สุเทพนำทีมถก7องค์กรภาคเอกชนเปิดโมเดลปฏิรูป’ปู’สั่งธงทองตั้งเวทีระดมฝ่าวิกฤติ15ธ.ค.ศปท.บุกตัดไฟทำเนียบ

Untitled6คม ชัด ลึก (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

“สุเทพ” นำแกนนำ กปปส.ถก 7 องค์กรธุรกิจ เปิดโมเดลสภาประชาชน 400 คน ชี้มี 2 ทางเลือก จบรุนแรงหรือนายกฯ ลาออกรักษาการ เมินร่วมเวทีรัฐหลังนายกฯ สั่งเปิดเวทีถกปฏิรูปประเทศ 15 ธ.ค. ม็อบบุกทำเนียบ-เปลี่ยนป้ายชื่อ “มท.”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 12 ธันวาคม แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายอิสสระ สมชัย นายนิติธร ล้ำเหลือ นายถาวร เสนเนียม นายสุริยะใส กตะศิลา ได้เข้าพบ 7 องค์กรภาคเอกชน ได้แก่ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดทุนแห่งประเทศไทย และสมาคมธุรกิจโรงแรม ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล (สยามซิตี)

โดยนายสุเทพได้ชี้แจงรูปแบบของสภาประชาชนว่า จะให้มีไม่เกิน 400 คน ในจำนวนนี้ 300 คนจะมาจากการเลือกตั้งของกลุ่มวิชาชีพ อีก 100 คนมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ กปปส.จะร่วมกันสรรหา ซึ่งอาจจะนำแพทย์ที่ทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองเข้ามาเป็นหนึ่งในสภาประชาชน เช่น นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ส่วนคุณสมบัติสำคัญคือ ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองมายุ่งเกี่ยว และจะไม่ลงเลือกตั้งในตำแหน่งการเมืองใดไม่น้อยกว่า 5 ปี

นายสุเทพกล่าวต่อว่า รัฐบาลนี้เป็นแค่หุ่นเชิดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บงการอยู่ต่างประเทศ การที่คนลุกฮือจำนวนมาก หากยังไม่ยอมรับก็ไม่มีเหตุผลจะชี้แจงต่อไป ขณะนี้มีหลายองค์กรที่เสนอเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยประชาชน แต่ได้ปฏิเสธเพราะไม่ต้องการต่อรอง มีเพียงแค่จะปฏิรูปประเทศ หรือยอมอยู่ภายใต้ระบอบทักษิณ ข้อเรียกร้อง กปปส. คือให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากการรักษาการ และให้รองประธานวุฒิสภา นำรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลางขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่หากนอกเหนือไปจากนี้อาจต้องมีการเจ็บปวดบ้าง อาจกระทบธุรกิจบ้างแต่เชื่อว่าเป็นเวลาสั้นๆ

“มี 2 ทางเลือกที่เรื่องจะจบได้ คืออาจเกิดเหตุรุนแรง หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และคณะรัฐมนตรีลาออก ไม่มีการแต่งตั้งใครรักษาการ ไม่มีตัวแทนพรรคการเมืองเข้ามารักษาการ เพื่อเปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7” นายสุเทพ กล่าว

ด้านตัวแทนสภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้ซักถามว่า จากแนวทางการปฏิรูปต้องมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง นายสุเทพจะเปิดรับแนวทางอื่นด้วยหรือไม่ การที่มีหลายฝ่ายเข้ามาแสดงความเห็นน่าจะมีประโยชน์มาก นายสุเทพกล่าวว่า บอกไปแล้วว่ามวลชนคนเสื้อแดงเราพร้อมที่จะรับเข้ามาพูดคุยปรึกษาหารือ เราก็รับฟังความคิด เราก็ไม่ใช่ผู้รอบรู้หมดไปเสียทุกอย่าง เพียงแต่เราไม่ต่อรองเท่านั้นเอง และยืนยันว่าต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลงก่อนเลือกตั้ง

ตัวแทนสภาธุรกิจตลาดทุนไทยถามว่า จะมีการเปิดรับแนวคิดจากกลุ่มอื่นด้วยหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นต่างเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็น นายสุเทพตอบว่า พร้อมเปิดรับทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป แต่ไม่ใช่แนวทางที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เนื่องจากมีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ส่วนที่จะทำให้เกิดความสำเร็จนั้น และความต้องการที่เข้าพบภาคเอกชนนั้น อยากให้ภาคเอกชนเข้าใจสถานการณ์จริง ได้ฟังจากปากพวกตน ได้ซักถามตรงไปตรงมา เมื่อเข้าใจก็ขอความร่วมมือว่า หากเห็นว่าสิ่งที่ดำเนินการถูกต้องก็อยากได้เสียงสนับสนุน เพราะคำพูดของภาคเอกชนมีความหมายมาก

“เราต้องการเสียงของพวกท่าน เพราะพวกท่านไม่มีผลประโยชน์ บางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับผม กรุณาเฉยซะได้ก็ดี อย่ามาสกัดทางอ้อม เป็น การตัดกำลังโดยเปล่าประโยชน์” นายสุเทพกล่าว

ตัวแทนภาคธุรกิจสอบถามว่า จะมีโอกาสเจอกับนายกฯ โดยตรงอีกหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่อยากเจอเลย ประชาชนเขาไม่อยากให้ตนเจอ แต่ที่เคยไปเจอครั้งหนึ่ง ก็ด้วยความเกรงใจ ผบ.เหล่าทัพ จึงไปพบ และบอกไปว่า เราเจอกันหนนี้หนเดียว เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง

“ถ้าพวกท่านร่วมมือด้วย เรื่องก็จะจบเร็ว วันนี้ต้องทำให้จบเร็ว ผมขอเรียนว่าวันนี้ประชาชนไม่ถอย” นายสุเทพ กล่าว

เอกชนชมรัฐ-กปปส.ไม่ใช้ความรุนแรง

ด้านนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกันระหว่าง 7 องค์กรภาคเอกชนว่า การที่รัฐฐาลตัดสินใจยุบสภาเป็นการดำเนินการตามวิถีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชมเชยที่ทั้งสองฝ่ายพยายามยุติข้อขัดแย้ง โดยไม่ใช้ความรุนแรง แต่เห็นว่าการแก้ไขปัญหาต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนร่วมของประเทศชาติเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ยังมีความเป็นห่วงว่าการยุบสภายังไม่ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างสมบูรณ์ เพราะความขัดแย้งดังกล่าวหยั่งรากลึก และได้นำไปสู่ความแตกแยกของประเทศ

กปปส.ซัด”ปู”ตะแบง-ยันไม่ร่วมเวทีรัฐ

เมื่อเวลา 14.50 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงปฏิเสธคำเชิญชวนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เชิญทุกฝ่ายเข้าร่วมเวทีเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศ โดยระบุว่าแถลงการณ์ของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ แสดงให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ฟังเสียงของประชาชนและไม่เข้าใจข้อเสนอของประชาชน ยังคงตะแบง และดื้อดึงว่าการเลือกตั้งเป็นทางออก ทั้งที่ประชาชนยืนยันว่าต้องมีการปฏิรูปประเทศก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ทั้งนี้ กปปส.จะดำเนินการดังต่อไปนี้ คือ 1.รอฟังคำตอบจาก ผบ.เหล่าทัพ 2.วันนี้ (12 ธ.ค.) คณะกรรมการ กปปส.จะไปชี้แจงต่อ 7 องค์กรภาคเอกชน ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล เวลา 15.30 น. 3.ในวันที่ 13 ธันวาคม เวลา 10.30 น. จะจัดรายการพบสื่อมวลชน เพื่อเปิดโอกาสให้ซักถามคณะกรรมการ กปปส. ที่สโมสรราชตฤณมัย ชั้น 2 และ 4.วันที่ 14 ธันวาคม จะจัดสมัชชามวลมหาประชาชน ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. โดยแกนนำจะเปิดให้ทุกฝ่ายได้ซักถาม ทุกประเด็น

สำหรับกระแสข่าวว่าเหตุผลที่ ผบ.เหล่าทัพ ไม่ยอมให้เข้าพบ เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นภาพของทหารรายงานตัวต่อ กปปส.นั้น นายเอกนัฎชี้แจงว่า กปปส.ได้แสดงความจริงใจไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องการรายงานตัว แต่เป็นเรื่องที่ กปปส. ขอเข้าพบเพื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามกรณีสภาประชาชน

นายเอกนัฎให้สัมภาษณช่วงเช้าว่า หากผู้บัญชาการทหารสูงสุดปฏิเสธไม่ให้เข้าพบ กปปส. ก็ไม่ถือว่าหน้าแตก เพราะเป็นการแสดงความจริงใจแล้ว

“สาทิตย์”ลั่นปลุกมวลชนสู้รอบใหม่

ขณะเดียวกัน ที่เวทีชุมนุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อเวลา 15.30 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส. ได้ขึ้นเวทีชี้แจงข่าวให้ผู้ชุมนุมได้รับทราบ คือ 1.การที่กลุ่ม คปท.เข้ารื้อลวดหนามที่รอบทำเนียบรัฐบาลและตัดน้ำตัดไฟ เหตุเพราะตำรวจยังไม่ถอนกำลังและมีท่าทีจะเพิ่มกำลังเพื่อคุกคามผู้ชุมนุม ทั้งนี้ กปปส.จะต้องเพิ่มมาตรการกดดันต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ลาออกจากรักษาการให้ได้รวมทั้ง ครม.ด้วย 2.นายสุเทพที่ได้นัดพบ ผบ.สูงสุด และผู้นำเหล่าทัพนั้น ทาง ผบ.ตร.ได้รับการชี้แจงจากนายสุเทพถึงเหตุการณ์ชุมนุม และทิศทางการปฏิรูปประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วน ผบ.สูงสุดที่มีกระแสข่าวยังไม่ยอมพบนั้น ข้อเท็จจริงคือ ต้องการให้มีการพูดคุยกับองค์กรอื่นก่อน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางแกนนำ กปปส.ได้เข้าพบพูดคุยกับ 7 องค์กรภาคธุรกิจอยู่ ทำให้เห็นว่าภาคเอกชนได้ขานรับแนวคิดของกปปส.แล้ว ทั้งนี้ หลังเวลา 20.00 น. นายสุเทพจะแถลงรายละเอียดการพูดคุยทั้งหมด รวมถึงกำหนดมาตรการเคลื่อนไหวต่อไป หากผลออกมาอย่างไร ถ้าไม่สำเร็จคงต้องนัดหมายรวมตัวกันต่อสู้กันอีกรอบ จนกว่าจะได้รับชัยชนะ เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ซื่อสัตย์ สุจริต

* “ปู” เชิญทุกภาคส่วนถกปฏิรูป 15 ธ.ค.

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 12 ธันวาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งและการชุมนุมทางการเมืองต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง เป็นเหตุให้ทุกฝ่ายมีความกังวลใจและห่วงใยในอนาคตของบ้านเมืองร่วมกัน หรือการหาทางออกในอนาคต รัฐบาลในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน ได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยให้เป็นไปอย่างสันติ ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐบาลพร้อมที่จะเปิดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นหรือร่วมเวทีหารือเพื่อแสวงหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับ ประเทศไทย

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จากการติดตามข่าวสารที่ปรากฏต่อสาธารณชน เป็นที่เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามขององค์กรต่างๆ ที่จะเปิด พื้นที่หรือเวทีสำหรับการพูดคุยตามแนวทางสันติวิธี เพื่อให้ได้แนวทางการปฏิรูปประเทศไทยในวันข้างหน้า ซึ่งเมื่อได้มีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา และกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แล้ว ควรจะได้มีการหารือร่วมกันระหว่างทุกฝ่าย บนพื้นฐานของสันติวิธีที่จะดำเนินการคู่ขนานกันไป ในระหว่างรอการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 และเห็นว่าควรมีการแสวงหาข้อตกลงร่วมกันว่า ในอนาคตหลังจากการเลือกตั้งแล้ว จะมีแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยที่เป็นรูปธรรมอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาให้เกิดความสบายใจของ ทุกภาคส่วน

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้พิจารณาความเห็นดังกล่าว ประกอบกับข้อมูลข่าวสารและข้อเสนอที่หลายฝ่ายในสังคมไทยกำลังช่วยกันระดมความคิดเพื่อให้เราสามารถก้าวเดินต่อไปได้ รัฐบาลยินดีที่จะช่วยอำนวยความสะดวก เพื่อให้เกิดเวทีดังกล่าว ทั้งนี้ ได้ขอให้นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับไปดำเนินการเบื้องต้น เพื่อเชิญชวนภาคส่วนต่างๆ ที่เป็นตัวแทนของพรรคการเมือง ภาคเอกชนและภาคธุรกิจ ภาคราชการ สถาบันการศึกษา ภาคสังคม ภาคประชาชน ทุกกลุ่มการเมือง องค์กรต่างๆ และนักกฎหมาย นักวิชาการที่มีความหลากหลาย รวมถึงสื่อมวลชน เข้ามาร่วมหารือทางออกตามแนวทางที่เป็นไปได้ ซึ่งรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในการเปิดเวทีนี้เพื่อให้ประเทศไทยของเราก้าวไปข้างหน้า

“ขอเชิญประชุมหารือร่วมกันในวันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556 เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการหารือ รัฐบาลหวังว่าหลังจากการประชุมร่วมหารือกันในลักษณะที่เปิดใจกว้างเช่นนี้ เชื่อว่าจะมีข้อเสนอที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมไทยได้มองเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาประเทศและเห็นชอบร่วมกันต่อไป” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

ผบ.ทบ.-ผบ.ตร.ไม่ตอบรับพบสุเทพ

ที่กองทัพบก พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ได้ปราศรัยบนเวทีนางเลิ้ง ว่า กปปส.มีมติขอเข้าพบ ผบ.ทสส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร. ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น ขณะนี้ในส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนที่จะตอบรับให้นายสุเทพเข้าพบหรือไม่ ทั้งนี้ส่วนตัวรู้ข่าวจากสื่อมวลชนเช่นกัน แต่กองทัพยืนยันหนักแน่นจะทำงานตามบทบาทหน้าที่ ในขอบเขตความรับผิดชอบ ในห้วงสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ที่ต้องการความสงบสุขเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัย และไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกทางการเมือง

พ.อ.วินธัยแถลงช่วงบ่าย กรณี พล.อ. บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานเตรียมทหารรุ่นที่ 1 (ตท.1) พร้อมนายทหาร ตท.รวม 11 รุ่น ที่ออกแถลงการณ์ในวันนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ขอแสดงความขอบคุณในความปรารถนาดี และทราบดีถึงความห่วงใยของบรรดาพี่ๆ น้องๆ อดีตผู้บังคับบัญชา และผู้อาวุโส ทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันออกมาแถลงแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยความเคารพ โดยกองทัพยังคงยืนยันว่าจะพยายามทำหน้าที่และรักษาบทบาทของทหารภายใต้สถานการณ์ในขณะนี้ให้ดีที่สุด ด้วยการทุ่มเทใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้วิกฤติการณ์ครั้งนี้ยุติลงได้โดยเร็วที่สุด แต่ทั้งนี้จะต้องรักษาเกียรติยศ ศักดิ์ศรีกองทัพ อีกทั้งจะต้องไม่ทำให้กำลังพลในกองทัพต้องเสียวินัย หรือมีการละเมิดกฎระเบียบต่างๆ ทางทหารด้วย เพราะทุกปัญหาที่ได้มีการกล่าวถึงพวกเราทุกคนทราบดี และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยวิธีที่ถูกที่ควรมาตามลำดับในทุกกรณี สิ่งที่สำคัญในปัจจุบันไม่ใช่เฉพาะเรื่องถูกผิดในทางกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. กล่าวว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. เปิดเผยในที่ประชุม ศอ.รส.ว่า ยอมรับว่านายสุเทพโทรศัพท์มาหาจริง แต่ได้ตอบกลับไปว่าตำรวจจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ส่วนเรื่องการที่จะพบปะพูดคุยกันนั้น อยู่ที่การตัดสินใจร่วมกันของ ผบ.ทสส. และ ผบ.เหล่าทัพ เป็นผู้พิจารณา ซึ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบในการเข้าพบ ตำแหน่ง ผบ.ตร.ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ยืนยันปฏิบัติตามกรอบกฎหมายเพื่อลดการเผชิญหน้าและหาทางออก

* “เสธ.อ้าย”นำทีมตท.11รุ่นหนุนกปปส.

ที่ราชตฤณมัยสมาคม (สนามม้านางเลิ้ง) พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานเตรียมทหารรุ่นที่ 1 พร้อมด้วยเตรียมทหารรุ่น 1 ถึง 9 รุ่นที่ 11 และรุ่นที่ 29 จำนวนกว่า 40 คน เช่น พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ณรงค์ เด่นอุดม อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมกันออกแถลงการณ์ ว่า สนับสนุนแนวทางของ กปปส. โดยให้รัฐบาลคืนอำนาจให้แก่ประชาชน เพราะรัฐบาลชุดนี้ปล่อยให้มีการจาบจ้วงสถาบัน ทุจริต คอร์รัปชั่น โดยไม่ได้ดำเนินการแก้ไข บริหารงานภายใต้การครอบงำของคนอื่น และใช้เสียงข้างมากในสภาตรากฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลภายนอก และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ออกมา ก็ไม่ยอมรับคำวินิจฉัย จนทำให้ประชาชนออกมาชุมนุมประท้วง และการที่รัฐบาลประกาศยุบสภาโดยไม่นำความขึ้นกราบบังคมทูลก่อน เพื่อให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา ถือเป็นการล่วงละเมิดพระราชอำนาจอย่างร้ายแรง

พล.อ.บุญเลิศ กล่าวต่อว่า หากปล่อยให้บุคคลเดิมๆ เข้ามาบริหารประเทศ จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างไม่รู้จบ จึงเห็นด้วยกับ กปปส.และกลุ่มทหารแก่ก็มีส่วนหนึ่งที่ไปเคลื่อนไหวกับ กปปส.แล้ว หวังว่าการออกมาแถลงจุดยืนในครั้งนี้ จะเป็นการสื่อไปยังกองทัพที่เป็นรุ่นน้องว่า เห็นด้วยกับเราหรือไม่ หากเห็นด้วยก็ขอให้ช่วย กปปส. ออกมาแสดงจุดยืนเป็นกรรมการ เป็นตัวกลางคุยกับรัฐบาล และภาคเอกชนในการปฏิรูปประเทศ เพราะเสียงของกองทัพขณะนี้ ยังมีคนฟังอยู่ และเราไม่ได้ต้องการให้กองทัพทำปฏิวัติหรือรัฐประหาร แต่อยากใด

เมื่อถามว่า ผิดหวังกับกองทัพหรือไม่ พล.อ.บุญเลิศ กล่าวว่า “สงครามยังไม่จบ ยังไม่สามารถบอกอะไรได้ แต่น้อยใจแทนประชาชน ว่าเมื่อไหร่ทหารจะออกมาเป่านกหวีดเป็นกรรมการเสียที และหากรัฐบาลนี้ไม่ออกไป เชื่อว่าประชาชนไม่กลับแน่นอน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.บุญเลิศ ได้นัดสื่อมวลชนว่าจะแถลงข่าวที่สโมสร ทบ.เวลา 13.30 น. แต่เมื่อถึงเวลาได้แจ้งเปลี่ยนสถานที่เป็นสนามม้านางเลิ้งแทน เนื่องจากมีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก สั่งปิดประตูสโมสร ห้ามใช้พื้นที่กองทัพในการแถลงข่าวสนับสนุน กปปส.

* คปท.รื้อลวดหนามทำเนียบ-ปะทะตร.

เวลา 10.30 น. ผู้ชุมนุมกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) เคลื่อนขบวนจากสะพานชมัยมรุเชฐ มาด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ประตู 2 โดยแกนนำ ซึ่งนำโดยนายนิติธร ล้ำเหลือ และนายอุทัย ยอดมณี สั่งมวลชนเข้ารื้อลวดหนามออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้นายนิติธรแจ้งตำรวจให้นำรั้วลวดหนามออกภายใน 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา และให้ตำรวจถอนตัวออกจากทำเนียบรัฐบาล แต่เมื่อครบกำหนดไม่มีการตอบรับ ทำให้แกนนำ คปท.นำมวลชนบุกรื้อลวดหนามรอบทำเนียบรัฐบาล เสร็จภายในไม่กี่นาที ขณะที่บางส่วนได้ปีนเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลเพื่อตัดลวดหนามภายในทำเนียบ พร้อมทั้งขู่จะตัดน้ำ ตัดไฟ โดยมีกำลังเจ้าหน้ที่ตำรวจยืนป้องกันด้านตึกไทยคู่ฟ้าและตึกสันติไมตรีส่วนอาคารอื่นๆ นั้น กำลังเจ้าหน้าที่ทหารดูแล

ขณะที่มีเสียงเตือนของตำรวจว่าอย่าบุกรุกสถานที่ราชการและจะใช้แก๊สน้ำตา จากนั้นเวลา 10.48 น. เกิดเสียงดังคล้ายประทัดยักษ์ ริมรั้วทำเนียบรัฐบาล เชิงสะพานชมัยมรุเชฐขึ้น ต่อมามวลชนและตำรวจเริ่มตอบโต้ โดยใช้ก้อนหินขว้างใส่กัน รวมทั้งมีการระดมยิงหนังสติ๊กโดยใช้ลูกแก้ว ลูกหิน หัวนอตจากทั้งสองฝ่าย ทำให้มีหญิงอายุประมาณ 50 ปี ถูกก้อนหินปาศีรษะได้รับบาดเจ็บ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล กระทั่งเวลา 12.30 น. ผู้ชุมนุมได้เริ่มตัดไฟทำเนียบรัฐบาล

จากนั้นมวลชนถอยร่นออกไป ขณะที่แกนนำ คปท.ปราศรัยว่า ขอให้ตำรวจออกไปจากทำเนียบรัฐบาล สถานการณ์จึงเริ่มสงบลง แต่ยังคงมีการคุมเชิงกันของทั้งสองฝ่าย

* ม็อบบุกเปลี่ยนป้ายชื่อ ก.มหาดไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่หน้ากระทรวงมหาดไทยว่า เมื่อเวลา 12.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ที่ปิดล้อมหน้ากระทรวงมหาดไทย ได้นำ ป้ายไวนิลมีข้อความว่า “กระทรวงรับใช้มวลมหาประชาชน” มาปิดทับป้ายชื่อ “กระทรวงมหาดไทย” ด้านมุมถนนอัษฎางค์ แยกสะพานช้างโรงสี โดยผู้ชุมนุมระบุเหตุผลของการเปลี่ยนชื่อกระทรวงว่า เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นกระทรวงที่ทำหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ประชาชน เป็นกระทรวงของประชาชนอย่าแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ได้ปิดล้อมสถานที่โดยรอบกระทรวงมหาดไทย เป็นเวลา 12 วันแล้ว และไม่ให้ข้าราชการและลูกจ้างของกระทรวงเข้าทำงาน โดยมีประกาศระบุว่า เป็นความจำเป็นช่วงสั้นๆ ที่จะขอความร่วมมือข้าราชการไม่ให้เข้าไปทำภารกิจในกระทรวง ทั้งนี้ กปปส.ไม่ได้มีเจตนาทำร้าย ทำลายสถานที่และทรัพย์สินของทางการ และข้าราชการ โดยยืนยันที่จะปกป้องดูแลเป็นอย่างดี และจะส่งมอบสถานที่และทรัพย์สินทั้งหมดคืนภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจตามคำสั่ง กปปส.

แดงเมินคำเชิญ”สุเทพ”ไม่ร่วมปฏิรูป

นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ระบุว่า จะเชิญแกนนำคนเสื้อแดงไปร่วมวงปฏิรูปประเทศไทยด้วยว่า ส่วนตัวคงจะไม่ตอบรับคำเชิญของนายสุเทพอย่างแน่นอน เพราะถ้าไป เรื่องก็ไม่จบ เนื่องจากไม่รู้ว่าคนที่คล้อยตามกับนายสุเทพมีเท่าไหร่ ควรให้ประชาชนตัดสินผ่านการทำประชามติว่าประชาชนเห็นอย่างไร

ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า การกระทำของนายสุเทพที่มีการเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรี และการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอนกำลังเข้ากรมกองนั้น ถือเป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ถือเป็นกบฏ การกระทำโดยที่รู้ว่าไม่มีอำนาจนั้นถือว่าวิกลจริต ทั้งนี้ แกนนำเสื้อแดง และนักวิชาการเสื้อแดงคงจะไม่มีการพูดคุยกับนายสุเทพ เพราะหากพูดคุยกับกบฏก็เท่ากับให้ความร่วมมือกับกบฏ อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้นายสุเทพมอบตัวตามหมายจับและไปพบแพทย์จะดีกว่า

* ปลัดมท.หวังการพูดคุยช่วยแก้ปัญหา

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความเห็นที่ประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ว่า เราต้องยอมรับการเลือกตั้ง เนื่องจากมีการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ส่วนความเห็นของหัวหน้าส่วนราชการ ที่ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการเลือกตั้งแต่เพียงลำพัง แต่ควรมีการหารือร่วมกันทุกฝ่ายก่อนจะมีการเลือกตั้งเพื่อแสวงหาสัญญาประชาคมนั้น ดังนั้น ระบอบประชาธิปไตยสัญลักษณ์ไม่ใช่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ประเทศไทยเราต้องหาทุกวิถีทางให้ประชาธิปไตยเดินไปได้ เช่น การพูดคุยกัน การระดมความคิด การแก้ไขปัญหา ประชาธิปไตยจะต้องใจกว้าง ต้องรับฟังความเห็นด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ ซึ่งการเจรจาสามารถเริ่มได้ทันทีไม่จำเป็นต้องรอก่อนการเลือกตั้ง เพราะการตกผลึกต้องใช้เวลา แต่การเลือกตั้งก็ต้องมีต่อไป

“เครือข่ายสังคม-สื่อ”เสนอทางออกปท.

ที่ห้างอัมรินทร์ พลาซา องค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายสื่อมวลชน ได้แก่ สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ,องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย, สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดการเสวนา เรื่อง “พลังภาคประชาชน ทางออกประเทศไทย ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”

นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ กรรมการสถาบันออกแบบประเทศไทย กล่าวว่า การปฏิรูปการเมือง ทางสถาบันมองว่าควรมีกลไกเลือกตั้งที่โปร่งใส เป็นธรรมและก่อให้เกิดระบบถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายต่างๆ ได้จริง สำหรับทางออกของวิกฤติเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ต้องใช้ใจและสามัญสำนึกรวมถึงการยอมรับการเป็นตัวแทนของประชาชนแม้จะมาจากคนอีกฝั่ง

นายมานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัญหาบ้านเมืองต้านคอร์รัปชั่น มองว่าควรมีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพราะหากมาพูดกันหลังการเลือกตั้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นจะถูกมองข้าม สิ่งที่ต้องเร่งปฏิบัติคือ กฎหมายที่เกี่ยวกับการต่อต้านคอรัปชั่น ขณะเดียวกันส่วนตัวมองว่าต้องยกประเด็นการปฏิรูปให้เป็นวาระของประชาชน โดยไม่ต้องรอนักการเมือง

ด้าน นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องปฏิรูป นอกจากรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายแล้ว สำคัญที่สุดต้องมีระบบควบคุมให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้าไปมีส่วนร่วมตรวจสอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนได้อย่างแท้จริง หากมีความเห็นต่างต้องมีกลไกในการพูดคุย

ขณะที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการสมาคมไอโอดี กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นนักการเมืองตนมองว่าจังหวะที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตกต่ำที่สุดทางวัฒนธรรม,สังคม และถูกลดความน่านับถือ ทั้งนี้ในมุมมองของต่างชาติอยู่ในภาวะสงสัยกับปรากฏการณ์ของการเมืองไทย เช่น เถียงกันเรื่องอะไร จะปกป้องรัฐธรรมนูญหรือทำลายรัฐธรรมนูญ

ส่วนนายจักรกฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า สิ่งที่สื่อมวลชนไม่ได้ระมัดระวัง คือ การส่งวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชังออกไปต่อสาธารณะ ดังนั้นต้องเลือกรับสื่อโดยมีความเข้าใจ หากมองทางออกในแง่ของสื่อมวลชน ตนมองว่า 1.สื่อในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญส่งสารไปสู่ประชาชน ต้องมีความสมดุลทุกขั้นและทุกฝ่ายให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านเพื่อให้ใช้ประกอบการตัดสินใจ และ 2.การให้สติกับสังคมว่าสิ่งที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่ารีบเร่ง เพราะสติเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้บ้านเมืองผ่านวิกฤติไปได้

ด้านนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สนับสนุนการร่วมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปโดยภาคประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมือง

นักวิชาการแนะแก้ กม.ลดทุนผูกขาด

ผศ.ดร.ทิวากร แก้วมณี อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ปัจจุบันพรรคการเมืองของไทยแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการสะท้อนความคิดและความต้องการของประชาชน พรรคการเมืองใหญ่ถูกครอบงำโดยคนไม่กี่คนและผลประโยชน์ของคนเพียงไม่กี่กลุ่มที่แย่งชิงกันไปมา ทำให้พรรคการเมืองของไทยล้มเหลว ส่งผลให้ระบอบรัฐสภาล้มเหลว ส.ส.ถูกชี้นำให้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทุนพรรคเท่านั้น ทางออกเบื้องต้นที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ คือ ต้องแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมือง เพื่อลดการผูกขาดอำนาจของนายทุนพรรค แก้ไขให้ ส.ส.มีอิสระมากขึ้น เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้ามาสมัคร ส.ส.ให้สังคมไทยมีตัวเลือกที่จะเลือกผู้แทนราษฏรมากขึ้น ส.ส.จะได้ไม่ตกอยู่ภายใต้คำสั่งและการบัญชาของนายทุนพรรคแต่เพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ควรมีคนกลางที่มีความรู้ความสามารถและเป็นคนที่ประชาชนเชื่อถือรวมตัวกันเพื่อบ้านเมือง จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาลงสมัครรับเลือกตั้ง ถีงแม้ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก็ตามอย่างน้อยก็รับประกันได้ว่า ระบบรัฐสภาของไทยยังคงมีนักการเมืองและ ส.ส.ที่มีคุณภาพคอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และอย่างน้อยประชาชนและสังคมไทยก็มีโอกาสได้เลือกนักการเมืองหน้าใหม่ๆ พรรคการเมืองใหม่ๆ ที่อาจเป็นความหวังของประเทศไทยก็เป็นได้ ส่วนทางออกของการเมืองเฉพาะหน้านั้น ทุกฝ่ายควรหันเข้ามาเจรจาพูดคุยหาทางออกร่วมกัน

ม็อบนกหวีดเป่าไล่นายกฯที่เชียงใหม่

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเข้าประชุมหารือผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมจังหวัดภาคใต้ โดยมีนายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับกลุ่มกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จ.เชียงใหม่ และประชาชนกว่า 100 คน เพื่อร่วมต้อนรับและให้กำลังใจนายกฯ ในการปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่กว่า 50 คน ที่เดินทางจากศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ได้ตามมาสมทบ หลังจากนั้นมีกลุ่มต่อต้านระบอบทักษิณจำนวน 10 คน มาชุมนุมเพื่อเป่านกหวีดขับไล่นายกฯ แต่ถูกกลุ่มเสื้อแดงขัดขวาง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลไม่ให้เกิดการปะทะกัน กระทั่งกลุ่มต่อต้านระบอบทักษิณได้แยกย้ายกลับ ไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น

* นักธุรกิจยื่นกต.ตามแม้วมารับโทษ

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสมเกียรติ หอมละออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อคุณธรรม และนายพิชัยลักษณ์ ไชยวงศ์ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย พร้อมคณะ เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกเพื่อขอให้กระทรวงการต่างประเทศติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาดำเนินคดีในข้อกล่าวหา ทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ เป็นตัวแทนรับหนังสือ

ทั้งนี้ นายพิชัยลักษณ์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หากนำตัวกลับมาดำเนินการตามกฎหมาย เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์คลี่คลาย ลง ซึ่งคดีความต่างๆ ใกล้หมดอายุความแล้ว จึงอยากให้กระทรวงเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

บรรยายใต้ภาพ

คนเสื้อแดงจังหวัดนครราชสีมาต่อต้าน กปปส.

คนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ มารอให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

กลุ่ม คปท. ได้เข้ารื้อลวดหนามรอบทำเนียบรัฐบาบ เพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากภายใจทำเนียบรัฐบาล

คนเสื้อแดงจังหวัดปทุมธานี ให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร