บิ๊กตู่เมินเทือก หลายฝ่ายหนุนพูดคุย เจ๊ปูแถลงด่วน เปิดเวทีหารือร่วม ตั้งธงทองเจ้าภาพ

พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นักธุรกิจสีลมยื่นจม. บี้ “ปึ้ง” นำ “นายใหญ่” เข้าคุกวอนนานาปท.ปฏิเสธที่พักพิง “สุรพงษ์”แจงทูตชาติอาเซียนหวั่นเข้าใจผิด “เทือก”ตั้งรัฐซ้อนรัฐ “นพดล” อ้างนายกฯ ออกละเมิดรธน. โทรโข่งปชป. จิกพท.ปรับทัศนคติใหม่หยุดใช้เสียงข้างมากลาก “สุรพงษ์” ชี้สภาปชช.เกิดยาก ไร้ ก.ม.รองรับ วุฒิหนุนผบ.เหล่าทัพรับนัดกปปส.หาทางออกวิกฤต “บิ๊กตู่” ขอถกก่อน คุย”สุเทพ” ขณะที่ “ยิ่งลักษณ์”แถลงด่วน!มอบ “ธงทอง” เปิดเวทีหารือ 15 ธ.ค.นี้ป.ป.ช.เร่งฟัน 383 ส.ส.-ส.ว. ปมแก้รธน.ที่มา ส.ว.วงเสวนาแนะปฏิรูปท. 3 ด้าน

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายสมเกียรติ หอมละออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย และนายพิชัยลักษณ์ ไชยวงศ์ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อคุณธรรม นำกลุ่มนักธุรกิจไปยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง รมว.ต่างประเทศ เพื่อให้นำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดีในไทย โดยมีนายเสขวรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ เป็นตัวแทนรับจดหมาย

นอกจากนี้ กลุ่มนักธุรกิจยังเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ต่อสถานทูตสหรัฐอเมริกา และอังกฤษเรียกร้องให้ปฏิเสธการให้ที่พักพิงแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งขอให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมายังประเทศไทยหากพบว่ามีการเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งหลังจากนี้กลุ่มนักธุรกิจจะเดินทางเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อสถานทูตของประเทศต่างๆ ให้ครบทุกแห่ง

ห้องประชุม 1กระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ ได้เชิญคณะทูตประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศประกอบด้วย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา บรูไน เวียดนาม และสิงคโปร์เพื่อมารับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ โดยมีระดับเอกอัครราชทูต 2 ประเทศ คือมาเลเซีย และเมียนมาร์ ส่วน 7 ประเทศที่เหลือเป็นระดับผู้แทน

จิกนักธุรกิจบี้จับ’แม้ว’ท้าลงเลือกตั้ง

นายสุรพงษ์ เปิดเผยภายหลังการบรรยายสรุปว่าไทยและประเทศอาเซียนเป็นมิตรประเทศที่ใกล้ชิดกันเกรงว่าจะไม่เข้าใจสิ่งที่กปปส.และนายสุเทพ เทือกสุบรรณเลขาธิการ กปปส.กำลังทำอยู่ในตอนนี้ เหมือนเป็นการตั้งรัฐบาลซ้อนรัฐบาล ตนจึงได้ชี้แจงให้รับทราบว่ารัฐธรรมนูญไทยเป็นอย่างไร ซึ่งทุกประเทศแสดงความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และหวังว่าไทยจะสามารถก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 ได้ ทั้งนี้ยอมรับว่าจากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้โครงการหลายโครงการที่ต้องทำร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านล่าช้า ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ และทำให้ไทยเสียโอกาส

ส่วนการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง เมื่อวันที่ 11ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงการเสนอแนะแนวทางการปฏิรูปให้เกิดขึ้นระหว่างหลายฝ่ายถ้าทำไม่ทันที ก็เป็นห่วงว่าการเลือกตั้งอาจจะไม่เกิดขึ้นและมีความวุ่นวาย ซึ่งตนเห็นว่าทุกพรรคการเมือง ควรเสนอแนวทางปฏิรูปการเมืองเพื่อให้สังคมยอมรับ โดยทำเป็นนโยบายหาเสียงให้ประชาชนเลือกเสียงข้างมากซึ่งตรงนี้เป็นทางออกของประเทศ ต้องยอมรับเสียงข้างมาก หากจะให้เป็นไปตามแนวทางของกปปส.ก็ให้นำมาเสนอเป็นนโยบาย ถ้าประชาชนเลือก พรรคเพื่อไทย (พท.)ก็พร้อมยอมแพ้ และบ้านเมืองจะได้เดินต่อไปได้ อย่างไรก็ตามในส่วนของข้าราชการประจำไม่ควรเลือกฝ่าย แต่ถ้านอกเวลางานราชการจะทำอะไรก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าในเวลาราชการขอให้ทำงานบริการให้ประชาชนและยึดมั่นในสิ่งที่เป็นกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าปัญหาการเมืองภายในประเทศจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในอาเซียน ที่ให้การสนับสนุนและรับรองประเทศไทยในการลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรี ไม่ถาวรแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็น) หรือไม่นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ต่างประเทศจะพิจารณาและลงมติเลือกประเทศให้ทำหน้าที่ดังกล่าวหรือไม่ จะดูจากเราทำตัวดี เขาก็เลือก ทั้งนี้ไทยชูนโยบายหาเสียงไว้ว่าไทยสามารถจัดการสถานการณ์ที่ท้าทายของโลกในยุคปัจจุบันได้ ซึ่งความความท้าทายก็คือปัญหาการเมืองภายในประเทศ ถ้าไทยทำตรงนี้ไม่ได้ ประเทศอื่นๆก็ย่อมมีความห่วงกังวล และถ้าในอนาคตมีการจัดตั้งรัฐบาลตามแนวคิดของนายสุเทพ ย่อมจะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ เนื่องจากไทยมีรัฐธรรนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด แต่กลับไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งสิ่งที่เราไปให้คำมั่นใดๆกับประเทศเหล่านั้น ก็ย่อมไม่มีความเชื่อมั่นต่อเรา

เมื่อถามถึงกลุ่มนักธุรกิจ ยื่นหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ทางติดตามนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาดำเนินคดีตามกฎหมายในไทย นายสุรพงษ์กล่าวว่า เป็นเรื่องตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ตนอยากถามว่าทำไมไม่ไปยื่นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ไปจับกุมกบฏบ้าง ยื่นให้ถูกช่องทาง อย่ายื่นสะเปะสะปะ ทุกวันนี้ที่เกิดความวุ่นวายเพราะคนไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง ถ้าอยากเรียกร้องอะไร ก็ขอให้ทุกคนลงสมัครรับเลือกตั้งหรือเล่นการเมืองดีกว่า

อ้างนายกฯลาออกละเมิดรธน.

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ กปปส.เรียกร้องให้นายกฯลาออกจากรักษาการนายกฯ รวมถึงมีการเสนอให้ป.ป.ช.ลัดขั้นตอนการพิจารณาเรื่องถอดถอน ส.ส.และส.ว.ว่า การอ้างมาตรา 3 รัฐธรรมนูญของนายสุเทพและกปปส.ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย จึงขอให้นายกฯคืนอำนาจให้กปปส.นั้น เป็นการแอบอ้างเสียงของประชาชนทั้งประเทศ เพราะปวงชนชาวไทยคือประชาชน 65 ล้านคน ไม่ใช่เฉพาะที่มาชุมนุมกับนายสุเทพ

นอกจากนี้ ขณะนี้มีพระบรมราชโองการฯกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว คนไทยควรนำพระบรมราชโองการฯใส่เกล้าฯ มและแสดงความจงรักภักดีโดยการปฏิบัติตาม เดินเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป ทั้งนี้ในพระราชกฤษฎีกา มาตรา 5 กำหนดว่า ให้นายกฯ รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ดังนั้นนายกฯจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการฯ จะลาออกจากการรักษาการไม่ได้ อีกทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 181 กำหนดด้วยว่า ครม.ที่พ้นจากตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ดังนั้นถ้านายก ลาออกถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดตามกฎหมายอาญา

สับนักวิชาการต้านหลักการปชต.

นายนพดล กล่าวอีกว่า หลักการประชาธิปไตย1 คน 1 เสียง เป็นหลักการที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและใช้กันทั่วโลก ในอดีตหลายประเทศเคยให้สิทธิผู้ชายมากกว่าผู้หญิง คนผิวขาวมากกว่าคนผิวดำ แต่ก็ต้องยกเลิกหลักการนี้ไป ให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ดังนั้นการที่มีอธิการบดีบางคน หรือดร.เสรี วงษ์มณฑา บอกว่า 3 แสนเสียงในกรุงเทพฯ เป็นเสียงที่มีคุณภาพ ย่อมดีกว่า15 ล้านเสียงในต่างจังหวัดแต่ไร้คุณภาพนั้นเป็นการต่อต้านหลักการประชาธิปไตยและถอยหลังเข้าคลอง ส่วนกรณีที่นายกล้านรงค์ จันทิก อดีตป.ป.ช. เสนอให้ ป.ป.ช.ลัดขั้นตอนชี้มูลในกรณีถอดถอน ส.ส.และส.ว.312 คนนั้น สะท้อนความเป็นตัวตนและสภาพจิตใจของนายกล้านรงค์ที่ฝ่ายประชาธิปไตยสงสัยมาตลอด ตั้งแต่ยึดอำนาจปี 49 แล้วว่า คดีที่สอบสวนพ.ต.ท.ทักษิณและฝ่ายตรงข้ามนั้น เป็นกลางและมีอคติหรือไม่ ต้องขอบคุณที่แสดงตัวตนก่อนวันเลือกตั้งอย่างชัดเจน หวังว่าป.ป.ช.คงพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยขอให้พรรคการเมืองแต่ละฝ่ายนำเสนอนโยบายต่อมวลมหาประชาชน 65 ล้านคนในการเลือกตั้งครั้งนี้ และหวังว่ามวลมหาประชาชนที่ถนนราชดำเนินและ กปปส.จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งกับคน48 ล้านคน ในวันที่ 2 ก.พ.57 เพื่อหาทางออกให้ประเทศอย่างสันติด้วย

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยขอขอบคุณมิตรประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ เยอรมันและออสเตรเลีย ที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาโดยสันติและให้ทุกคนเคารพกระบวนการประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง

ปชป.ซัดหยุดใช้ข้างมากเหนือก.ม.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค แถลงว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้ หลายฝ่ายกำลังมองว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 จะเกิดขึ้นหรือไม่ และการเลือกตั้งจะเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้จริงหรือไม่ เพราะการยุบสภาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เหมือนกับการที่พ.ต.ท.ทักษิณ เคยหนีปัญหาด้วยการยุบสภาเมื่อปี 48 โดยหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะปรับทัศนคติว่าการเลือกตั้งที่ได้มาซึ่งเสียงข้างมาก ไม่มีสิทธิกระทำการเหนือกฎหมายได้

ทั้งนี้ได้มีหลายฝ่ายเสนอทางออกให้กับประเทศโดยเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทางออก แต่ต้องมีการปฏิรูปประเทศ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ก่อนจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง จึงอยากให้พรรคเพื่อไทย ร่วมเสนอทางออกประเทศ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 16-17 ธ.ค.นี้โดยจะมีการออกแบบการนำเสนอโครงสร้างปฏิรูปให้กับประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้ประเทศไทยมีทางออกในวันข้างหน้าด้วย

พท.ชี้พรก.ตั้งสภาปชช.เกิดยาก

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ คณะทำงานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.ที่จะเข้าหารือ ผบ.เหล่าทัพ ว่าต้องรอดูกันต่อไป เพราะเท่าที่ทราบจากสื่อว่า ผบ.เหล่าทัพ ต้องการให้กปปส. ไปพูดคุยกับ 7 องค์กรภาคเอกชนก่อน แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะพูดคุยอยู่แล้ว ขอให้บอกมาเท่านั้นว่าจะเอาอย่างไร จะกำหนดแนวทางก่อนที่จะเลือกตั้งอย่างไรให้ระบุมา แต่ขณะนี้ท่าทีของนายสุเทพ ที่ขยายเวลากำหนดเส้นตายกดดันรัฐบาลไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วต้องการอะไรแน่ และตนเชื่อว่ากระบวนการเลือกตั้งจะเป็นทางออกของความขัดแย้ง

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่กับการพิจารณาของป.ป.ช. เกี่ยวกับกรณีที่สมาชิกรัฐสภา 312 ลงชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมที่มา ส.ว. หากมีการชี้มูลในช่วงที่เปิดสมัครรับเลือกตั้ง และจะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง นายสมพงษ์ กล่าวว่า หากชี้มูลความผิดจริงก็คงไปทำอะไรไม่ได้ แต่ยังเชื่อว่าป.ป.ช.จะพิจารณาด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนที่มีกรรมการป.ป.ช.บางคนเห็นด้วยกับแนวคิดให้รัฐบาลออกพ.ร.ก. เพื่อตั้งสภาประชาชนนั้น มองว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ยากเพราะไม่มีกฎหมายมารองรับ.

วุฒิหนุนผบ.สส.รับนัด’สุเทพ’หาทางออก

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวถึงข้อเรียกร้องให้มีสภาประชาชนหรือนายกคนกลาง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา 7 ว่าตนไม่ขอออกความเห็น เนื่องจากว่าขณะนี้มีนักวิชาการหลายฝ่ายออกมาให้ความเห็นอย่างหลากหลายแล้ว และกังวลว่าเมื่อให้ความเห็นไปแล้วจะทำให้กลายเป็นภาพของความขัดแย้ง แทนที่จะเป็นการหาทางออกให้กับปัญหา ทั้งนี้โดยส่วนตัวมองว่าทางออกของสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ คือ ให้ฝ่ายรัฐบาลและกปปส.พูดคุยร่วมกันและทำเป็นสัญญาประชาคมนำเสนอต่อประชาชนในช่วงที่มีการเลือกตั้งว่าไม่ว่าฝ่ายใดมาเป็นรัฐบาลจะดำเนินการตามที่ได้ทำสัญญาประชาคมไว้

“วุฒิสภาพร้อมจะเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย ส่วนที่กปปส.ไม่ยอมรับนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ส่วนตัวผมคุยกับประธานวุฒิสภาได้ว่าจะอาสาเข้ามาทำภารกิจตรงนี้ให้”

นายสุรชัย ยังกล่าวถึงข้อเรียกร้องของนายสุเทพที่จะขอเข้าพบผู้นำเหล่าทัพ แต่ ผบ.สส. ไม่ยอมรับการติดต่อนั้น ส่วนตัวมองว่าควรจะให้พบ อย่างน้อยจะได้ใช้โอกาสในการพูดคุยหกัน เพื่อร่วมหาทางออกให้ประเทศ

‘บิ๊กตู่’รอหารือเหล่าทัพ-นายกฯ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ผบ.) กล่าวว่า ยังไม่มีการตอบรับเข้าร่วมหารือกับนายสุเทพ เพราะเรื่องนี้ต้องมีการพูดคุยกันทุกเหล่าทัพก่อน และยังไม่ได้มีการรายงานเรื่องนี้กับนายกฯทราบเนื่องจากตนไม่มีอำนาจมากพอ อีกทั้งกองทัพต้องแสดงความเป็นกลาง จึงขออย่านำกองทัพไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และเห็นว่าความยุติธรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแก้ไขปัญหาที่ดีสุด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาในประเทศครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา หากคนไทยแก้ไขปัญหาด้วยการตอบโต้กันทั้งสองฝ่าย จะไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุด จึงขออย่าลืมว่าทุกคนคือคนไทยด้วยกันถึงแม้ว่าจะมีการเกลียดชังคนใดคนหนึ่งก็ตาม

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโยโฆษกศอ.รส.เปิดเผยว่า พล.ต.อ.อดุลย์แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. กล่าวในที่ประชุมศอ.รส. ถึงกรณีที่นายสุเทพ ขอเข้าพบผู้นำเหล่าทัพรวมถึง ผบ.ตร.นั้น พล.ต.อ.อดุลย์ ยอมรับว่านายสุเทพได้มีการโทรศัพท์มาหาจริง แต่ได้ตอบกลับไปว่าตำรวจจะต้องปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมาย ส่วนในเรื่องการที่จะพบปะพูดคุยกันนั้นอยู่ที่การตัดสินใจร่วมกันของผบ.สส.และผบ.เหล่าทัพ เป็นผู้พิจารณา ซึ่งต้องพิจาณารอบคอบในการเข้าพบซึ่งตำแหน่ง ผบ.ตร.ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่ อีกทั้งยืนยันว่าปฏิบัติตามกรอบกฎหมายเพื่อลดการเผชิญหน้าเพื่อหาทางออก

มอบ’ธงทอง’เปิดเวทีหารือ 15 ธ.ค.

เมื่อเวลา 14.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง11จากจ.เชียงใหม่ ว่ารัฐบาลยินดีที่จะอำนวยความสะดวกให้มีการเปิดเวทีเจรจาหาทางออกให้กับประเทศ โดยมอบหมายให้นายธงทองจันทรางศุ ปลัดสำนักนายกฯเป็นผู้รับผิดชอบในการเชิญทุกภาคส่วน ทั้งตัวแทนพรรคการเมือง เอกชนภาคธุรกิจ ราชการ หน่วยงานด้านการศึกษา ประชาชนเพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ ในวันอาทิตย์ที่15ธ.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ทั้งนี้รัฐบาลหวังว่าการประชุมดังกล่าวจะเป็นการหารืออย่างเปิดกว้าง เพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ชัดเจนในการนำไปแก้ไขปัญหาและเป็นทางการของประเทศต่อไป

ป.ป.ช.รวมฟัน383ปมแก้รธน.ที่มาส.ว.

เมื่อเวลา 16.10 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ และรองโฆษก ป.ป.ช.แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ถึงความคืบหน้าการถอดถอน ส.ส.และ ส.ว. 312 คน ว่า ในที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติเพิ่มสำนวนคำร้องกรณีการถอดถอนส.ส.และ ส.ว.312 คน ที่ร่วมเสนอพิจารณา และลงมติร่างแก้ไขที่มา ส.ว.จากเดิม 5 เรื่อง มาเป็น 8 เรื่องโดยแบ่งเป็นคดีอาญา 3 เรื่อง คดีถอดถอน 5 เรื่อง ซึ่งมีเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปฃชป.) มายื่นถอดถอน ส.ส. ส.ว.ที่มีการเสนอพิจารณา ลงมติการแก้ไขร่างที่มา ส.ว. จากเดิม 312 คนเป็น 383 คนด้วย

ทั้งนี้ในการประชุม ทางองค์คณะไต่สวน ที่ประกอบด้วยนายวิชา มหาคุณ กรรมการและโฆษกป.ป.ช. นายใจเด็ด พรไชยา นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป.ป.ช. ได้รายงานว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวมีการลงนามโดยนายปานเทพ กล้านรงค์ราญ ประธานป.ป.ช.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อจะแจ้งข้อกล่าวหาไปให้ผู้ถูกกล่าวหารับทราบ เพื่อมาดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้กำหนดแนวทางการไต่สวน โดยจะมีการเชิญผู้ร้อง อาทิ นายอภิสิทธิ์นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา นายถาวร เสนเนียม อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มาให้ถ้อยคำ และจะเชิญนายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และนายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ มาให้ถ้อยคำในวันที่ 13 ธ.ค. นี้ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นเวลาใด

ปัดชี้มูลความผิดทัน2ก.พ.หรือไม่

จากนั้นจะเชิญพยานผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำถึงวิธีการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มา ส.ว.ว่าดำเนินการอย่างไร รวมถึงขอดูบันทึกการประชุม โดยจะทำเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ทั้งนี้จะมีการแจ้งไปให้ส.ส. ส.ว.383 คน มาให้คำชี้แจง ซึ่งจะดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยอาจจะมีการลดขั้น ตัดตอนพยานหลักฐานที่ซ้ำซ้อนออกไป เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ หรือ ป.ป.ช.จะดำเนินการเรื่องนี้ทุกวันก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตามได้กำหนดหลักเกณฑ์ไปว่าหากส.ส. ส.ว. 383 คน ไม่ประสงค์จะเข้าชี้แจงภายใน15 วัน หลังจากป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบแล้วถือว่า ส.ส. ส.ว. ทั้ง 383 คน ไม่ประสงค์จะชี้แจงเรื่องดังกล่าว ซึ่งก็จะเป็นการเสียสิทธิในการชี้แจงไป ส่วนผู้ที่ประสงค์จะไปชี้แจงนั้น สามารถมาชี้แจงได้ด้วยตัวเองหรือส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจะดำเนินการทั้ง 2 วิธี ก็สามารถทำได้ ส่วนจะชี้มูลคดีนี้ได้ภายในวันที่ 2 ก.พ. 57 หรือไม่นั้น คงตอบไม่ได้ แต่จะทำให้เร็วที่สุด

ต่อข้อถามว่าป.ป.ช.สามารถชี้มูล สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ นายประสาทกล่าวว่า ไม่น่าจะได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่จะทำการสอบสวนเพิ่มเติมด้วย ส่วนเรื่องที่มีคนยื่นฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมวกลาโหม นั้น วันนี้ยังไม่มีรายงานเข้ามาเพิ่มเติม แต่ทราบว่ามีหลายเรื่องที่กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่

วงเสวนาแนะปฏิรูปท.3ด้าน

ที่หอประชุมพุทธคยา อาคารอัมรินทร์ พลาซ่าองค์กรภาคเอกชน อาทิ สถาบันออกแบบประเทศไทยองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น (ประเทศไทย) เป็นต้น ร่วมจัดเสวนาเรื่อง “พลังภาคประชาชน ทางออกประเทศไทยประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” โดยนายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ กรรมการสถาบันออกแบบประเทศไทย กล่าวว่า ทางออกขณะนี้แม้จะยังมองไม่เห็น แต่ประเทศไทยควรปฏิรูปใน 3 ด้าน ประกอบด้วย การปฏิรูปการเมืองการปกครองและธรรมภิบาล การปฏิรูปสวัสดิการสังคมการศึกษา และการปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำมีการแข่งขันที่เป็นธรรม

นายมานะ นิมิตรมงคล ผอ.องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาหากพูดถึงเรื่องกฎหมายที่จะใช้จัดการเรื่องทุจริตคอรัปชั่น มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้จึงไม่สามารถนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้อย่างแท้จริง เวลานี้สิ่งที่เราควรทำเพื่อสู้กับคอรัปชั่น คือปฏิรูปให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยก่อนการเลือกตั้งต้องตกลงให้ชัดว่าให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้นักการเมืองไม่ลืมให้ประชาชนตรวจสอบเมื่อได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ทั้งนี้คนที่จะเข้ามาเป็นนักการเมือง ควรให้สรรพากรตรวจภาษีย้อนหลังว่ามีรายได้อย่างไร เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ เพื่อเป็นฐานตรวจสอบว่าเมื่อเข้ามาเล่นการเมืองทรัพย์สินที่ได้มามีที่มาอย่างไร

ชี้ปัญหาสื่อเลือกข้างต้องเลิกเสพ

ด้านนพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทย มีประชาธิปไตยแบบตัวแทนมานาน แต่เราต้องพัฒนาให้มีระบบควบคุมกำกับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ไม่ใช่ให้อำนาจไปแล้ว รัฐบาลจะนำงบประมาณไปทำอะไรก็ได้ในต่างประเทศหากรัฐบาลต้องการทำโครงการใหญ่ๆ ต้องสอบถามประชาชน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม ส่วนกรณีมีผู้เสนอให้ตั้งสภาประชาชน มาทำหน้าที่คู่ขนานกับระบบรัฐสภา เพื่อให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองและตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐเป็นแนวคิดที่ดี แต่แนวคิดนี้ต้องระวังไม่ให้เกิดระบบขุนนางประชาชนใหม่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่ต่างกับระบบผู้แทนในรัฐสภา

“เราต้องช่วยกันสนับสนุนให้พลังพลเมืองเติบโตได้อย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ในอาณัติใคร ที่ทำประโยชน์เฉพาะกลุ่มที่จะนำไปสู่การเป็นคนที่มีสถานะใหม่ ที่มีชนชั้นซึ่งจะหมดความเป็นพลเมืองไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นเราต้องช่วยกันเปิดพื้นที่สาธารณะให้มากและหลากหลาย เพื่อให้พลังพลเมืองอิสระได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติไร้ขีดจำกัด”นพ.อำพน กล่าว

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย กล่าวว่า ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่นักการเมืองมีความตกต่ำที่สุด และคนนอกเกิดอาการงงว่าประเทศไทยกำลังเกิดอะไรขึ้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงในสังคม ควรค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงเหมือนกับการให้ยา โดยเริ่มจากวิตามินเม็ดเล็กๆ เมื่อคนรู้ว่าไม่ขม จะยอมรับ และเมื่ออาการดีขึ้นตามลำดับเราสามารถใช้ยาแรงขึ้นได้

นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า บทบาทของสื่อมวลชนด้วยความเป็นกลาง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดคือนายทุนขของสื่อที่เลือกข้าง จึงทำใหการทำหน้าที่ของสื่อไม่เป็นกลาง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดประชาชนต้องรับเลือกสื่อให้มีความเหมาะสมรอบด้านเพื่อป้องกันการถูกครอบงำ

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ทั่วไป และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร