10 บุคคลแห่งปี ทีเด็ดจาก มติชน-อาทิตย์สุขสรรค์’

มติชน ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทีมข่าวUntitled6เฉพาะกิจ:

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมต.’สร้างอนาคตไทย’

เจ้าของฉายา “โฟร์แมน สแตนด์บาย” รัฐมนตรีน้องใหม่ไฟแรงที่ใช้เวลาไม่นานก็ก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐมนตรีขวัญใจประชาชน พร้อมกับได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวเรือใหญ่ผลักดัน “โครงการ 2 ล้านล้าน”

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผู้คนชื่นชอบ นั่นคือการลงพื้นที่ชนิดเกาะติดอยู่กับปัญหา โดยเฉพาะด้านการคมนาคมขนส่ง ในฐานะเป็นเจ้ากระทรวง ดูแล ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟชั้น 3 รถตู้โดยสาร รถทัวร์สาธารณะ ทุกการเดินทางโดยสารที่ประชาชนทั่วไปใช้อยู่ ชัชชาติไม่เคยพลาด ทดลองด้วยตัวเองเพื่อเข้าถึงปัญหาและหาทางแก้ไข

“โครงการเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมเป็นเรื่องของประเทศชาติ และเป็นโครงการที่ทำอย่างต่อเนื่อง คิดว่าจริงๆ แล้วไม่ว่าใครจะมาก็สามารถทำต่อไปได้ ตัวโครงการอย่างรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ ถนนสี่เลน และโครงการต่างๆ ในโครงการ 2 ล้านล้าน รัฐบาลก่อนหน้าก็มีการพูดถึง ไม่ใช่เรื่องใหม่” เป็นประโยคไฮไลต์ที่เขาพูดถึงโครงการใหญ่ที่จะมาพลิกโฉมประเทศไทย

ตอนหนึ่งที่ชวนคุยถึงเรื่อง “แฟนเพจ เฟซบุ๊ก” ที่มีคนกดไลค์เป็นจำนวนมาก ชัชชาติบอกว่า โพสต์แต่ละอันที่พิมพ์ไม่ได้ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ มีทีมงานรวบรวมและแยกหมวดหมู่ของคอมเมนต์ไว้เป็นเล่ม บางปัญหาพอเรารู้แล้วก็จะส่งคนไปยังพื้นที่ให้จัดการทันทีไม่ต้องรอ

สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคนจริง สมกับเป็น “รัฐมนตรีน้ำดี” ที่ได้ยินใครต่อใครพูดบ่อยๆ ว่าอยากให้มี ชัชชาติ ทั้ง ครม.

เกิด 24 พฤษภาคม พ.ศ.2509 เป็นบุตรคนสุดท้องของ พล.ต.อ.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กับ จิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับ ปิยดา สิทธิพันธุ์ บุตรชายคนเดียวอายุ 13 ปี ชื่อ แสนปิติ สิทธิพันธุ์

จบชั้นประถมจากโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ มัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมโยธา เกียรตินิยมอันดับ 1 จากนั้นได้รับทุน อานันทมหิดลศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมโครงสร้างจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) และปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์

ร่วมงานกับบริษัทเอกชนในอเมริกา 2 ปี ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

สู่เส้นทางการเมืองในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตามคำชักชวนของนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า อยากได้คนมีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศ

สร้างผลงานเข้าตา ขยับขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กระทั่งรัฐบาลประกาศยุบสภา

Untitled7กวิน ชุติมา ชีวิตติดจักรยาน

เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ออกมา รณรงค์ให้การใช้จักรยานเป็นวาระแห่งชาติ

ซึ่งต่อมาประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในการจัดระบบและโครงสร้างเพื่อส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เสร็จภายในปี 2558

ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเตรียมเดินหน้าวาระนี้

ในฐานะกรรมการชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมโครงการผลักดันการเดินและการใช้จักรยานไปสู่นโยบายสาธารณะของประเทศไทย ไม่เพียงแต่จะพูดถึงเรื่องจักรยาน แต่เขายังปฏิบัติให้เห็น เวลาเดินทางไปไหนมาไหนจะไปด้วยจักรยาน ระยะทางเป็น 20 กิโลเมตรเป็นเรื่องธรรมดา

“ผมเชื่อว่าเราทุกคนเคยขี่จักรยานด้วยกันทั้งนั้น แต่พอโตขึ้นมาหน่อยก็จะเลิกกันไป คนในเมืองจำนวนมากก็จะไม่ได้ขี่จักรยานอีก ผมก็เหมือนกัน จนมาทำงานแล้ว ช่วงที่ก่อนจะมาเป็นสมาชิก เป็นกรรมการชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย เมื่อ 20 กว่าปีก่อนจึงมาเริ่มขี่จักรยาน”

เกิดเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2499 ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นจังหวัดธนบุรี จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ทุ่งมหาเมฆ และโรงเรียนดรุโณทยาน ระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตปทุมวัน แล้วมาเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สอบเอ็นทรานซ์เข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แล้วไปเรียนปริญญาตรีซ้ำอีกครั้ง ทางด้านมานุษยวิทยาและตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเคนท์ เมืองแคนเทอร์เบอรี่ ประเทศอังกฤษ เมืองที่ทำให้เขาได้ลิ้มรสการใช้จักรยานเป็นพาหนะตลอด 4 ปี

ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับ นัยนา สุภาพึ่ง มีลูกชายด้วยกัน 1 คน คือ ด.ช.วนา ชุติมา

เข้าเป็นสมาชิกชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย จัดทริปชวนสมาชิกไปขี่จักรยานออกกำลังกาย หรือเพื่อการท่องเที่ยว เริ่มใช้จักรยานทำกิจกรรมเพื่อสังคม

ปัจจุบันเป็นกรรมการชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมโครงการผลักดันการเดินและการใช้จักรยานไปสู่นโยบายสาธารณะของประเทศไทย

วีรชัย พลาศรัย  ทูต’ฮอต’คดีพระวิหาร

คดีข้อพิพาทปราสาทพระวิหารระหว่างไทย-กัมพูชา ได้รับความสนใจจากคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาผูกโยงเข้ากับเหตุการณ์บ้านเมือง อันมีการชุมนุมของ “มวลมหาประชาชน” ก็ยิ่งทำให้ข้อพิพาทนี้ถูกจับตา

แต่ทีมต่อสู้คดีก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม “ทูตแสบ” วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮก ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมกฎหมายได้รับยกย่องเป็น “ฮีโร่” ดังนั้น เมื่อกลับมาเยือนเมืองไทยจึงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ไม่ต่างอะไรจากศิลปินเกาหลี

เรื่องราวชีวิตของท่านทูตถูกนำเสนอออกมามากมาย หนึ่งในนั้นก็คือชีวิตอีกมุมหนึ่ง ดังเช่นที่เขาบอกเล่าไว้ว่า ในวัยเด็กอยากเป็น 2 อย่างคือ ทูตกับผู้พิพากษา

“แต่วันนี้มาเป็นทูต เพราะมองว่าผู้พิพากษา เรามีเป้าหมายเป็นประธานศาลฎีกา (หัวเราะ) แต่ว่าประธานศาลฎีกานั้นเป็นยากกว่า เพราะในแต่ละครั้งมีคนเดียว แต่ทูตมีพร้อมๆ กัน 50-60 คน โอกาสเป็นทูตจึงมีสูงกว่า อีกอย่างคือได้ทุนด้วย คุณแม่ขอไว้ว่า ไม่ให้เป็นนักดนตรีอาชีพ จะเล่นก็เล่นได้ แต่ไม่ให้เป็นอาชีพ ขอว่าถ้าไม่มาทางการทูตก็ให้เป็นผู้พิพากษา ถ้าทำได้”

วันนี้ถ้าใครอยากเป็นทูต “ทูตแสบ” มีคำแนะนำว่า ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ให้ดี สนใจในวิชาที่ตัวเองเรียนอยู่ ภาษาอังกฤษเอาให้ได้ และหาอีกหนึ่งภาษาอะไรก็ได้ให้เป็นข้อได้เปรียบ

วีรชัยเกิดเมื่อ 9 มิถุนายน 2503 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรชายคนเล็กของ อภิชัย-พญ.วีรี พลาศรัย ชีวิตครอบครัวสมรสกับ อลิซาเบธ ฮอร์เนอร์

เริ่มเรียนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึง ม.ศ.3 ก่อนจะย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาอีก 2 ปี และสอบเข้าได้ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนได้เพียง 3 เดือน ได้ทุนรัฐบาลไทยไปเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศสในระดับปริญญาตรีและโท ที่มหาวิทยาลัยปารีส 10 และปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยปารีส 1

ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก หัวหน้าคณะต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร

เอกชัย ไชยนุวัติ  นักวิชาการสุด’ฮอต’

เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ได้รับการติดต่อไปร่วมรายการ ตลอดจนขอความคิดเห็นมากที่สุดคนหนึ่งในรอบปีที่ผ่านมา

โดยเริ่มเป็นที่รู้จักในสังคมกับการวิวาทะทางปัญญาที่ดุเดือดในรายการเจาะข่าวเด่น ทางช่อง 3 กับ เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันเดียวกัน ในประเด็นว่าด้วยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ จนกลายเป็นซุปเปอร์ไฟต์ทางกฎหมายที่มีคนสนับสนุนและโต้แย้งกันทั้ง 2 ฝ่าย

และได้ออกมาวิวาทะทางความคิดอีกครั้งกับทนาย วันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา พร้อมกับประโยคเด็ดที่ว่า “คนเรียนกฎหมาย ถ้าไม่สนใจกฎหมาย ก็เลิกเรียน ไปขายน้ำเต้าหู้ดีกว่า”

ย้ำชัดถึงจุดยืนตนเอง”ประเทศจะต้องปกครองด้วยระบอบนิติรัฐ และเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข นี่เป็นจุดยืนของผมและนั่นคือเหตุผลที่ผู้นำของประเทศจะต้องมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ที่จะทำให้ไม่มีช่องว่างใดๆ ทั้งสิ้นที่จะมีนายกฯที่จะเรียกว่าคนดี คนกลาง หรือนายกฯพระราชทาน สามกรณีหลังนี่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนไม่ได้เลือก”

“ผมจะพูดเสมอว่าถ้าคุณจะเอา 3 กรณีหลังขออย่างเดียว ขอให้คุณอย่าเรียกว่าเป็นประชาธิปไตย จะเรียกอะไรก็เรียกไป ขออย่าเรียกว่าประชาธิปไตย เพราะว่ามันไม่ใช่ คือนิติรัฐเป็นรัฐที่อยู่ภายใต้กฎหมาย”

เกิด 24 ตุลาคม 2517 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรชายคนเล็กของ นพ.เติมชัย-วนิดา ไชยนุวัติ เริ่มการศึกษาในชั้นประถมที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ก่อนที่จะศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมที่สาธิตปทุมวัน เรียนต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จบการศึกษาในระดับปริญญาโทถึง 3 แห่งที่สหรัฐ เริ่มจากนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยอเมริกัน ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ต่อด้วยนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายเปรียบเทียบ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายและการทูต จาก Fletcher School of Law and Diplomacy ที่แมสซาชูเซตส์

ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับ ณัฐญา ไชยนุวัติ มีลูกในวัยกำลังซนด้วยกัน 3 คน

ปัจจุบันเป็นรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และโฆษกสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.)

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล เกรียนแห่งยุคสมัย

ปฏิเสธเกียรติประวัติการถูกเสนอชื่อเข้าชิง “รางวัลสิทธิมนุษยชน ประเภทเด็กและเยาวชน” จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อย่างไม่ไยดี

ด้วยเหตุผลที่ได้ยินชัดเจนจากเจ้าตัวว่า เป็นเพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาของ กสม. ดูเหมือนไม่มีความจริงใจหรือสนใจประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิฯ ทั้งกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 รวมถึงก็ไม่เคยแสดงท่าทีสนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนในโรงเรียนแต่อย่างใด

ย้อนกลับไปก่อนนี้ เนติวิทย์ ในฐานะเลขาธิการสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย เคยเป็นข่าวครึกโครมด้วยการออกมาเสนอเรื่องการปฏิวัติระบบการศึกษา ตอบคำถามฉะฉานออกหน้าจอโทรทัศน์ ในสื่อหนังสือพิมพ์ ในนิตยสาร จนหลายคนปรบมือชื่นชม ขณะที่อีกหลายคนส่ายหน้า

“การปฏิรูปการศึกษาจะไม่บังเกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น ในความเป็นจริงต้องมีการเปลี่ยนวิธีคิดให้ครู และนักเรียนมีสถานะฉันเพื่อนมิตรต่อกัน อันมีลักษณะการบูรณาการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน มากกว่าจะเป็นการยัดเหยียดความรู้แบบเดิมที่มองนักเรียนเสมือนดั่งภาชนะที่ว่างเปล่า”

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ “ยกเลิกความเป็นไทย”

ถามว่า “วัฒนธรรมไทยต้องเป็นอย่างไร?”

คำตอบของเด็กหนุ่ม คือ “ต้องเป็นวัฒนธรรมที่เคารพในสิทธิ ของความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และการเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีขันติธรรมต่อกัน ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องทำได้ยาก เป็นเพียงแค่วัฒนธรรมพื้นฐานของมวลมนุษย์ สิ่งต่างๆ ควรต้องอยู่บนพื้นฐานสิ่งนี้ การเคารพซึ่งกันและกัน อันเป็นพื้นฐานของความเป็นประชาธิปไตย”

เนติวิทย์ เกิดเมื่อ 10 กันยายน 2539 ภูมิลำเนาเป็นชาว ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย จบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนจีนชื่อว่าป้วยฮั้ว ปัจจุบัน กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนนวมิน ทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

ศรัณย์ ฉุยฉาย หรือ’อั้ม เนโกะ’

เป็นข่าวต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะโพสต์ข้อความหรือรูปอะไรก็ย่อมต้องมีคนตามเข้าไปชมและด่า

ได้รับทั้ง “ดอกไม้” และ “ก้อนอิฐ”ไล่มาตั้งแต่เรื่องการโหนถ่ายกับรูปปั้นของปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) ต่อด้วยการเป็นหัวขบวนทำโปสเตอร์วาบหวิว เพื่อคัดค้านการบังคับแต่งชุดนักเรียนเข้าห้องสอบ

ตามติดด้วยการปะทะคารมกับอาจารย์ มธ. อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน หลังจากที่ถูกมองว่าแต่งกายไม่เหมาะสมเดินในมหาวิทยาลัย

จากนั้น พยายามชักธงสีดำขึ้นสู่ยอดโดม เพื่อประท้วงเชิงสัญลักษณ์ถึงการประกาศปิดการเรียนการสอนของอธิการบดี มธ. ซึ่งสอดรับคำประกาศของ “มวลมหาประชาชน” ที่ชุมนุมอยู่

เหล่านี้ ทำให้อั้ม เนโกะ ถูกสอบพฤติกรรม และบานปลายไปสู่การรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ซึ่งเรื่องจะลงเอยอย่างไรต้องติดตาม แต่ที่แน่ นี่กลายเป็นบุคคลที่มีวาทะน่าฟังมากที่สุดคนหนึ่ง

“การจะพิจารณาคนแค่เปลือกนอกเป็นอะไรที่ตื้นเขินเกินไป เป็นต้นว่า คนที่แต่งตัวแปลกเราต้องไม่คุยกับเขาเลยหรือ หากเรามองกลวิธี หรือสารที่ต้องการจะสื่อ การแต่งตัวก็ไม่ใช่สิ่งที่รุนแรงอะไรเลย เราไม่ได้กระทำผิดต่อใคร จะแต่งกายอย่างไรก็ไม่ได้ไปทำให้ใครเสียหาย

“…ควรมองที่สารที่จะสื่อมากกว่าว่าต้องการอย่างไร” อั้ม เนโกะ เกิดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2536 บิดารับราชการเป็นตำรวจ มารดารับราชการครู จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนบูรณวิทย์ มัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนบดินทรเดชา นนทบุรี มัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนทวีธาภิเศก สายศิลป์-เยอรมัน

ปัจจุบัน เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์\

ซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ ‘ไอที’ 24 ชั่วโมง

ถามเธอว่า ถ้าไม่ได้ทำงานด้านไอที เธอคิดว่าจะทำอะไร?คำตอบที่ได้รับคือ “ไอทีเป็นเหมือนกับชีวิตจิตใจของเราไปแล้ว เหมือนอยู่กับมันจนอินไปแล้ว ชอบไปแล้ว แต่ถ้าต้องเลือกจริงๆ ก็อยากจะเป็นคนทำหนังแอนิเมชั่น เพราะเป็นคนชอบเขียนเรื่องราวต่างๆ อยากจะเป็นผู้กำกับ คนเขียนบทหนังบทละคร เพราะรู้สึกว่าตัวเองมีไอเดียตรงนี้เหมือนกัน”

ซี-ฉัตรปวีณ์ คือคนที่หลายคนได้เห็นเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา เธอจะเป็นคนแนะนำ ตลอดจนทดลองใช้สร้างความมั่นใจให้ก่อนถึงมือคนทั่วไป ซึ่งความคลั่งไคล้เรื่องไอทีของเธอนั้นไม่ธรรมดา ขนาดครั้งหนึ่งเคยไปขอกับอาจารย์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ว่าจะขอมาเทกคอร์สถอดประกอบคอมพิวเตอร์ หรืออย่างเคยไปเรียนเขียนแอพพลิเคชั่นแอนดรอยด์ เพราะอยากรู้ว่าทำได้อย่างไร

เกิด 4 ธันวาคม พ.ศ.2527 จบชั้น ม.ปลาย จากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ สายศิลป์ภาษาอังกฤษ-ฝรั่งเศส ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี นิเทศศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวารสารสนเทศและสื่อสิ่งพิมพ์ เกียรตินิยมอันดับ 2

ก้าวสู่แวดวงไอที ด้วยการไปร่วมทำรายการ “เท็กซ์ ทเวนตี้โฟว์ (Text 24)” ร่วมกับ “จอห์น นูโว”- จอห์น รัตนเวโรจน์ หนึ่งในรายการแรกเกี่ยวกับไอทีของเมืองไทย ทำให้มุมมองของเธอที่มีต่อโลกไอทีเปลี่ยนไป จนกลายเป็นหลงรักไปในที่สุด

ปัจจุบัน เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ด้านไอทีอีกทั้งยังมีรายการส่วนตัวทางทีวีอินเตอร์เน็ตที่มีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก

ชยิกา วงศ์นภาจันทร์  ด่านแรก’โซเชียลมีเดีย’ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ลูกสาวคนโตของ เยาวเรศ ชินวัตร อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรม

ราชินูปถัมภ์ มีศักดิ์เป็นหลานสาวของ พ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ

รับหน้าที่ดูแลสื่อออนไลน์ โดยช่วยดูเว็บไซต์ http://www.thaigov.go.th ช่วยดูเว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทย http://www.ptp.or.th/ ช่วยดู เฟซบุ๊กของพรรคเพื่อไทย และของไทยคู่ฟ้า เรียกว่าดูตั้งแต่ของพรรคจนถึงของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังดูแลเฟซบุ๊กของคุณยิ่งลักษณ์ด้วย

“หน้าที่หลักคือ ทุกเช้าจะต้องคอยดู คอยจับประเด็นว่าวันนี้ทิศทางข่าวจะเป็นอย่างไร วันนี้มีประเด็นอะไรที่อ่อนไหม เรื่องนี้จะต้องทำการประชาสัมพันธ์เพิ่มหรือไม่ มีจุดไหนที่ต้องชี้แจงหรือเปล่า จะสรุปเรื่องพอดูแล้วว่าตรงนี้ต้องเสริมเราก็จะคุยกับทีมที่เป็นบรรณาธิการ” แซนด์-ชยิกากล่าวเกิด 3 กรกฎาคม พ.ศ.2522 เป็นลูกสาวคนโตของ แม่-เยาวเรศ ชินวัตร และ พ่อ-วีรชัย วงศ์นภาจันทร์ ภายหลังจากพ่อกับแม่หย่าร้างกันแล้ว เธอเลือกใช้นามสกุล “วงศ์นภาจันทร์” ของพ่อ

เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนร่วมฤดี อินเตอร์เนชั่นแนล สคูล ก่อนจะก้าวเข้าสู่ระดับอุมดมศึกษา ในปี 2541 ที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ในปี 2543 ก็ได้ย้ายไปศึกษาต่อที่ Clark College เมืองแวนคูเวอร์ รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปี 2544 เรียนที่ University of Washington แคมปัส Bothell ประเทศสหรัฐอเมริกา และปี 2545 Seattle University บริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปีที่ผ่านมา เข้าพิธีมงคลสมรสอย่างชื่นมื่นกับ ไผ่ บัวงาม นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

บิว-อนุรักษ์ ‘แม่บ้านมีหนวด’

เพจเฟซบุ๊กที่มีเพียงภาพถ่าย ของคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้ชื่อเสียง ไม่ได้มีหน้าตาหล่อเหลาหรือสวยงาม กลับมียอดคนถูกใจอยู่ในหลักแสนภายในเวลาไม่กี่เดือน

กับเพจที่ชื่อ “แม่บ้านมีหนวด”นั่นเพราะความกล้า และความแปลกแหวกแนวของเขา “บิว-อนุรักษ์” ที่ไม่ยอมบอกนามสกุลเพราะไม่อยากให้ทางบ้านเดือดร้อน

หญิงสาวในร่างชายหนุ่ม ผู้มีแนวทางเป็นของตัวเอง พรีเซ็นต์ตนเองออกมาในรูปแบบภาพถ่าย ที่มีแว่นดำเป็นเอกลักษณ์ ประสานกับการแต่งตัวที่หลุดโลก และการเลือกโลเกชั่นที่แปลกตา เช่น ท้ายรถขยะ ท้ายรถสองแถว บนป้ายรถเมล์ ในถังขยะ บนตึกร้าง ในห้องสุขา บนครัว บนกองขยะ ฯลฯ อย่างท้าทาย

“การเปิดเพจนำเสนอความเป็นตัวตน เป็นทางเลือกในการแสดงออกด้านความคิดที่ดีและเปิดกว้าง ทุกคนมีสิทธิเปิดเพจ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับคนที่เข้ามาดูว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ถ้าเขาชอบก็มีสิทธิที่จะไปกดไลค์ เข้าไปดูรูปหรืออ่านข้อความ มันง่ายแค่คลิกเท่านั้นเอง”

เกิดเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2533 ที่ จ.สตูล จบชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านคลองขุด ก่อนจะศึกษาต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนสตูลวิทยา ความที่เป็นคนชอบภาพสวยๆ ตั้งแต่เด็ก เคยกระทั่งวาดรูปส่งประกวด ที่สุดตัดสินใจดั้นด้นเข้ากรุงเทพฯ มาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย จนสำเร็จปริญญาตรีสาขานิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นสาขาที่เรียนทั้งด้านภาพวาดและภาพถ่ายที่ชื่นชอบ

“ตอนแรกถ่ายรูปแบบที่เห็นในเพจลงเฟซบุ๊กของตัวเองแล้วแท็กรูปภาพไปโพสต์ที่หน้าวอลล์ของเพื่อนๆ ในกลุ่มทุกคน ส่งไปทุกวัน วันละเยอะมากจนหน้าวอลล์ของเพื่อนไม่มีรูปของตัวเอง จนเพื่อนๆ รุมกันต่อว่า เพื่อนคนหนึ่งเลยแนะนำว่าถ้าจะแปะรูปเยอะขนาดนี้เปิดเพจเลยดีกว่า เลยตัดสินใจลองเปิดเพจดู”

ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อปริญญาโทด้านบริหารการบันเทิง มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ กล้วยน้ำไท และรับงานอิสระด้านรายการบันเทิง

ธาราทิพย์ ศรีดี ราชินียิมฯไทย

ประกาศอำลาวงการยิมนาสติกลีลาไป หลังคว้าชัยในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 41 ที่เชียงใหม่ เมื่อธันวาคม 2555 สำหรับเจ้าของฉายา “ราชินียิมนาสติกเมืองไทย”

หากแต่ข่าวคราวและเรื่องราวของเธอก็ปรากฏอีกครั้งในรายการ “ไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์ ซีซั่น 3” ในฐานะสมาชิกของทีม “ไทยยิม”

เป็นการนำความสามารถด้านยิมนาสติกมาแสดงเน้นความสวยงาม ไม่มีความกดดันเหมือนลงสนามแข่งขัน และแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศได้ แต่ทว่าก็ได้ใจกรรมการ คนดู และผู้ชมทั่วประเทศ

ถามถึงเหตุผลที่เธอเข้าร่วมการประกวดในครั้งนี้ โม-ธาราทิพย์ บอกว่า ต้องการโปรโมตยิมนาสติกเพราะมันซบเซา เอามาให้คนดูเห็นว่าเป็นกีฬาที่ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันอย่างเดียว แต่สามารถนำมาประยุกต์เป็นรูปแบบที่น่ามอง ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ตั้งใจร่วมรายการตั้งแต่ซีซั่น 1-2 แล้ว แต่ช่วงนั้นมีแข่งบ่อย ไม่ค่อยมีเวลา

เกิด 21 กุมภาพันธ์ 2530 ที่กรุงเทพฯ เริ่มเล่นยิมนาสติกลีลาด้วยวัย 5 ขวบ ที่โรงเรียนศรีวิทยาปากน้ำ เพราะ แม่-วีรนุช ศรีดี เห็นว่าลูกเรียนหนักจึงอยากเพิ่มกิจกรรมที่ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยเริ่มเล่นไปพร้อมกับ แตง-สุดาทิพย์ ศรีดี พี่สาวฝาแฝด โดยมีพ่อ-ประยูร ศรีดี และพี่ชาย เตย-วัชรินทร์ ศรีดี ซึ่งแก่กว่า 2 ปี คอยเป็นกองหนุน

ฝีไม้ลายมือก็เตะตา กุสุมาลย์ ประเสริฐศรี กรรมการสมาคมยิมนาสติกแห่งประเทศไทย ผู้ชักชวนให้โม ฝึกซ้อมอย่างจริงจัง

ย้ายโรงเรียนตอน ม.3 ไปยังโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) ซึ่งอยู่ใกล้กับ กกท. ทำให้มีโอกาสฝึกซ้อมมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง โดยเข้าเรียนแผนวิทย์-กีฬา และไม่นานก็ติดทีมชาติเป็นครั้งแรก

ได้เหรียญรางวัลมาครองทุกครั้ง ตั้งแต่ซีเกมส์ครั้งแรกที่ 21 ที่มาเลเซียกับ 2 เหรียญเงิน และอีก 3 สมัย ซีเกมส์ครั้งที่ 22-2 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง, ครั้งที่ 23-2 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง, ครั้งที่ 24-2 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน

ร่วมแข่งขันโอลิมปิก 2008 ที่จีน และเวิลด์เกมส์ 2009 ที่ไต้หวัน

จบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และปริญญาโทจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ทว่า ซีเกมส์ครั้งล่าสุดที่พม่า ไม่มีการบรรจุยิมนาสติกลีลาเข้าไปในการแข่งขัน ทั้งยังมีการเปลี่ยนกติกาการคิดคะแนนใหม่ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ โม-ธาราทิพย์ อำลาวงการไปเป็นครูสอนที่สโมสรยิมนาสติกจินตนา ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 และผู้ประกาศข่าวกีฬาช่องสยามสปอร์ต

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร