คอลัมน์ สกู๊ปแนวหน้า: “ปฏิรูปประเทศไทย” งานใหญ่ของ”คนทั้งชาติ”

แนวหน้า ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

SCOOP@NAEWNA.COM:

 สถานการณ์ ณ เวลานี้ ดูเหมือนจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น หลังจาก ที่องค์กรต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา กองทัพ หรือภาควิชาชีพ พยายามนำคู่ขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่การเจรจาเพื่อหาทางออกจากวิกฤติ รวมทั้งขับเคลื่อนการแก้ไขกลไกภาครัฐหลายๆ อย่าง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

เมื่อพูดถึงการปฏิรูป หลายฝ่ายจับจ้องไปที่การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ดังจะเห็นได้จากท่าทีของภาคีประชาชนที่ทำงานด้านตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ เรียกร้องการแก้กฎหมายให้คดีทุจริตไม่มีอายุความบ้าง บัญญัติให้เป็นความผิดต่อความมั่นคงของชาติเทียบเท่ากบฏหรือก่อการร้าย อันมีโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตบ้าง อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องของการปฏิรูปส่วนอื่นๆ ที่น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเช่นกัน

‘ประชานิยม’ ขอบเขตแค่ไหน

หากใครที่ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. คงจะทราบว่าข้อเสนอประการหนึ่งคือการห้ามพรรคการเมืองใช้นโยบายแบบ “ประชานิยม” ในการหาเสียง เพราะจะทาให้กลายเป็นการแข่งขันในลักษณะ “เกทับ” เพื่อหวังให้ชนะเลือกตั้งจนละเลยการพิจารณาว่าทำได้จริงหรือไม่? เช่น พรรคหนึ่งประกาศจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่านี้ อีกพรรคก็สู้ด้วยการให้ขึ้นในอัตราสูงกว่าเป็นเท่าตัว และเพิ่มให้เท่ากันทั่วประเทศ

นโยบายแบบนี้ในระยะสั้นแม้จะทาให้เงินในกระเป๋าของมนุษย์เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ระยะยาวคือผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยจะไม่สามารถอยู่ได้เพราะแต่ละพื้นที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เท่ากัน ผลสุดท้ายก็ต้องปิดกิจการ มนุษย์เงินเดือนเหล่านี้ก็ต้องตกงานในที่สุด หรือแม้จะไม่ถึงกับปิดกิจการ แต่สวัสดิการต่างๆ ก็จะถูกปรับลดลงเพื่อประหยัดต้นทุน รวมทั้งคนหนุ่มสาวเพิ่งจบการศึกษาใหม่ๆ จะหางานทำยากขึ้น เพราะเมื่อต้องจ้างคนในค่าแรงสูงขึ้น ผู้ประกอบการมักเลือกผู้สมัครงานที่มีประสบการณ์ทำงานแล้วเนื่องจากคุ้มค่ากว่า เป็นต้น

นโยบายแบบประชานิยม ถือเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของพรรคในเครือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไล่ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ที่ให้กำเนิดกองทุนหมู่บ้าน กับ 30 บาทรักษาทุกโรค, พรรคพลังประชาชน ที่เกิดรถเมล์-รถไฟฟรี และล่าสุดกับพรรคเพื่อไทย ที่มีนโยบายอย่าง “300 ทั้งแผ่นดิน” ที่เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ รวมทั้งนโยบายที่ถูกตั้งข้อสงสัยในประสิทธิภาพและการทุจริตมากที่สุดอย่าง “จานาข้าว” ที่วันนี้ รัฐไทยต้องขาดทุนไปแล้วกว่า 4 แสนล้านบาท และไม่สามารถตอบสังคมได้ว่าขายข้าวไปเท่าไร? หรือขายไปอย่างไร?

ความท้าทายของโจทย์ในประเด็นนี้ คือจะนิยามขอบเขตของ “ประชานิยม” ไว้แค่ไหน? เพราะในความเป็นจริง การหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ย่อมต้องชูโครงการพัฒนาประเทศเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจเลือกไปทาหน้าที่เป็นรัฐบาล และประชานิยมบางอย่างก็เป็นโครงการที่ได้ผลดีไม่น้อย เพียงแต่อาจต้องแก้ไขระบบบริหารจัดการให้รัดกุมมากขึ้นเท่านั้น

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานเสวนา “ระบอบพวกมากลากไป : กับดักประชาธิปไตย” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เมื่อเดือน พ.ย. 2556 ว่านโยบายประชานิยมที่ผ่านมาของรัฐบาล อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1.ประชานิยมชั้นดี ที่เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสได้อย่างแท้จริง เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

2.ประชานิยมชั้นกลาง ที่ตัวโครงการถือว่าดี แต่ต้องปรับปรุงกลไกต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น กองทุนหมู่บ้าน ที่แม้หลายพื้นที่จะมีปัญหา แต่ก็มีหลายพื้นที่ที่บริหารเงินได้ดี และ 3.ประชานิยมชั้นเลว เป็นนโยบายลดแลกแจกแถมที่ไม่ได้เกิดประโยชน์จริง และอาจเอื้อต่อประโยชน์ของคนบางกลุ่มที่ไม่ใช่ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม เช่น จำนำข้าวและรถคันแรก

“รถคันแรก..จะว่าคิดเก่งก็ไม่เก่งนะ คิดแล้วไม่นึกถึงว่ารถมันจะแน่นถนน ซึ่งมันแน่นจนจะแก้ไม่ออกอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ได้ให้คนที่ฐานะต่ำที่สุด แต่ให้คนที่ฐานะกลางๆ พอสมควร แต่ประชานิยม ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ที่ผมเห็นมาในชีวิต หรืออาจจะเป็นทั้งโลก คือเรื่องจำนำข้าว

คือตัวจำนำข้าวเองนั้นไม่ได้เลว แต่การจำนำข้าวที่ให้ราคาสูงกว่าตลาดไปมาก และเปิดช่องว่างให้ใครก็ไม่รู้เต็มไปหมดเลย เกาะหลังชาวนากินเงินประเทศชาติ อันนี้ค่อนข้างจะเลวที่สุด แล้วจำนวนเงินไม่ใช่น้อยนะครับ ขาเข้ารัฐจ่ายเท่าไร ชาวนาจะได้น้อยกว่าที่รัฐจ่ายไป ปีละ 5 หมื่นล้าน และขาออกขายในราคา ที่ต่ำกว่าตลาดมากๆ อันนี้ต่ำกว่าอีกประมาณ 9 หมื่นล้าน” อดีต ผู้ว่าแบงก์ชาติ กล่าว

‘สื่อรัฐ’ หรือ ‘เครื่องมือการเมือง’

ประเด็นต่อมาที่น่าจะต้องถูกปฏิรูปด้วย คือสื่อของรัฐอย่าง “ช่อง 11” (NBT) ที่อยู่ในความดูแลของกรมประชาสัมพันธ์ แต่เดิมนั้นสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ถูกก่อตั้งมาเพื่อเผยแพร่ข่าวสารของรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการ ตลอดจนสาระความรู้ต่างๆ ไปสู่ประชาชน

หากแต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่ของช่อง 11 ถูกใช้เป็นเครื่องมือตอบโต้ทางการเมือง ไม่ว่าพรรคใดที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็มักจะมีการจัดรายการที่มีเนื้อหาโจมตีฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นจึงเห็นความไม่พอใจของกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายต่อต้านรัฐบาล แล้วจากนั้นก็พากันไปปิดล้อมอาคารสถานีของช่องนี้อยู่เสมอ

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนา “พลังภาค ประชาชน-ทางออกประเทศไทย-ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2556 ว่าที่ผ่านมามีความพยายามจากเครือข่ายวิชาชีพสื่อมวลชน ที่จะปฏิรูประบบงานของช่อง 11 ให้เป็นสื่อเพื่อสาธารณะอย่างแท้จริง (คล้ายกับช่อง Thai PBS) แต่ต้องหยุดชะงักลงหลังจากเกิดวิกฤติสีเสื้อขึ้นในสังคมไทย

“เราเสนอ Model ช่อง 11 ให้ออกมาคล้ายๆ เป็นทีวีสาธารณะ แต่มันเกิดวิกฤติสีเสื้อเสียก่อนเลยไม่ได้ทำ มีการทำวิจัย ออกแบบโครงสร้างคล้ายๆ กับ Thai PBS มาแล้ว ข้อมูลตรงนี้มีหมดแล้ว ผมคิดว่าช่อง 11 ต้องผ่าตัด วันนี้ถ้ารัฐบาลต้องการสร้างบรรยากาศของการปฏิรูปประเทศหรือปรองดอง ต้องเลิก คือไม่ให้คนใดคนหนึ่งในรัฐบาลไปใช้ช่อง 11 ในช่วงของการเลือกตั้ง แล้ว กกต. ต้องเข้ามากำกับดูแลด้วย กสทช. ก็เหมือนกัน เพื่อให้ช่อง 11 ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นายกสมาคมนักข่าวฯ ให้ความเห็น

‘พูดคุย’ ก่อน ‘พัฒนา’

อีกความขัดแย้งที่อาจไม่เกี่ยวกับสีเสื้อทางการเมืองโดยตรง แต่เป็นความขัดแย้งของประชาชน 2 กลุ่ม ระหว่างกลุ่ม ที่ได้ประโยชน์จากโครงการของรัฐ กับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว เช่น ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า ประชาชนที่ต้องถูกเวนคืนที่ดินมักจะออกมาคัดค้านเพราะรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ขณะที่ประชาชนทั่วไปอื่นๆ มักจะมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นพวกขัดขวางความเจริญของชาติ

ซึ่งความขัดแย้งในลักษณะนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์-โรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่แม้จะมีการรับรองความสะอาดและปลอดภัยเพียงใด แต่ชาวจังหวัดอื่นๆ มักไม่อยากให้สร้างในพื้นที่ของตน โดยมองว่าในเมื่อ กทม. ใช้ไฟฟ้ามากที่สุด ดังนั้น กทม. จึงควรต้องแบกรับความเสี่ยง ดังกล่าวด้วยตนเอง

หรือล่าสุดกับมหาอุทกภัย 2554 ที่นโยบายรับมือน้ำท่วม ที่ภาครัฐเลือกใช้มาตลอดทุกยุคสมัย อย่างการพักน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมระหว่างรอระบาย เพื่อรักษาพื้นที่เมืองและอุตสาหกรรมเอาไว้ วันนี้ก็ถูกตั้งคำถามจากเกษตรกรว่าเหตุใดพวกเขาจะต้องแบกรับภาระตรงนี้ด้วย

นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันภาครัฐไม่อาจใช้อำนาจในการกำหนดโครงการ แล้วดำเนินการเองทันทีแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้อีกต่อไป ตรงกันข้ามรัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบมาพูดคุยกัน ว่าจะทำโครงการนั้นหรือไม่? และถ้าจะต้องทำ จะทำอย่างไรให้ให้มีผลกระทบน้อยที่สุด และเป็นที่รับได้ของทุกฝ่าย

“อย่างคนที่ภาคใต้เขาบอกว่า..โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คนใช้ไฟฟ้ามากที่สุดอยู่กรุงเทพฯ ถ้าคุณบอกปลอดภัยคุณตั้งมันกลางกรุงเทพฯเลยสิ เขาก็มีสิทธิ์พูดแบบนี้ เพราะว่าคุณบอกปลอดภัยแล้วไปวางบ้านเขา เขาก็บอกว่าวางที่กรุงเทพฯเลย เพราะคุณใช้เยอะ ฉะนั้นอย่างนี้มันต้องเอาไปนั่งคุยกันเลยครับ” นพ.อาพล กล่าวทิ้งท้าย

จะเห็นได้ว่าภาคส่วนต่างๆ ของสังคมไทย ยังมีเรื่องให้ต้องขบคิดและพูดคุยกันอีกมากมาย หากต้องการข้อสรุปที่ตกผลึก และสามารถนำไปใช้วางกรอบการปฏิรูปได้อย่างครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งนอกจาก 3 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ระบบการศึกษา ระบบสวัสดิการที่เอื้อต่อยุคสังคมผู้สูงอายุ โครงสร้างรายได้ของแรงงาน การรับมือผลกระทบจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อย ฯลฯ

นี่ไม่ใช่เรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ คนไทยทุกคน

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ปฏิรูปประเทศไทย และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร