คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ: เมืองไทยกับเมดิคัลฮับ มุมนโยบายใหม่

Untitled1

มติชน ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

 มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด :

ในวงการวิจัยด้านการท่องเที่ยวทุกวันนี้ เรื่องเมดิคัลทัวริสม์หรือการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เป็นหัวข้อที่ทุกคนตื่นเต้นกันมาก เพราะต่างก็เชื่อกันว่าจะเป็นบ่อเงินบ่อทองของไทยต่อไป ส่วนเมดิคัลฮับก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยระดับชาติที่อยากจะเป็นเวิลด์คลาสนิยมชมชอบ เพราะต่างหวังว่าจะเป็นที่มาของเงินงบประมาณวิจัยจำนวนมาก

ประเด็นของเมดิคัลทัวริสม์กับเมดิคัลฮับก็คือ 2 เรื่องนี้แตกต่างกันหรือซ้อนกันอย่างไร และนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องแตกต่างกันหรือไม่ จริงๆ แล้วเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้ประเทศสักเท่าไหร่ เพื่อหาคำตอบของคำถามนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงร่วมกันสนับสนุนให้ผู้เขียนและทีมงานศึกษาเรื่องเมดิคัลทัวริสม์ ซึ่งทีมวิจัยพยายามแกะความสัมพันธ์นี้ออกมา

ในเบื้องต้นเราให้นิยามนักท่องเที่ยวที่เป็นเมดิคัลทัวริสม์ว่าเป็นนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่ตั้งใจมารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยหรือนักท่องเที่ยวที่บังเอิญมาป่วย ส่วนเมดิคัลฮับนั้นนิยามว่า เป็นแหล่งที่ให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งผู้ป่วยเป็นชาวต่างชาติหรือข้ามแดนเข้ามา

ในนิยามนี้ นอกจากนักท่องเที่ยวที่บังเอิญมาป่วยแล้ว เรายังรวมชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย (สถานทูต ธนาคาร บริษัท และองค์กรระหว่างประเทศ) รวมไปถึงเขยฝรั่งที่เริ่มเข้าไปใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐที่เป็นโรงเรียนแพทย์และชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศใกล้เคียงที่เข้ามารับบริการ ฯลฯ

รูปที่ 1 แสดงถึงความเกี่ยวข้อง ระหว่างเมดิคัลทัวริสม์ และเมดิคัล ฮับ จะเห็นได้ว่า เมดิคัลฮับนั้นเป็นแนวคิดที่ครอบคลุมกลุ่มต่างๆ มากกว่าเมดิคัลทัวริสม์มาก เฉพาะคนไข้ที่ข้ามแดนเข้ามาตามแนวตะเข็บชายแดนก็มีจำนวนมหาศาล สาเหตุที่คนไข้ต่างชาติต้องเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยเพราะเหตุผลหลายประการคือ สำหรับคนไข้จากประเทศด้อยพัฒนาเป็นเพราะเขาขาดหมอ ขาดเทคโนโลยี (technology service gap) ส่วนคนไข้จากประเทศพัฒนานั้นเป็นเพราะราคาค่ารักษาพยาบาลของบ้านเราต่ำ (price gap) มิฉะนั้นก็เป็นเพราะคิวรักษาพยาบาลที่บ้านยาวมากต้องรอนานกว่าบ้านเรา

จากการคำนวณของ ดร.อัครพงศ์ อั้นทอง นักวิจัยในทีมเดียวกันพบว่า รายได้เฉพาะเมดิคัลทัวริสม์สูงถึง 88,000 ล้านบาท ในปี 2555 คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 340,000 บาท การประมาณการนี้เป็นการประมาณขั้นต่ำ เพราะคนไข้ตัวอย่างมารับบริการด้านศัลยกรรมตกแต่งเป็นหลัก ดังนั้น รายได้รวมจากเมดิคัลฮับน่าจะสูงกว่านี้มาก เพราะจำนวนคนไข้ที่เป็นเมดิคัลทัวริสม์ก็มีประมาณร้อยละ 10 ของคนไข้ต่างชาติทั้งหมด

ข้อมูลที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งก็คือ ดร.อัครพงศ์พยากรณ์ว่าใน 5 ปีข้างหน้าจะมีชาวต่างชาติเข้ามารับการรักษาพยาบาลที่ไทยมากถึง 5 ล้านคน คือเพิ่มอีกเท่าตัว ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วบุคลากรที่มีอยู่จะรับไหวหรือไม่?

การเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือได้เปิดโอกาสและช่องทางให้แก่เราแล้วที่จะรองรับโอกาสนี้ หากแต่เราจะต้องปลดล็อกในเรื่อง การให้แพทย์ทุกคนที่ประกอบอาชีพในประเทศไทยต้องสอบใบประกอบโรคศิลป์ที่มี ข้อสอบเป็นภาษาไทย แต่เมื่อสังคมเราเปิดกว้างและคนที่มารับการรักษาพยาบาลไม่ได้เป็นแค่คนไทยอีกต่อไปทำไมเราจะจำกัดตัวเราเองให้แพทย์ต้องใช้ภาษาไทย เราจะเข้าร่วมกลุ่ม AEC ไปทำไม ถ้าเราไม่หยิบฉวยประโยชน์นี้โดยการดึงแพทย์จากต่างประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านเรา ที่จริงทุกวันนี้แทบจะทุกโรงพยาบาลของไทยก็ต้องมี (แพทย์) ชาวต่างชาติมาเป็นล่ามอยู่แล้ว หากเปลี่ยนการสอบเป็นภาษาต่างประเทศก็เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้แพทย์ที่มีใบรับรองจากองค์กรและประเทศที่มีการแพทย์ได้มาตรฐานแล้วเช่น สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น ฯลฯ เข้ามาทำงานในประเทศ

นอกจากนี้ เราอาจให้ทุนกับแพทย์ ต่างชาติที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา พม่า เพื่อมาพัฒนาทักษะ ฝีมือ และความรู้ให้เทียบเคียงกับมาตรฐานประเทศไทย และเปิดโอกาสให้ไปฝึกงาน และยังจะรักษาคนไข้ที่มาจากประเทศ เขาเองในโรงพยาบาลตามตะเข็บชายแดนได้อีกด้วย ซึ่งเวลานี้คนไข้ข้ามแดนก็เป็นภาระใหญ่ของโรงพบาบาลแถบชายแดนอยู่แล้ว

หากประเทศไทยไม่ชิงลงมือก่อนมีหวังการขาดแคลนแพทย์จะสูงขึ้นอีกมาก งานวิจัยของแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนร่วมกับสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ พบว่า แพทย์ 600 คนที่ตอบแบบสอบถามประมาณร้อยละ 4 คิดว่าจะไปทำงานใน AEC นอกประเทศไทยแน่นอน ประมาณครึ่งหนึ่ง (ที่มีอายุและครอบครัวแล้ว) จะไม่ไป แต่อีกร้อยละ 46 ยังไม่ตัดสินใจ

รีบเปลี่ยนนโยบายเสียเถอะค่ะ ก่อนที่ร้อยละ 46 นี่จะตัดสินใจ และก่อนที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย จะตัดหน้าเราไป!

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Medical Hub และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร