอบต่อไป ซึ่งยืนยันว่าการขอเข้าพบกับ ผบ.เหล่าทัพครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการเข้ารายงานตัวต่อ กปปส.แต่อย่างใด

คปท.บุกรื้อลวดทำเนียบ

ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 12.20 น. ได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้นที่บริเวณประตูทางเข้าเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ริมคลองผดุงกรุงเกษม โดยกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) อ้างว่ามีการยิงปืนออกมาจากทำเนียบรัฐบาล จึงลุกฮือไปที่เกิดเหตุจากนั้นได้มีเสียงดังคล้ายประทัดยักษ์ เกิดขึ้นในทำเนียบรัฐบาล 1 ครั้งและมีการยิงลูกแก้วกับหัวนอตออกมาจากในทำเนียบรัฐบาล โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ยิงเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บ 1 คน ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งจึงยิงหนังสติ๊กและปาก้อนอิฐโต้ตอบกับไปพร้อมทั้งด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทำร้ายประชาชน การ์ดอาสาของ คปท.จึงเข้าควบคุม สถานการณ์และให้มวลชนถอยห่างจากบริเวณดังกล่าวโดยไม่มีเหตุรุนแรงใด ๆ

กดดัน ตร.ออกนอกพื้นที่

ขณะเดียวกัน แกนนำ คปท.ได้ประกาศแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บสิ่งของสัมภาระออกจากพื้นที่ ภายใน 1ชั่วโมง ซึ่งหากครบกำหนดในเวลา 12.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ออกจากพื้นที่ กลุ่มผู้ชุมนุมจะตัดน้ำ ตัดไฟและตัดสัญญาณโทรศัพท์ ต่อมา พล.ต.ต.วัลลภ ประทุมเมือง ผบก.น.6 ผู้โทรศัพท์ประสานงานมายังนายนัสเซอร์ ยีหมะ หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของ คปท.เพื่อขอให้ผู้ชุมนุมช่วยเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 500 นาย ออกนอกทำเนียบรัฐบาลในช่วงบ่าย แต่เมื่อถึงเวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลยังคงอยู่ในทำเนียบรัฐบาลกลุ่มผู้ชุมนุมจึงทำการตัดกระแสไฟฟ้า น้ำประปา และสัญญาณโทรศัพท์พื้นฐานภายในทำเนียบรัฐบาลพร้อมทั้งเพิ่มเงื่อนไขด้วย

โดยมีการจัดมวลชนปิดทางเข้า-ออกและไม่ให้มีการส่งอาหารและน้ำดื่มให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมถึงจะไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดออกนอกพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลโดยเด็ดขาดเว้นเสียจากการถอนกำลังออกนอกพื้นที่ไปทั้งหมด อย่างไรก็ตามผู้ชุมนุมได้ยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอาการป่วย จำนวน 3 นาย ซึ่ง 2 นายป่วยด้วยอาการอาหารเป็นพิษ และอีก 1 นายเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ออกไปพักรักษาตัวโดยมีรถพยาบาลของโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์มารับออกไป ผ่านทางประตู 5 ฝั่งถนนราชดำเนินนอก ตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ โดยไม่มีเหตุรุนแรงใด ๆ

สุเทพรอแถลงความชัดเจน

ที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถนนราชดำเนิน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส. ได้ขึ้นเวทีชี้แจงข่าวดีให้กับผู้ชุมนุมได้รับทราบ คือ 1. กลุ่ม คปท.ได้เข้ารื้อลวดหนามที่รอบทำเนียบรัฐบาลและตัดน้ำตัดไฟแล้ว ทั้งนี้ กปปส.จะต้องเพิ่มมาตรการกดดันต่อนายกรัฐมนตรีและ ครม.ให้ลาออกจากรักษาการให้ได้ 2. นายสุเทพ ได้นัดพบ ผบ.สส. และ ผู้นำเหล่าทัพนั้น ทาง ผบ.ตร.ได้รับการชี้แจงจากนายสุเทพ ถึงเหตุการณ์ชุมนุมและทิศทางการปฏิรูปประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วน ผบ.สส.ที่มีข่าวยังไม่ยอมพบนั้นแต่ข้อเท็จจริงคือต้องการให้มีการพูดคุยกับองค์กรอื่นก่อน ทั้งนี้หลังเวลา 20.00 น. นายสุเทพจะแถลงรายละเอียดของการพูดคุยทั้งหมดรวมถึงกำหนดมาตรการเคลื่อนไหวต่อไป

ทหารแก่หนุน กปปส.

ที่สนามม้านางเลิ้ง พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานเตรียมทหารรุ่นที่ 1 พร้อมด้วยเตรียมทหารรุ่น 1 ถึง 9 รุ่นที่ 11 และรุ่นที่ 29 จำนวนกว่า 40 คน อาทิ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ และ พล.อ.ณรงค์ เด่นอุดม อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมกันออกแถลงการณ์ว่า ขอสนับสนุนแนวทางของ กปปส. ให้รัฐบาลคืนอำนาจให้กับประชาชน เพราะรัฐบาลชุดนี้ปล่อยให้มีการจาบจ้วงสถาบัน ทุจริตคอร์รัปชั่น โดยไม่ได้ดำเนินการแก้ไข บริหารงานภายใต้การครอบงำของคนอื่นและใช้เสียงข้างมากในสภาตรากฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลภายนอก

พล.อ.บุญเลิศ กล่าวต่อว่า เมื่อ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มา ส.ว. ออกมา ก็ไม่ยอมรับ คำวินิจฉัย หากปล่อยให้บุคคลเดิม ๆ เข้ามา บริหารประเทศจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างไม่รู้จบ จึงเห็นด้วยกับ กปปส.และกลุ่มทหารแก่ก็มีส่วนหนึ่งที่ไปเคลื่อนไหวกับ กปปส.แล้วหวังว่าการออกมาแถลงจุดยืนจะเป็นสื่อไปยังกองทัพ หากเห็นด้วยก็ขอให้ช่วย กปปส.ออกมาแสดงจุดยืนเป็นกรรมการ เป็นตัวกลางคุยกับรัฐบาล และภาคเอกชนในการปฏิรูปประเทศและเราไม่ได้ต้องการให้กองทัพทำปฏิวัติหรือรัฐประหารแต่อย่างใด

ชงม็อบเข้าคดีพิเศษ

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอกล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอหารือร่วมกับตำรวจนครบาลเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของ กปปส. ว่า ได้รับความร่วมมืออย่างดีซึ่งดีเอสไอจะรับคดีที่เกี่ยวข้องเป็นคดีพิเศษหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ โดยเหตุผลที่จะเสนอให้รับคดีเพราะเป็นคดีที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อน ผู้อยู่ในข่ายกระทำผิดเป็นผู้ทรงอิทธิพล ดังนั้นเพื่อให้การสอบสวนมีประสิทธิภาพเพราะจะเป็นการสอบสวนร่วมกัน 3 ฝ่ายคือ ดีเอสไอ ตำรวจ และอัยการ จึงต้องเสนอเป็นคดีพิเศษ อย่างไรก็ตามได้รับการยืนยันว่ามีคดีที่เกี่ยวข้องประมาณ 40 คดีแต่ดีเอสไอ จะเสนอรับเป็นคดีพิเศษในภาพรวมเกี่ยวกับการชุมนุมของนาย สุเทพ และพวก จากนั้นจึงแยกการสอบสวนเป็นรายคดีต่อไป

ณัฐวุฒิถล่มม็อบ กปปส.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการ รมช.พาณิชย์ และในฐานะแกนนำ นปช. ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง คำสั่งคณะประชาชนผู้รักประชาธิปไตย(คปต.) ฉบับที่ 1 โดยมีเนื้อหาล้อเลียนและแซวการทำหน้าที่ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ด้วย

ที่ศาลอาญารัชดาภิเษก นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ว่าขณะนี้ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ แต่ทางกลุ่ม นปช.ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มกปปส. ตลอดเวลา โดย นปช.สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้การเลือกตั้ง สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และคงไม่มีใครยอมให้ล้มการเลือกตั้งส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงหวังผลต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.อยู่

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายสุเทพ ขอเจรจากับผู้นำเหล่าทัพและ ผบ.ตร.นั้น นายสุเทพหวังพึ่งอำนาจนอกระบบเป็นทางลัดในการกดดันรัฐบาลเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ส่วนข้อเรียกร้องของนายสุเทพก็มีเสียงโต้แย้งจากทางหลายฝ่าย หวังว่าท่าทีของกองทัพจะไม่ทำให้ประชาชนสับสนแต่เชื่อว่านายสุเทพจะยังไม่หยุดกดดันกองทัพ จึงขอเป็นกำลังใจให้ผู้นำเหล่าทัพด้วย

อดุลย์เมินเจรจาสุเทพ

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ศอ.รส. เปิดเผยว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. กล่าวในที่ประชุมถึงกรณีที่นายสุเทพขอเข้าพบว่านายสุเทพได้มีการโทรศัพท์มาหาจริง แต่ได้ตอบกลับไปว่า ตำรวจจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายส่วนในเรื่องการที่จะพบปะพูดคุยกันนั้น อยู่ที่การตัดสินใจร่วมกันของผู้บัญชาการสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นผู้พิจารณา ซึ่งต้องพิจารณารอบคอบในการเข้าพบซึ่งตำแหน่ง ผบ.ตร.ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกทั้งยืนยันว่าปฏิบัติตามกรอบกฎหมายเพื่อลดการเผชิญหน้า เพื่อหาทางออก

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ล่าสุดทาง ผบ. ตร. ได้มีคำสั่งไปยัง บช.น.หลังมีผู้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่เป็นการหมิ่นสถาบัน โดยมอบหมายให้ รอง ผบช.น. 1 ท่าน เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการโดยด่วนที่สุดและให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความผิดในลักษณะใกล้เคียงกรณีอื่น ๆ ด้วยและได้สั่งการไปยัง บก.ปอท. ตรวจสอบที่มาของคลิปวิดีโอดังกล่าว

โอด ตร.โดนม็อบรุม

ด้าน พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษก ศอ.รส. เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่ ด.ต.สุนทร มีหนองใหญ่ ผบ.หมู่ กก.สส.1 บก.สส.บช.น. ที่ถูกกลุ่มการ์ดรุมทำร้ายที่บริเวณแถวถนนราชดำเนิน เบื้องต้นฝ่ายสืบสวนพิสูจน์ทราบผู้กระทำความผิดแล้วและอยู่ในระหว่างดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับต่อไป ทั้งนี้เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา (10 ธ.ค.) มีกลุ่มบุคคลเข้าไปตัดกระแสไฟฟ้าภายในทำเนียบรัฐบาลจนต้องมีการใช้กระแสไฟฟ้าสำรองจนกระทั่งต่อเนื่องมาจนถึงในช่วงเช้ายังมีกลุ่มคนพยายามที่จะเข้าไปตัดกระแสไฟที่เหลือภายในทำเนียบรัฐบาลอีกแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ พยายามเข้าไปห้ามแต่ถูกยิงสวนด้วยหัวนอตจนได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก

พล.ต.ต.อนุชา กล่าวอีกว่า ต่อมาเวลาประมาณ 09.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปีนเข้ามารื้อทำลายแนวลวดหนามที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้พยายามใช้วิธีการเจรจาแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยากให้กลุ่มผู้ชุมนุม ชุมนุมโดยสงบภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ

ด้าน พ.ต.อ.หญิง วิชญ์ชยากร ณิชาบวร รองโฆษก ศอ.รส. กล่าวว่า หลังจากที่พนักงานสอบสวนเข้าไปรับแจ้งความที่กระทรวงการคลังและศูนย์ราชการ ปรากฏว่าที่กระทรวงการคลังมีผู้เข้ามาแจ้งความ 10 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวขณะที่ศูนย์ราชการมีผู้แจ้งความ 12 รายโดยส่วนราชการอื่น ๆ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

พบสุเทพเอกชนโล่งใจ

ต่อมาวันเดียวกัน นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตนในนามตัวแทน 7 องค์กรคง ไม่สามารถตอบได้ว่า กปปส.จะปฏิรูปประเทศ ไทยได้หรือไม่และเป็นวิธีการจัดตั้งสภาประชาชนถูกต้องหรือไม่ เพราะตนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้แต่ยอมรับว่า จากการหารือในครั้งนี้ ตนรู้สึกโล่งอกที่ได้มารับฟังแนวทางของ กปปส. ในครั้งนี้ตนได้ชี้แจงว่า ขณะนี้เศรษฐกิจในระดับของชุมชนในต่างจังหวัดเงินเริ่มขาด มือแล้ว และเงินจากการรับจำนำข้าวเริ่มไม่ต่อเนื่องแล้ว

นายอิสระ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามอยากให้ทุกฝ่ายเร่งแก้ปัญหาทำความเข้าใจให้ตรงกันเดินหน้าแก้ปัญหาร่วมกันและหลังจากได้รับฟังการชี้แจงจาก กปปส.วันนี้แล้วจะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามาช่วยเหลือและพิจารณาถึงความเป็นไปได้โดยอาจเสนอความเห็นในส่วนของเอกชนด้วยเพราะการปฏิรูปประเทศเป็นสิ่งที่เอกชนต้องการเช่นกัน การพบกับนายสุเทพครั้งนี้เป็นการมาฟังข้อมูล เพื่อนำข้อมูลไปส่งต่อให้คณะผู้เชี่ยวชาญของ 7 องค์กรว่าเป็นไปได้หรือไม่ และวันที่ 13 ธ.ค. ทางเครือข่าย 7 องค์กรเอกชนจะจัดระดมความเห็นเรื่องดังกล่าว ส่วนกรณีที่นายสุเทพต้องการให้เอกชนเลือกข้างนั้น อยากถามสื่อมวลชนและฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า สถานการณ์ปัจจุบันควรเลือกข้างหรือไม่

หนุนปฏิรูปแก้ ก.ม.เลือกตั้ง

ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับการปฏิรูปประเทศของ กปปส.โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขกฎหมายการเลือกตั้งให้โปร่งใสลดการทุจริตในการเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด รวมทั้งแก้กฎหมายวางหลักเกณฑ์ต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่เป็นปัญหาหลักที่ทำร้ายประเทศชาติมายาว นานให้หมดสิ้นไป และต้องปฏิรูปประเทศ แก้ปัญหาการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงองค์กรอิสระและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ส.อ.ท.มองว่าหากปล่อยให้ปัญหาต่าง ๆ ค้างคาโดยไม่แก้ไขแล้วเลือกตั้งต่อไปก็จะไม่มีประโยชน์เพราะจะเกิดความขัดแย้งวนเวียนกลับมาอีก ดังนั้นทาง ออกที่ดีที่สุดควรจะแก้ไขกฎหมายการเลือกตั้งให้เป็นธรรม

นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมา ปัญหาด้านการเมือง และเรื่องสังคม ส่งผลให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นดินแดนสยามเมืองยิ้ม หรือแลนด์ออฟสมายล์ ซึ่งต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นสิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือ หาแนวทางให้ประเทศไทยกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้มเช่นเดิม

ทบ.ยันทุ่มเทช่วยวิกฤติ

ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบกกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.บุญเลิศ แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจและเรียกร้องให้นายทหารรุ่นน้องตัดสินใจออกมาดูแลความสงบเรียบร้อยของชาติและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ได้ขอบคุณในความปรารถนาดี กองทัพยังคงยืนยันว่าจะพยายามทำหน้าที่และรักษาบทบาทของทหารภายใต้สถานการณ์ในขณะนี้ให้ดีที่สุดด้วยการทุ่มเทใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่เพื่อให้วิกฤติการณ์ครั้งนี้ยุติลงได้โดยเร็วที่สุด

“เราจะต้องรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีกองทัพและจะต้องไม่ทำให้กำลังพลในกองทัพต้องเสียวินัยหรือละเมิดกฎระเบียบต่าง ๆ ทางทหาร ด้วยทุกปัญหาที่ได้มีการกล่าวถึงพวกเราทุกคนทราบดีและตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้พยายามแก้ไขปัญหา โดยวิธีที่ถูกที่ควรมาตามลำดับในทุกกรณี สิ่งที่สำคัญในปัจจุบันไม่ใช่เฉพาะเรื่องถูกผิดในทางกฎหมายหรือรัฐ ธรรมนูญเพียงอย่างเดียวแต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการพยายามสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนจำนวนมากของแต่ละฝ่าย ซึ่งพร้อมจะเผชิญหน้าเข้าปะทะกันตลอดเวลา สิ่งที่ต้องช่วยกันคิดขณะนี้คือ ต้องสร้างความเข้าใจให้สังคมครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย ส่วนกรณีที่ นายสุเทพ จะเข้าพบ ผบ.เหล่าทัพนั้นยังไม่ได้เดินทางมาแต่อย่างใด” พ.อ.วินธัย กล่าว

ผบ.สส. ไม่พบ กปปส.

ด้านแหล่งข่าวใกล้ชิด พล.อ.ธนะศักดิ์ ยืนยันว่ายังไม่มีการเปิดให้ นายสุเทพ และแกนนำ กปปส.เข้าพบ ผบ.สส.และขณะนี้ นาย สุเทพยังไม่ได้มีการส่งหนังสือมาถึง ผบ.สส. แต่อย่างใดซึ่งปกติการเดินทางเข้าพบ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ เพื่อหารือปัญหาทางการเมืองไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว และโดยตลอดทั้งวัน ผบ.สส.ยังคงปฏิบัติหน้าที่ภายในกองบัญชาการกองทัพไทยตามปกติ ทั้งนี้ในวันที่ 24 ธ.ค. นี้ ผบ.สส.จะเป็นประธานในการประชุม ผบ.เหล่าทัพที่กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงซึ่งคาดว่าจะมีการหารือถึงการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ การเมืองและความมั่นคงในขณะนี้ที่ยังไม่มีข้อยุติด้วย

กองทัพหารือนอกรอบ

รายงานข่าวแจ้งว่าทาง พล.อ.ธนะศักดิ์ได้มีการหารือกับ ผบ.เหล่าทัพ อย่างไม่เป็นทางการเพื่อขอให้ทุกคนเสนอแนวทางว่ากองทัพจะดำเนินการและการวางตัวอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ส่วนกรณีที่แกนนำ กปปส. จะขอเข้าพบ ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพนั้นทาง ผบ.เหล่าทัพ ยืนยันว่ากองทัพจะต้องคำนึงถึงบทบาท หน้าที่ในภารกิจด้านความมั่นคงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองโดยกองทัพพร้อมรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน เพื่อนำมากำหนดบทบาทและวางท่าทีให้เหมาะสม เพื่อให้ปัญหาความขัดแย้งยุติลงด้วยการพูดคุย

ทั้งนี้หากจำเป็นจะต้องมีการเปิดโอกาสให้ กปปส.เข้าพบ ผบ.เหล่าทัพจริง ๆ ทาง ผบ.สส.ก็จะต้องแจ้งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาได้รับทราบก่อนเพื่อให้พิจารณาตามสายระดับการบังคับบัญชา อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทาง ผบ.เหล่าทัพมองว่าไม่เหมาะสมหากให้นายสุเทพมาพูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพเป็นการส่วนตัว เพราะจะทำให้ถูกมองว่ากองทัพไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งทุกอย่างน่าจะมีความชัดเจนในวันที่ 13 ธ.ค.

เรียก ตร.แจงเหตุหน้าราม

ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการ กสม. ในฐานะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองได้มีการประชุมเพื่อหาข้อเท็จจริงกรณีเหตุความรุนแรงที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล อาทิ พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) ตำรวจ สน.หัวหมากนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดี ม.รามคำแหง เป็นต้น

นพ.นิรันดร์ ให้สัมภาษณ์ว่าตำรวจได้ให้ข้อมูลถึงเรื่องการตรวจพิสูจน์หลักฐานในที่เกิดเหตุจำนวนผู้เสียชีวิต การเผารถบัส และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ส่วนนี้ยังไม่ชัดเจนจึงจะต้องมีการเชิญ ผบก.น.4 มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมโดยเฉพาะในประเด็นการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าไปดูแลความปลอดภัยและเหตุความรุนแรงจากเดิมที่มี 5 กองร้อย เพิ่มเป็น 10 กองร้อยแต่กลับไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือนักศึกษารามคำแหงให้ออกมาได้ โดยทางตำรวจยืนยันว่าขณะที่เกิดเหตุนั้นมีความรุนแรงจนไม่สามารถนำกำลังเข้า ไปช่วยเหลือนักศึกษาได้

ยอดเจ็บ291รายตาย 5 ศพ

ด้าน นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองอย่างใกล้ชิดโดยจากการประเมินเหตุการณ์ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา จนถึง 08.00 น. วันที่ 12 ธ.ค. มีผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้น 1 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้า ทีมแพทย์ได้นำส่งไปรับการรักษาที่ รพ.ตำรวจ ดังนั้น สรุปผลการปฏิบัติงานในรอบ 13 วัน มีผู้บาดเจ็บจากเหตุปะทะรวม 291 ราย ส่วนใหญ่กลับบ้านได้แล้ว 280 ราย ยังนอนรักษาใน รพ. 11 ราย มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ

ดัน “มาร์ค” พ้นเก้าอี้

แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์แจ้งว่า ได้มีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์รุ่นใหม่ จับกลุ่มหารือกันถึงทางออกของพรรค และทางออกของประเทศ โดยเห็นว่า การจะแก้ปัญหาประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ ควรที่จะให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองได้เว้นวรรคทางการเมืองเพื่อให้ปัญหาคลี่คลายลง จึงมีแนวคิดว่า หากมีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เว้นวรรคทางการเมือง และให้นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคแทน จะสามารถตอบโจทย์ให้กับประเทศได้ ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของพรรค ว่าพร้อมเปลี่ยนแปลง และหากถึงเวลาที่เหมาะสม นายอภิสิทธิ์ ก็สามารถกลับเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคได้อีก แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายอภิสิทธิ์ เพราะเชื่อว่ามีสมาชิกพรรคหลายคนให้การสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เนื่อง จากยังเห็นว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะนำพาพรรคได้ แต่จะเกิดปัญหาคือ ยังคงถูกฝ่ายตรงข้ามนอกพรรคใส่ร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริง

เผยโครงสร้างสภา ปชช.

ที่ห้องรัตนโกสินทร์ โรงแรมเดอะ สุโกศล ถนนศรีอยุธยา นายสุเทพ เปิดเผยถึงแนวคิดสภาประชาชน จะกำกับนโยบาย ร่วมกัน และจะมีกฎหมายต่อต้านทุจริตมีประสิทธิภาพคดีไม่มีอายุความ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อกระจายอำนาจ รวมทั้งปรับโครงสร้างตำรวจ โดยสภาประชาชนมีไม่เกิน 400 คน ซึ่ง 300 คนมาจากการเลือกตั้งจากกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ และ 100 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ กปปส.สรรหา โดยผู้เป็นสภาประชาชนต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการ เมือง และเมื่อพ้นจากสภาประชาชนจะต้องไม่ลงเลือกตั้งระยะเวลา 5 ปี

อ้างพบ ผบ.สส.14 ธ.ค.

ต่อมาเวลา 19.10 น. นายสุเทพ ขึ้นเวทีปราศรัยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กล่าวว่า ที่ผ่านมาคิดว่าจะชนะ แต่สุดท้ายก็ยังต้องขอให้มวลชนสู้ต่ออีก 3 วัน ยอมรับว่าประเมินพลาด เพราะไม่คิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะดื้อได้ถึงขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ได้ประกาศว่าจะเข้าพบ ผบ.สส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ. และผบ.ตร. แต่เนื่องด้วยมีปัญหาเรื่องประสานงาน วันนี้จึงได้มอบหมายให้นายสกลธี ภัททิยกุล แกนนำ กปปส. ถือหนังสือไปแจ้งให้ ผบ.สส. ทราบ และปรากฏว่า ผบ.สส.อนุญาตให้พบวันที่ 14 ธ.ค. เวลา 15.00 น.

กำนันสะอื้น-ขอสู้ต่อ

“เราประเมินรัฐบาลสูงเกินไป เพราะรัฐบาลมีใจต่ำเกินกว่าที่เราประเมิน ต้องเรียนว่าวันนี้ถอยไม่ได้ ต้องเดินหน้าอย่างเดียว จะอีกกี่วันให้รู้ไป เพราะคนเหล่านั้นต้องการเห็นเราเสื่อมกำลังและท้อถอยกลับบ้าน ซึ่งไม่มีวันที่จะท้อถอย เราต้องสู้จนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ อย่างไรก็ตามอะไรที่ผิดพลาดไป เพราะผมคำนวณและคะเนจิตใจคนผิดก็ต้องกราบขออภัย เพราะทราบดีว่าพี่น้องรอวันชนะชัยมาหลายครั้งหลายหน อะไรที่เป็นข้อบกพร่องก็ต้องน้อมรับและขออภัยมา ณ โอกาสนี้” นายสุเทพ กล่าว ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายสุเทพ ปราศรัย ได้มีอาการสะอื้น และดวงตาที่แดงก่ำอีกด้วย

กองทัพไทยเปิดเวที 14 ธ.ค.

เวลา 20.50 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการกองทัพไทย ได้เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชน โดยมีเนื้อหาว่าตามที่คณะกรรมการ กปปส. ผู้แทนมวลมหาประชาชนขอเข้าพบผู้นำเหล่าทัพ และคณะกลุ่มบุคคลในภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงจุดยืนและเป้าหมาย รวมทั้งการตอบคำถามเกี่ยวกับการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย กองทัพไทยได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่คณะผู้แทนมวลมหาประชาชนจะเดินทางไปพบปะ และชี้แจงให้หน่วยงานต่าง ๆ ในหลายสถานที่และในเวลาต่าง ๆ กันนั้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนหารือข้อคิดเห็น เพื่อนำมาสู่ความสงบสุขและผลประโยชน์ของประเทศชาติ

เชิญตัวแทนหลายกลุ่มกองทัพไทยจึงจัดให้มีเวทีเสวนาสาธารณะในวันที่ 14 ธ.ค. ที่ห้องประชุม ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เวลา 14.15 น. ลงทะเบียน เวลา 15.00 น. เริ่มเสวนา 17.00 น. จบการเสวนา โดยผู้แทนของมวลมหา ประชาชนจะได้ชี้แจง จากนั้นผู้แทนกลุ่ม ต่าง ๆ จะได้ซักถาม สำหรับกลุ่มผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ ผู้แทนหน่วย องค์กร นักวิชาการ ภาคเอกชน และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ซึ่งกองทัพไทย จะได้เชิญกลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าร่วมเสวนาต่อไป ทั้งนี้กองทัพไทยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาผลประโยชน์ของชาติ การปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การช่วยเหลือประชาชน และการพัฒนาประเทศ โดยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎ ระเบียบ แบบแผน และข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมอย่างเคร่งครัด

ปูด ตร.จับมือยิง นศ.ราม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส.ขึ้นเวทีปราศรัยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แจ้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมผู้ต้องหายิงนักศึกษารามคำแหงได้แล้ว ขณะนี้ควบคุมตัวที่ศูนย์สืบสวนนครบาล แต่เหตุใดจึงไม่มีการแถลงข่าวให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ดังนั้นจึงอยากให้สื่อมวลชนช่วยกันตรวจสอบ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ต้องมีความตรงไปตรงมาโดยจะต้องแถลงข่าวเรื่องนี้ให้ประชาชนรับทราบ.

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ทั่วไป และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร