บิ๊กเหล่าทัพรับนัดคุย’สุเทพ’เสาร์นี้เอกชนหนุนปฏิรูปกปปส.เปิดโครงสร้างสภาประชาชนเลือกตั้งวิชาชีพ300สรรหา100คน

สยามรัฐ ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ศาลให้ประกันตัว “มาร์ค” คดีสลายชุมนุมปี 53 วงเงิน 6 แสนบาท พร้อมสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และนัดตรวจพยานหลักฐาน 24 มี.ค.57 “สุเทพ” ส่งทนายขอเลื่อนนำตัวส่งฟ้องศาลเป็น 16 ม.ค.57 “ตำรวจ” จัดกำลัง 1 กองร้อยป้องกันเหตุวุ่นวาย”คปท.”ตัดไฟ-รื้อลวดหนามรอบทำเนียบฯ “ปชป.” อ้างหลายฝ่ายแนะเลือกตั้งไม่ใช่ทางออก สั่งเรียกประชุมพรรค 16-17 ธ.ค.นี้ ถกคลอดพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ “สุเทพ” นำทีมถกภาคเอกชน 7 องค์กร แจงแนว ทางปฏิรูปผ่านมาตรา 3-มาตรา 7 ลั่นเลือกตั้ง 2 ก.พ.ไม่เกิด หากไม่ปฏิรูปก่อน ยันรับฟังทุกฝ่ายเว้น 3 เกลอ “วีระ-ตู่-เต้น”พร้อมเปิดโครงสร้างสภาประชาชนไม่เกิน 400 คน เลือกตั้งวิชาชีพ 300-สรรหา 100 “ภาคเอกชน” หนุนเพิ่มอำนาจให้ประชาชนร่วมตรวจสอบรัฐ แนะค่อยๆปรับเปลี่ยน อย่าเพิ่งใช้ยาแรง เตือนตั้งสภาประชาชนระวังเกิดระบบขุนนางประชาชนใหม่ “ผบ.สส.” ถก “เหล่าทัพ” ยันไม่ขอพบ “สุเทพ” ตัวต่อตัว หวั่นถูกมองกองทัพเลือกข้าง เสนอให้ถกทหารวงใหญ่รวมกับส่วนราชการ “ยิ่งลักษณ์”เชิญทุกภาคส่วนหารือทางออกประเทศ 15 ธ.ค.นี้แจงไม่เข้าร่วมด้วย แต่ส่งข้าราชการเป็นคนกลางเพื่อให้ได้คุยกันเอง ขณะที่ “สุเทพ”เผยบิ๊กเหล่าทัพรับนัดพูดคุยเสาร์นี้

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ เมื่อเวลา09.00 น. วันที่ 12 ธ.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมทนาย นำโดย นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ และนายราเมศ รัตนะเชวง เดินทางมายังศาล ตามที่อัยการสูงสุดนัดนำตัวนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพเทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ส่งฟ้องในข้อหาร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากคดีการเสียชีวิตของ นายพัน คำกอง และด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา และกรณีการบาดเจ็บของ นายสมร ไหมทองคนขับรถตู้ ทั้งหมดถูกยิงด้วยฝีมือเจ้าหน้าที่บริเวณ ถ.ราชปรารภ ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม เดือน พ.ค.2553

โดย นายอภิสิทธิ์ เดินขึ้นบันไดด้านหน้าศาลด้วยสีหน้าเรียบเฉย มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 15 คน ที่มารอกันอยู่บริเวณทางขึ้นศาลตะโกนโจมตี โดยนายอภิสิทธิ์ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ พร้อมกันนี้ยังมีกลุ่มผู้สนับสนุนนายอภิสิทธิ์อีกจำนวนหนึ่งเดินทางมาพร้อมดอกกุหลาบสีชมพูเพื่อรอมอบให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์

ส่วน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และอดีต ผอ.ศอฉ. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาร่วมในคดีนี้ได้ส่งนายเจษฎา อนุจารีย์ ทนายความ ขอเลื่อนนัดนำตัวส่งฟ้องศาลออกไปเป็นวันที่ 16 ม.ค.57 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอัยการที่จะพิจารณาถึงข้อเท็จจริง และเหตุผลความจำเป็นว่าจะให้เลื่อนนัดหรือไม่ โดยทางอัยการจะไปประชุมปรึกษาหารือกับคณะทำงานอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บรรยากาศที่ด้านหน้าศาลอาญามีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.2 จำนวน 1 กองร้อย หรือ150 นาย มารักษาความสงบเรียบร้อยโดยมีการตั้งแผงเหล็กกั้นเป็นแนวตั้งแต่ด้านล่างทางขึ้นศาลอาญาไปจนถึงประตูทางเข้าศาลด้านบน มีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจเดินทางมาทำข่าวจำนวนมาก โดยผู้สื่อข่าวและช่างภาพที่เดินทางมาทำข่าวจะต้องแลกบัตรประจำตัวกับเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อรับบัตรผู้สื่อข่าวศาลอาญา

ต่อมา เวลาประมาณ 09.25 น.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการ รมช.พาณิชย์ พร้อมด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นพ.เหวงโตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายคารม พลพรกลาง ทนายความ เดินทางมารับฟังการสืบพยานโจทก์ในคดีก่อการร้ายด้วย

จากนั้น เวลาประมาณ 12.20 น.ศาลได้สอบคำให้การ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีทุกข้อกล่าวหา ศาลจึงนัดประชุมคดีตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 24 มี.ค.57 เวลา 09.00 น. โดยทนายความของนายอภิสิทธิ์ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นอาคารชุดที่ จ.ชลบุรี มูลค่า 1.8 ล้านบาท ให้ศาลพิจารณาเพื่อขอปล่อย

ชั่วคราวด้วย ขณะที่ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 จำนวน 7 ราย ได้ยื่นคำร้องคัดค้านประกันตัวด้วย แต่ศาลพิจารณาคำร้องทั้งหมดแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยตีราคาประกัน 600,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ ยกเว้นได้รับอนุญาตจากศาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราว นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางออกทางใต้ถุนด้านหลังศาลและขึ้นรถเดินทางกลับโดยทันที ขณะที่กองทัพสื่อมวลชนที่ดักรอสัมภาษณ์อยู่บริเวณด้านหน้าศาลอาญา รวมทั้งกลุ่มประชาชนที่เตรียมดอกกุหลาบมาให้กำลังใจ ก็ต่างผิดหวังไปตามๆ กัน

“คปท.”รื้อลวดหนาม-ตัดไฟทำเนียบฯ

เมื่อเวลา ประมาณ 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายนิติธรล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท. และนายอุทัยยอดมณี แกนนำ คปท. นำมวลชนเข้ารื้อลวดหนามบริเวณรอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลพร้อมทำการตัดไฟฟ้าภายในทำเนียบฯเพื่อกดดันให้ตำรวจออกจากทำเนียบรัฐบาลต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ต่อไฟฟ้ากลับมาใช้ได้ตามปกติ

ปชป.เรียกสส.ถกพิมพ์เขียวปฏิรูป

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า หลายฝ่ายกำลังมองว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57จะเกิดขึ้นหรือไม่และการเลือกตั้งจะเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้จริงหรือไม่ เพราะการยุบสภาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เหมือนกับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เคยหนีปัญหาด้วยการยุบสภามาแล้วเมื่อปี 2548 โดยหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะปรับทัศนคติว่าการเลือกตั้งที่ได้มาซึ่งเสียงข้างมากไม่มีสิทธิกระทำการเหนือกฎหมายได้ ทั้งนี้ได้มีหลายฝ่ายเสนอทางออกให้กับประเทศ โดยเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทางออก แต่ต้องมีการปฏิรูปประเทศ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ ก่อนจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง จึงอยากให้พรรคเพื่อไทยร่วมเสนอทางออกประเทศ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ จะมีการประชุมใหญ่วิสามัญในวันที่ 16-17 ธ.ค.นี้ โดยจะมีการออกแบบและนำเสนอโครงสร้างปฏิรูปประเทศให้กับประชาชนได้รับทราบเพื่อให้ประเทศไทยมีทางออกในวันข้างหน้าด้วย

“สุเทพ” ถกภาคเอกชน 7 องค์กร

ที่ห้องรัตนโกสินทร์ โรงแรมเดอะสุโกศล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และคณะ ได้เข้าหารือกับตัวแทนภาคเอกชน 7 องค์กร ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย

โดย นายสุเทพ ชี้แจงในช่วงต้นว่าต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ที่สมบูรณ์และปฏิรูปประเทศโดยต้องการทำก่อนการเลือกตั้งทั่วไป เพราะไม่อาจทนอยู่ได้ภายใต้การทุจริตการเลือกตั้งที่ไม่ได้ผู้แทนที่แท้จริงของประชาชน จึงต้องให้มีการปฏิรูปการเลือกตั้งรวมถึงให้มีรัฐบาลชั่วคราวที่มาจากคนกลางโดยไม่มีพรรคการเมืองมาเกี่ยวข้อง ไม่ต้องการแช่แข็งประเทศไทยรวมไปถึงให้มีสภาประชาชนที่จะกำกับนโยบายร่วมกัน มีกฎหมายต่อต้านการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพคดีไม่มีอายุความให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกระจายอำนาจ ปรับโครงสร้างตำรวจให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจ (ก.ตร.) มาจากภาคประชาชน

เปิดโครงสร้างสภา ปชช.

“สภาประชาชนที่ตั้งขึ้นจะมีไม่เกิน400 คน โดย 300 คน มาจากการเลือกตั้งกลุ่มวิชาชีพต่างๆ อีก 100 คนมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ กปปส.สรรหา ผู้จะมาเป็นสภาประชาชนต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและเมื่อพ้นจากสภาประชาชนจะต้องไม่ลงเลือกตั้งตำแหน่งใดๆ ในระยะเวลา 5 ปี” นายสุเทพ กล่าว

ด้านตัวแทนภาคเอกชน กล่าวว่ายินดีที่จะรับฟัง ขณะนี้หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องมีการปฏิรูปและมีบางประเด็นที่ยังไม่เข้าใจ ซึ่งเจตนาของ 7 องค์กรเอกชนคือทำอย่างไรให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเกิดความมั่นคงและเดินไปด้วยกัน เห็นด้วยกับแนวทางที่จะมีการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมรวมถึงเห็นตรงกันกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งนี้เบื้องต้นหากยังไม่มีข้อสรุปจะกระทบกับเศรษฐกิจของรากหญ้า

ตัวแทนภาคเอกชนยังระบุด้วยว่าเมื่อทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันที่จะให้มีการปฏิรูปแต่ปัญหาสำคัญคือจะทำอย่างไรให้สภาประชาชนเป็นที่ยอมรับ พร้อมขอให้นายสุเทพชี้แจงว่ามีขั้นตอนอย่างไรในการสรรหาสมาชิกสภาประชาชน

นายสุเทพ กล่าวตอบว่า ขณะนี้ถือว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมตั้งแต่วันที่ปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชนในการออกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม โดยขอยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนคือปราศจากอาวุธไม่มีเหตุรุนแรง ซึ่งหากไม่ยอมรับการออกมาเคลื่อนไหวของประชาชนจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่มีความจำเป็นตัองชี้แจง

“ขณะนี้มีหลายองค์กรที่เสนอเป็นคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยประชาชน แต่ผมปฏิเสธไป เนื่องจากไม่ต้องการต่อรองมีเพียงแค่จะปฏิรูปประเทศ หรือยอมอยู่ภายใต้ระบอบทักษิณ ซึ่งข้อเรียกร้องของกปปส.คือการให้นายกฯลาออกจากการรักษาการ และให้รองประธานวุฒิสภานำรายชื่อนายกฯคนกลางขึ้นทูลเกล้าฯแต่หากนอกเหนือไปจากนี้อาจต้องมีการเจ็บปวดบ้าง อาจกระทบธุรกิจบ้างแต่เชื่อว่าเป็นเวลาสั้นๆ” เลขาฯกปปส.ระบุ

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีเพียง2 ทางเลือกที่จะทำให้เรื่องจบได้ คือ 1.ประชาชนยึดอำนาจอธิปไตยแล้วเหมือนทหารปฏิวัติใช้อำนาจได้ และ 2.ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการ แล้วใช้มาตรา7 ซึ่งไม่ได้มาจากกปปส.หรือมาจากระบอบทักษิณต้องเป็นคนที่ประชาชนมั่นใจได้

ลั่นไม่ปฏิรูปเลือกตั้งไม่เกิด

ตัวแทนภาคเอกชนตั้งคำถามต่อไปว่า หากการปฏิรูปแล้วเสร็จไม่ทันก่อนการเลือกตั้ง 2 ก.พ.จะทำอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า แนวทางของ กปปส.คือต้องไม่มีการเลือกตั้งแบบเดิม

“ถ้าจะมีการดึงดันให้มีการเลือกตั้งผมคนหนึ่งจะไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง ถ้ายังไม่มีการปฏิรูป” นายสุเทพ กล่าว

ทางด้าน นางปิยะมาลย์ เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สอบถามต่อไปว่าอยากให้มีนโยบายด้านสังคมอย่างไรที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้ม และจะทำอย่างไรให้กลับมาพูดคุยกันได้

นายสุเทพ กล่าวยืนยันว่า สิ่งที่ทำไม่ใช่การทำเพื่อตัวเองและพรรคการเมืองซึ่งพร้อมที่จะเชิญกลุ่ม นปช.เข้ามาร่วมกันปฏิรูปประเทศ แต่หากอยู่อย่างนี้ไม่มีทางที่จะเป็นสยามเมืองยิ้มได้ ตนตัดสินใจแล้วที่จะไม่เล่นการเมืองทั้งที่รักอาชีพนี้มากที่สุด

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการเปิดรับแนวคิดจากกลุ่มอื่นด้วยหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นต่างเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็นอย่างไร

โดย นายสุเทพ ย้ำว่า พร้อมเปิดรับทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป ส่วนที่จะทำให้เกิดความสำเร็จนั้น เสียงของภาคเอกชนมีความหมาย เพราะไม่มีผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งตนถูกดำเนินคดีหลายข้อหาและจะทำทุกอย่างไม่ให้มีการเลือกตั้งเพราะการเลือกตั้งตามกติกานี้ทำให้คนๆ เดียวมาซื้อประเทศนี้ได้ พร้อมกับเปิดเผยว่าตนเคยเจอนายกฯแล้วต่อหน้าผบ.เหล่าทัพ แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังตัดสินใจไม่ได้ นอกจากนี้ทาง กปปส.ยิน-ดีรับความคิดเห็นของทุกฝ่าย รวมถึงคนเสื้อแดง ยกเว้น นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาคเอกชนได้สรุปว่าเห็นด้วยกับแนวทางที่จะให้มีการปฏิรูปซึ่งจากนี้จะมีการจัดเวทีเพื่อหาทางออกร่วมกันอีกครั้ง

“เอกชน” หนุนเพิ่มอำนาจให้ปชช.

ที่หอประชุมพุทธคยา อาคารอัมรินทร์ พลาซ่า องค์กรภาคเอกชน อาทิสถาบันออกแบบประเทศไทย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เป็นต้นร่วมจัดเสวนาเรื่อง “พลังภาคประชาชนทาง ออกประเทศไทยประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” โดย นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ กรรมการสถาบันออกแบบประเทศไทย กล่าวว่า ทางออกขณะนี้แม้จะยังมองไม่เห็น แต่ประเทศไทยควรปฏิรูปใน 3 ด้าน ประกอบด้วยการปฏิรูปการเมืองการปกครองและธรรมาภิบาลการปฏิรูปสวัสดิ การสังคมการศึกษา และการปฏิรูปเศรษฐ กิจ ลดความเหลื่อมล้ำมีการแข่งขันที่เป็นธรรม

ขณะที่ นายมานะ นิมิตรมงคล ผอ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย)กล่าวว่าที่ผ่านมาหากพูดถึงเรื่องกฎหมายที่จะใช้จัดการเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ จึงไม่สามารถนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้อย่างแท้จริง เวลานี้สิ่งที่เราควรทำเพื่อสู้กับคอร์รัปชั่น คือปฏิรูปให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยก่อนการเลือกตั้งต้องตกลงให้ชัดว่าให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาโครงการใหญ่ๆของรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้นักการเมืองไม่ลืมให้ประชาชนตรวจสอบเมื่อได้รับการเลือกตั้งเข้ามา

นายมานะ กล่าวว่า คนที่จะเข้ามาเป็นนักการเมืองควรให้สรรพากรตรวจภาษีย้อนหลังว่ามีรายได้อย่างไร เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ เพื่อเป็นฐานตรวจสอบว่าเมื่อเข้ามาเล่นการเมืองทรัพย์สินที่ได้มามีที่มาอย่างไร

เตือนระวังเกิดระบบขุนนางใหม่

ส่วน นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีประชาธิปไตยแบบตัวแทนมานานแล้ว แต่เราต้องพัฒนาให้มีระบบควบคุมกำกับประชาธิปไตยแบบตัวแทนไม่ใช่ให้อำนาจไปแล้วรัฐบาลจะนำงบ

ประมาณไปทำอะไรก็ได้ ในต่างประเทศหากรัฐบาลต้องการทำโครงการอะไรใหญ่ๆต้องสอบถามประชาชนเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม

นพ.อำพล กล่าวว่า กรณีมีผู้เสนอให้ตั้งสภาประชาชนขึ้นมาทำหน้าที่คู่ขนานกับระบบรัฐสภา เพื่อให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองและตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐ เป็นแนวคิดหนึ่งที่ดี แต่แนวคิดนี้ต้องระวังไม่ให้เกิดระบบขุนนางประชาชนใหม่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่ต่างกับระบบผู้แทนในรัฐสภา

นพ.อำพล กล่าวว่า ประเทศไทยบริหารโดยใช้ส่วนกลางเป็นศูนย์อำนาจสร้างระบบออกกฎหมายรวมศูนย์อำนาจทรัพยากรการตัดสินใจและการบริหารไว้ที่ส่วนกลาง ใครๆ อยากได้อำนาจรัฐเพราะเมื่อได้อำนาจรัฐก็เหมือนได้ทุกอย่างลงทุนไม่มาก แต่ได้มาก การเมืองจึงเป็นเรื่องกิจการครอบครัว พรรคพวกไม่ใช่การเมืองเพื่อประชาชน ถ้าประเทศไทยไม่พลิกกลับโครงสร้างอำนาจโดยกระจายถ่ายโอนให้กับชุมชนท้องถิ่นจัดการกันเอง ประเทศจะเดินก้าวหน้าไปได้ยากลำบาก นักธุรกิจการเมืองจะหาทางเข้าสู่อำนาจเหมือนเดิม เพื่อเข้ายึดกุมผลประโยชน์ไว้สำหรับพวกตนพรรคตนเช่นเดิม ไม่รู้จบ

“เราต้องช่วยกันสนับสนุนให้พลังพลเมืองเติบโตได้อย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ในอาณัติใคร ที่ทำประโยชน์เฉพาะกลุ่มที่จะนำไปสู่การเป็นคนที่มีสถานะใหม่ ที่มีชนชั้นซึ่งจะหมดความเป็นพลเมืองไปอย่างน่าเสียดายดังนั้น เราต้องช่วยกันเปิดพื้นที่สาธารณะให้มากและหลากหลาย เพื่อให้พลังพลเมืองอิสระได้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติไร้ขีดจำกัด”นพ.อำพล กล่าว

ระวังอย่าเพิ่งใช้ยาแรงในสังคม

ทางด้าน นายวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์กรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย กล่าวว่า ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่นักการเมืองมีความตกต่ำที่สุด และคนนอกเกิดอาการงงว่าประเทศไทยกำลังเกิดอะไรขึ้นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในสังคม ควรค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงเหมือนกับการให้ยา โดยเริ่มจากวิตามินเม็ดเล็กๆเมื่อคนรู้ว่าไม่ขม จะยอมรับ และเมื่ออาการดีขึ้นตามลำดับ เราสามารถใช้ยาแรงขึ้นได้

นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าบทบาทของสื่อมวลชนด้วยความเป็นกลางแต่สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุด คือนายทุนของสื่อมวลชนที่เลือกข้างจึงทำให้การทำหน้าที่ของสื่อไม่เป็นกลางดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือประชาชนต้องรับเลือกสื่อให้มีความเหมาะสมรอบด้านเพื่อป้องกันการถูกครอบงำ

“ผบ.สส.”ยันคุยทหารต้องมีคนกลาง

แหล่งข่าวใกล้ชิด พล.อ.ธนะศักดิ์ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.สส.) ยืนยันว่า ยังไม่มีการเปิดให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. เข้าพบ ผบ.สส. และขณะนี้นายสุเทพ ยังไม่ได้มีการส่งหนังสือมาถึงผบ.สส. แต่อย่างใด ซึ่งปกติการเดินทางเข้าพบ ผบ.สส. และผบ.เหล่าทัพ เพื่อหารือปัญหา ทางการเมือง ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ซึ่งกองทัพเองจะต้องวางตัวและทำหน้าที่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

รายงานข่าวแจ้งว่า ทางพล.อ.ธนะศักดิ์ ได้มีการหารือกับ ผบ.เหล่าทัพอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อขอให้ทุกคนเสนอแนวทางว่า กองทัพจะดำเนินการ และการวางตัวอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ส่วนกรณีที่แกนนำกปปส. จะขอเข้าพบผบ.สส. และผบ.เหล่าทัพนั้น ทางผบ.เหล่าทัพยืนยันว่าทางกองทัพจะต้องคำนึงถึงบทบาทหน้าที่ในภารกิจด้านความมั่นคงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยกองทัพพร้อมรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน เพื่อนำมากำหนดบทบาท และวางท่าทีให้เหมาะสมเพื่อให้ปัญหาความขัดแย้งยุติลงด้วยการพูดคุย

โดยข้อสรุปจะต้องเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และยืนยันว่า ทางทหารจะต้องเป็นกลางทางการเมือง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่หากจำเป็นจะต้องมีการเปิดโอกาสให้ กปปส.เข้าพบ ผบ.เหล่าทัพจริงๆ ทางผบ.สส.ก็จะต้องแจ้งให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ และรักษาการ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้บังคับ บัญชาได้รับทราบก่อน เพื่อให้พิจารณาตามสายระดับการบังคับบัญชา

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทาง ผบ.เหล่าทัพมองว่า ไม่เหมาะสมหากให้นายสุเทพมาพูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพเป็นการส่วนตัวเพราะจะทำให้ถูกมองว่า กองทัพไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง โดยมีทางออกที่อาจจะเสนอให้นายสุเทพ พบกับทั้งผบ.เหล่าทัพ และตัวแทนส่วนราชการต่างๆเพื่อเข้าร่วมหารือแก้ไขปัญหาพร้อมกันซึ่งทุกอย่างน่าจะมีความชัดเจนในวันที่ 13 ธ.ค.นี้

วันเดียวกัน กองบัญชาการกองทัพไทย ได้เผยแพร่ข่าวกรณีแกนนำกปปส.ขอเข้าพบผู้นำเหล่าทัพเพื่อชี้แจงจุดยืนและเป้าหมายการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ว่า กองทัพไทยพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนหารือ ข้อคิดเห็น เพื่อนำไปสู่ความสงบสุขและผลประโยชน์ของประเทศชาติกองทัพไทยจึงจัดให้มีเวทีเสวนาสาธารณะในวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค. ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ กองบัญชาการกองทัพไทยถนนแจ้งวัฒนะในเวลา15.00 น. โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงาน องค์กร นักวิชาการ ภาคเอกชน และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งกองทัพไทยจะได้เชิญกลุ่มดังกล่าวเข้าร่วมเสวนาครั้งนี้ด้วย

“ยิ่งลักษณ์”เปิดเวทีหาทางออก

เมื่อเวลา 14.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร รักษาการนายกฯ แถลงทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 จากจ.เชียงใหม่ ว่า เรียนพี่น้องประชาชน สถานการณ์ทางการเมืองและการชุมนุมที่ต่อเนื่องมาระยะหนึ่งทุกฝ่ายกังวลใจในอนาคตและทางออกบ้านเมือง รัฐบาลรับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน พยายามที่รักษาความสงบเรียบร้อยและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐบาลพร้อมเปิดใจรับฟังความเห็นต่างๆรวมทั้งเวทีหารือเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตประเทศวันนี้หลายองค์กรพยายามเปิดพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้มีเวทีพูดคุยด้วยแนวทางสันติและ ปฏิรูปประเทศในวันข้างหน้าเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ขอเรียนว่ารัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในเวทีนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายถกปัญหาและดำเนินการในอนาคตให้ประเทศก้าวหน้าและเป็นจริงที่ปฏิบัติได้ ขอเชิญประชุมร่วมกัน ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์หวังว่าทุกฝ่ายจะตกลงมาหารือกัน ขอเชิญชวนในการหารือวงกว้างเพื่อให้มีข้อเสนอและให้ทุกฝ่ายเห็นแนวทางแก้ปัญหาและสอดคล้องที่จะเป็นทางออกหนึ่ง รัฐบาลจึงขอเรียนเชิญ”

แจงไม่เข้าร่วมด้วย

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า เวทีดังกล่าวตนจะไม่เข้าร่วมโดยจะให้เป็นเรื่องของข้าราชการประจำเป็นผู้ดำเนินการและเป็นคนกลาง เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง ส่วนการคาดหวังต่างๆนั้นคงต้องรอดู เพียงแต่เราจะเปิดเวทีดังกล่าวควบคู่ไปกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ ส่วนเรื่องของระยะเวลานั้นยังไม่มีการกำหนดส่วนรูปแบบได้มอบหมายให้นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกฯ ไปคิดและดำเนินการ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าถ้าเราเห็นภาพรวมพร้อมกันเร็วก็คงจะเสร็จเร็วอย่างไรก็ตามเวทีดังกล่าว ยังไม่มีการกำหนดชื่ออย่างเป็นทางการ แต่จะเป็นการเปิดกว้างเพื่อรับฟังความคิดเห็น

เมื่อถามว่า เป็นการถอยอีกก้าวหนึ่งหรือไม่ นายกฯปฏิเสธ ได้เพียงแต่ยิ้มและกล่าวว่า”เวทีนี้จะเป็นเวทีที่เปิดกว้างซึ่ง นายธงทองจะทำการหารือถึงความชัด เจนและรูปแบบต่างๆและในวันที่ 13 ธ.ค.จะชี้แจงความชัดเจนให้ทราบถึงรายละเอียดของเวทีดังกล่าว ซึ่งหากทาง กปปส.พิจารณาแล้ว จะเข้าร่วมในเวทีดังกล่าวก็ไม่มีปัญหา” นายกฯ กล่าว

ผบ.นัดสุเทพคุย 14 ธ.ค.นี้

เมื่อเวลา 19.30 น. ที่เวทีราชดำเนินนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ได้กล่าวปราศรัยบนเวที ในตอนหนึ่งว่า ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ปฏิมาประกร ผบ.สส. ได้ให้เราเข้าไปพบในเวลา 15.00 น.แล้ว ต้องขอขอบคุณผบ.สส. และผบ.เหล่าทัพ ที่เปิดโอกาสให้แกนนำ กปปส.เป็นตัวแทนของมวลมหาประชาชนไปชี้แจง ไปอธิบายเหตุผลความจำเป็นที่เราต้องลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงปฏิรูปบ้านเมืองและจะได้ฟังจากปากท่านเองโดยตรง

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ทั่วไป และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร