5 สถานการณ์เด่นในรอบทศวรรษ: 3.13 ปีของสถานการณ์เรื่องเพศกับการสร้างนโยบาย’วิถีเพศ วิถีสุขภาวะ เพื่อทศวรรษหน้า’

Untitled2Untitled3ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา “เรื่องเพศ” มีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย คนมักรับรู้และเรียนรู้เรื่องราวหลากหลายมิติของ “เรื่องเพศ” จากข่าวที่สื่อนำเสนออยู่เป็นประจำ ได้แก่ ปัญหาความรุนแรงทางเพศที่มาแรงเป็นอันดับหนึ่งตลอดทศวรรษ ปัญหาเรื่องเพศของเยาวชน ปัญหาเฉพาะด้านของกลุ่มประชาสังคมที่ทำงานเรื่องเพศ ได้แก่ กลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิของคนรักเพศเดียวกัน กลุ่มสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงท้องไม่พร้อม นอกจากนี้ สื่อและเวทีวิชาการก็นำเสนอ “ความคิดเรื่องเพศ” ที่ลงลึกจากหลากหลายมุมมอง ตั้งแต่แนวจารีต ประเพณี และศีลธรรม จนถึงแนวคิดเชิงสิทธิเสรีภาพ แต่การดำเนินงานที่เน้น “วิถีสุขภาวะทางเพศ” ที่ผ่านมา เป็นเพียงความพยายามของหน่วยงานขนาดเล็กทั้งฝ่ายเอกชนและรัฐ …ถึงเวลาแล้วที่ภาคการเมืองและภาคนโยบายต้องหันมาพิจารณาประเด็นเรื่องเพศในระดับมหภาค เพื่อที่สังคมไทยจะประคับประคองตัวเองฝ่าระเบิดเวลาหลายลูกของปัญหาเรื่องเพศไปได้ในทศวรรษหน้า มุมมอง “เรื่องเพศ” ที่เปลี่ยนไปในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา

หลายปรากฏการณ์ “เรื่องเพศ” ในสังคมไทย สะท้อนให้เห็นว่าความคิดเรื่องเพศเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2553 หลังเกิดเหตุการณ์พบซากตัวอ่อนมนุษย์จากการทำแท้งจำนวน 2,002 ซาก ในวัดไผ่เงิน เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร นับเป็นข่าวใหญ่ที่สุดของเรื่องการทำแท้งในสังคมไทย และเป็นข่าวที่สื่อมวลชนระดับโลกอย่างซีเอ็นเอ็น บีบีซี เอเอฟพี ให้ความสนใจอย่างมากในบริบทของความ

เป็น “เมืองพุทธ” ขัดแย้งกับซากตัวอ่อนมนุษย์จำนวนมหาศาลที่ถูกค้นพบ

การถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ในกรณีของวัดไผ่เงินบ่งชี้ว่า คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ต้องปกปิดอีกต่อไป แต่ควรสนับสนุนให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้อง และใช้ถุงยางอนามัยเพื่อปกป้องตัวเองได้เมื่อ “ถึงเวลานั้น” ดังตัวอย่างข่าวพาดหัวที่ว่า “ผู้ปกครองเห็นด้วยกว่าร้อยละ 90 สอนเพศศึกษาสกัดทำแท้ง”

แม้แต่หน่วยงานรัฐที่มีภาพลักษณ์ “อนุรักษนิยม” อย่างศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม หรือ “ศูนย์คุณธรรม” ยังแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า “อย่ามองว่าเป็นเรื่องลามกอนาจาร สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว…ต้องหัน

หน้ามาช่วยกัน ไม่ใช่เด็กท้องแล้วไล่ออก…เด็กกลัวถูกไล่ออกจากโรงเรียนก็หันไปทำแท้ง”

สถานะ “เรื่องเพศ” ในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาจึงไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ปัญหาอีกต่อไป จากแนวคิดเดิมที่ต้องไม่เปิดเผยเรื่องเพศและปกปิดเร้นลับ ด้วยเกรงว่าจะเป็นการ “ชี้โพรงให้กระรอก” ก็เริ่มมีการวิพากษ์เรื่องเพศอย่างจริงจังในพื้นที่สาธารณะต่างๆ เช่นว่า รัฐและศาสนาเข้ามาควบคุมกำกับ “เรื่องเพศ” จนเสียสมดุลหรือไม่ มีอุดมการณ์ความคิดแบบใดครอบงำ และส่งผล กระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างไรบ้าง

เช่นนี้แล้ว หากสังคมเปิดกว้างให้ตั้งคำถามลึกซึ้งถึงระดับของอุดมการณ์ความคิดชุดต่างๆ ที่ให้ความหมายหรืออธิบายเรื่องเพศ และเกิดการถกเถียงสาธารณะอย่างมีอิสระแล้ว เชื่อได้ว่าความรู้ความเข้าใจต่อวิถีชีวิตทางเพศของผู้คนในสังคมจะปรับเข้าสู่ “วิถีเพศ วิถีสุขภาวะ” มากขึ้น แนวทางจัดการเพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตด้านเพศที่ดีของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยก็น่าจะพัฒนาและยกระดับมาตรฐานสูงขึ้น

สถานการณ์เรื่องเพศที่โดดเด่นในรอบ 13 ปี (พ.ศ.2541-2553)

จากรายงาน 2 เล่มที่เสนอผลการติดตามสถานการณ์เรื่องเพศที่ปรากฏทั้งในรูปแบบข่าว และบทความในหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์ สำนักข่าวจากหน่วยงานราชการ ข่าวจากสถาบันด้านการวิจัย และข่าวเผยแพร่จากหน่วยงานที่สำรวจความคิดเห็นในช่วง พ.ศ.2541-2553 พบว่าปรากฏการณ์เรื่องเพศที่ “เป็นข่าว” บ่อยครั้งที่สุดหนีไม่พ้นเรื่อง “ข่มขืน” และ “ความรุนแรงทางเพศ” ขณะที่ในประเด็น “อนามัยเจริญพันธุ์” นั้น ส่วนมากเน้นหนักไปที่เรื่องท้องไม่พร้อม ทำแท้ง และการทอดทิ้งทารกแรกคลอด

(1) ข่มขืน นับเป็นข่าวที่พบบ่อยครั้งที่สุดในบรรดาข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ ในช่วงปี 2541-2553 พบว่ามีข่าวข่มขืนจำนวนมากถึง 8,902 ข่าว หรือปีละ 741 ข่าว โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีหลัง คือ พ.ศ.2551-2553 กว่าครึ่งของข่าวที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องของการข่มขืนกระทำชำเรา สะท้อนภาพความเป็นสังคมที่มีอันตรายทางเพศในระดับที่น่าเป็นห่วง ลักษณะสำคัญของข่าวข่มขืนที่พบ ได้แก่

* เป็นการกระทำโดยผู้ที่มีสถานะเหนือกว่า สะท้อนถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทย

* มักเชื่อมโยงการข่มขืนเข้ากับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น การบริโภคแอลกอฮอล์ การเสพสื่อกระตุ้นเร้าอารมณ์เพศ ส่งผลให้ความรับผิดชอบของผู้กระทำแผ่วเบาลงไป เพราะมีเหตุอื่นให้อ้าง นอกจากนี้ กฎหมายที่ระบุความผิดของการข่มขืนกระทำชำเรายังเปิดช่องให้มีการยอมความกันได้ ซึ่งยิ่งลดทอนความเป็นอาชญากรรมของการข่มขืนลงไปอีกต่อหนึ่ง

* ที่น่าสนใจคือ การข่มขืนที่เกิดขึ้นในบริบทของความเชื่อ ความศรัทธา ทั้งการข่มขืนโดยพระภิกษุ หมอดูทำนายดวงชะตา หมอทำเสน่ห์ ซึ่งผู้ถูกกระทำมักไม่ได้รับความเห็นใจ เพราะถูกตีตราซ้ำซ้อนว่าขาดปัญญาจนทำให้ตนเองประสบเหตุข่มขืน สะท้อนรูปแบบของความรุนแรงทางเพศที่แฝงอยู่กับศรัทธาความเชื่อแบบงมงาย

(2) ความรุนแรงทางเพศ เมื่อตัดข่าวเกี่ยวกับการข่มขืนออกไปแล้ว ความรุนแรงทางเพศที่ปรากฏเป็นข่าวในรอบ 13 ปีที่ผ่านมายังคงมีจำนวนสูงถึง 6,435 ข่าว โดยเกือบ 2 ใน 3 ของข่าวความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องของการขายบริการทางเพศ การแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กและผู้หญิง ทั้งโดยสมัครใจโดยไม่มีทางเลือก เป็นการล่อลวง และเกี่ยวพันกับขบวนการค้ามนุษย์

รองลงมาเป็นเรื่องของการคุกคามทางเพศในรูปแบบต่างๆ เช่น ถ้ำมอง แอบถ่ายภาพ หรือเผยแพร่ภาพเพื่อแสวงประโยชน์ ลวนลามทางกายและวาจาที่พบอยู่เสมอคือ การคุกคามทางเพศในที่ทำงาน โดยหัวหน้างานหรือนายจ้างที่เป็นชายกระทำต่อลูกน้องหรือลูกจ้างหญิง ตลอดจนการคุกคามทางเพศในมหาวิทยาลัย โดยอาจารย์กระทำต่อนักศึกษา เพื่อแลกกับคะแนนหรือผลการเรียน และยังมีกรณีตำรวจละเมิดทางเพศผู้เสียหายขณะที่ใช้อำนาจเข้าตรวจค้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังปรากฏเรื่องราวของการใช้ความรุนแรงในชีวิตคู่ ทั้งที่ยังเป็นคู่ชีวิตกันอยู่ และที่จบความสัมพันธ์ไปแล้ว แต่ยังหวนกลับมาทำร้ายทางเพศ และประเด็นการใช้อคติทางเพศและการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มเฉพาะ อาทิ ผู้หญิงพิการ คนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ กลายเป็นความรุนแรงในลักษณะที่เรียกว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงทางวัฒนธรรม เนื่องจากสังคมมีระบบคิดบางอย่างที่กลายเป็นการเลือกปฏิบัติกับคนบางกลุ่ม เช่น ปรากฏการณ์กึ่งบังคับทำหมันให้คนพิการ ด้วยความคิดว่าคนพิการไม่ควรข้องเกี่ยวกับเรื่องเพศและการมีบุตร หรือความคิดที่ว่าคนรักเพศเดียวกันเป็นกลุ่มผิดปกติ ต้องได้รับการรักษา เป็นเหตุให้ถูกรังเกียจเดียดฉันท์ และถูกละเมิดสิทธิในหลายด้าน เช่น การแสดงตัวตนทางเพศ การเข้ารับการศึกษา การสมัครงาน การสมรส เป็นต้น

(3) อนามัยเจริญพันธุ์ ครอบคลุมสุขภาพทางเพศและการเจริญพันธุ์ ตั้งแต่การท้อง การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งท้อง การคลอด การแท้ง การคุมกำเนิด สมรรถภาพทางเพศ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น กามโรค เอดส์ และโรคมะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์ ตลอดจนเรื่องเทคโนโลยีช่วยให้มีบุตร ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มบุญหรือตั้งครรภ์แทน เป็นต้น

น่าสังเกตว่าข่าวเกี่ยวกับการตั้งท้องไม่พร้อมมักถูกนำเสนอด้วยน้ำเสียงที่เจืออคติ และการตีตราทางสังคมต่อผู้หญิงที่ประสบปัญหา โดยผูกโยงเข้ากับการทำแท้ง การทอดทิ้งลูกหลังคลอด หรือการกระทำที่ทำให้บุตรเสียชีวิตหลังคลอด และมักประณามว่าผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม ส่วนใหญ่เป็นเด็กสาววัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่เหมาะสม มีปัญหาพฤติกรรมทางเพศ ไม่รับผิดชอบเมื่อเกิดการตั้งท้อง และหาทางออกด้วยการทำแท้ง หรือการทอดทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไข

ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมานี้ น้ำเสียงของข่าวยังคงเลือกตีตราเฉพาะฝ่ายหญิงอย่างไม่แปรเปลี่ยน เช่น “สาววัยรุ่นใจแตกรีดลูกทิ้งถังขยะ, สลดรีดมารหัวขนทิ้งถังขยะข้างทาง, แม่ใจยักษ์รักสนุกแต่ไม่ป้องกัน รีดมารหัวขนประจานกลางเมือง, รีดมารหัวขนทิ้งศพห้องน้ำห้างดัง, สลดศพทารกชายอายุครรภ์ 5 เดือน สงสัยวัยรุ่นใจแตกขับเลือดจนแท้ง, สลดหญิงใจร้ายทำแท้งลูกทิ้งขยะ”

ที่นับเป็นข่าวใหญ่ที่สุดก็คือ การพบซากตัวอ่อนมนุษย์จากการทำแท้งจำนวนสูงกว่า 2 พันซากที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นอกเหนือจากความตระหนกของกระแสสังคมแล้ว สิ่งที่เกิดตามมาเสมอคือ ท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้นของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการปราบปรามแหล่งให้บริการทำแท้ง อย่างไรก็ดี เหตุการณ์พบซากตัวอ่อนมนุษย์กว่า 2 พันซากในครั้งนี้ ทำให้มีการพูดคุยถึงการแก้ไขกฎหมายห้ามทำแท้งอีกครั้ง ด้วยสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ามีผู้คนจำนวนมากประสบปัญหาตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ขณะที่ทางออกที่เหมาะสมกลับมีไม่เพียงพอ และไม่มีการควบคุมจัดการที่ดี มีคุณภาพ

เสียงของประชาชนที่ปรากฏในการสำรวจความคิดเห็นของหน่วยงานต่างๆ ก็มีท่าทีเปลี่ยนแปลงไป โดยมากกว่าร้อยละ 60 ของประชาชนในการสำรวจระบุว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขขยายเงื่อนไขในการทำแท้งอย่างถูกกฎหมายให้กว้างกว่าเดิม ขณะที่ฝ่ายนโยบายคัดค้านในทันทีว่า กฎหมายที่มีอยู่เพียงพอแล้ว และต้องเพิ่มมาตรการเชิงป้องกันให้มากขึ้น

ในช่วง พ.ศ.2551-2553 นั้น พบว่าประเด็นเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นได้รับความสนใจและถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของตัวเลขและทางออกอื่นนอกเหนือการห้ามวัยรุ่นไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ เช่น ข่าวถึงท้องก็เรียนได้ รร.ให้อนาคต, หนุนร่าง กม.อนามัยเจริญพันธุ์ เปิดช่องให้เรียนขณะตั้งครรภ์, กฎหมายเปิดช่องอุ้มท้องวัยรุ่น อนาคตคุณแม่ยังสาว, สธ.เปิดศูนย์บริการที่เป็นมิตร ปรึกษาเซ็กซ์วัยรุ่นทั่วประเทศ, ครม.อนุมัติ นร.ท้องเรียนได้-ลาคลอด เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ทางสาธารณสุขมีการเฝ้าระวังการตั้งครรภ์และการคลอดของผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ในฐานะปรากฏการณ์ที่จะส่งผลต่อคุณภาพประชากรในอนาคต เนื่องจากทารกที่เกิดจากผู้หญิงอายุน้อยมักมีปัญหาเรื่องน้ำหนักแรกคลอดตกเกณฑ์ และปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โดยพบว่าอัตราการตั้งครรภ์ของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปีมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศ การเปิดเผยผลการเฝ้าระวังนี้อย่างต่อเนื่องเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สถานการณ์ “แม่วัยรุ่น” ได้รับการจับตามองจากภาคนโยบายและสื่อมวลชน ส่งผลในเชิงสำทับให้ประเด็นเรื่องเพศ โดยเฉพาะเพศของวัยรุ่นได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น

“เรื่องเพศ” กับกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม

ในสังคมที่สลับซับซ้อน ปัญหาสังคมมีลักษณะแตกตัวและขยายตัว จนไม่สามารถรอให้ฝ่ายการเมืองมีบทบาทกำหนดนโยบายและจัดสรรทรัพยากรเพื่อดูแลจัดการคุณภาพชีวิตประชาชนได้แต่เพียงฝ่ายเดียว กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม (Participatory Public Policy Process) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือร่วมกำหนดกรอบกติกาทางสังคมที่สำคัญ

รูปธรรมชัดเจนของสังคมไทยในการจัดกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ และครอบคลุมหลายประเด็นก็คือ การจัด “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” ที่เริ่มดำเนินการอย่างเป็นระบบเป็นปีแรกใน พ.ศ.2551 โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆ มีโอกาสกำหนดโจทย์ของตนเอง จากนั้นสนับสนุนให้เกิดกระบวนการค้นคว้า รวบรวมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง และจัดให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยน ถกเถียง และหาทางออกที่รอบด้านร่วมกัน จนเกิดเป็น “นโยบาย” ในเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นทางการ โดยผ่านกระบวนการพิจารณาและเห็นชอบโดยคณะรัฐมนตรี

(1) ข้อมติสุขภาวะทางเพศ : ความรุนแรงทางเพศ การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม และเรื่องเพศกับเอดส์/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

“เรื่องเพศ” เป็นอีกหนึ่งข้อเสนอในกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปีที่ 1 (พ.ศ. 2551) ภายใต้หัวข้อ “สุขภาวะทางเพศ : ความรุนแรงทางเพศ การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม และเรื่องเพศกับเอดส์/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” โดยมีเครือข่ายภาคประชาชนอย่างน้อย 5 เครือข่ายร่วมกันพัฒนาเนื้อหา ข้อเสนอเชิงนโยบาย และผลักดันต่อเนื่องเข้าสู่กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

ทั้ง 5 เครือข่ายที่ว่านี้ ได้แก่ เครือข่ายยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก แนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง เครือข่ายผู้หญิงกับเอดส์ เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกเพื่อผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม และเครือข่ายสุขภาวะทางเพศ มีลักษณะเป็นเครือข่ายแบบหลวมๆ ของหน่วยงาน องค์กร และบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องเพศ เมื่อมีคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ เสนอประเด็นเข้าไปเพื่อคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ทั้ง 5 เครือข่ายจึงรวมตัวกันนำเสนอประเด็นเรื่องสุขภาวะทางเพศ โดยมีเครือข่ายสุขภาวะทางเพศเป็นแกนกลาง

กระบวนการหารือเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสุขภาวะทางเพศทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย การประชุมระดมสมอง 2 ครั้ง เพื่อจัดทำข้อเสนอและการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อร่างข้อเสนอ มีทีมวิชาการทำหน้าที่ศึกษา รวบรวมทั้งข้อมูลเบื้องต้น ความเห็นเพื่อยกร่างข้อเสนอ รวมทั้งผลการประชาพิจารณ์เพื่อปรับปรุงร่างข้อเสนอ ก่อนส่งข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และปรับปรุงเป็นเอกสารมติที่ชื่อว่า “สุขภาวะทาง เพศ : ความรุนแรงทางเพศการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม และเรื่องเพศกับเอดส์/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” ครอบคลุมข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้

* จัดให้มีการสอนเพศศึกษารอบด้านแก่ประชาชนทุกเพศทุกวัย ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา

* จัดบริการปรึกษาทั้งก่อนและหลังเผชิญปัญหา เน้นทั้งการปรึกษาแบบเพื่อนช่วยเพื่อน และการปรึกษาทางเลือกและเสริมพลัง

* จัดศูนย์บริการสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ที่เป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม

* จัดบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย และอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสุขภาพทุกระบบ

* จัดให้มีการศึกษาวิจัยและทำฐานข้อมูลของสถานการณ์การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม

* จัดตั้งที่พักพิงและคุ้มครองสิทธิแก่ผู้ประสบปัญหาในทุกจังหวัด เน้นระบบบริการที่ครอบคลุมและครบวงจร เข้าถึงได้ง่าย

* ขจัดอคติทางเพศในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ

* จัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมสุขภาวะทางเพศโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย

* ผลักดันให้เกิดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อป้องกันและขจัดการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย

* สร้างเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายการทำงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนในการดำเนินงานตามข้อมติ

(2) ข้อมติการแก้ปัญหาวัยรุ่นไทยกับการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม

ในปี 2553 กรมอนามัย ร่วมมือกับหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและภาคประชาชน พัฒนาร่างข้อมติการแก้ปัญหาวัยรุ่นไทยกับการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมเป็นการเฉพาะ เนื่องจากสถิติการคลอดบุตรของเยาวชนอายุไม่ถึง 20 ปีเพิ่มสูงทุกปี โดยวิเคราะห์ไว้ในเอกสารหลักว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมา ทั้งในมิติของสุขภาพแม่และเด็ก และคุณภาพประชากร เมื่อมีการนำเสนอร่างข้อมติการแก้ปัญหาวัยรุ่นไทยกับการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 (พ.ศ.2553) ภาคีอื่นๆ จึงร่วมสนับสนุนและได้รับการพิจารณาเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2554 ครอบคลุมข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้

* จัดตั้งกลไกร่วมระหว่างคณะกรรมการพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีกลไกขับเคลื่อนทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด

* จัดให้มีการเรียนการสอนเพศศึกษารอบด้านจริยธรรมและศีลธรรม และระบบรองรับการแก้ปัญหานักเรียนนักศึกษาที่ตั้งครรภ์

* สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นและระดับพื้นที่สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมในวัยรุ่น

* ประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ ผลักดันให้สังคมมีทัศนคติเชิงบวกต่อเรื่องเพศ จริยธรรม ศีลธรรม ทักษะสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัว บริการที่หลากหลาย และเป็นมิตรกับเด็กและเยาวชน ลดพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชน

* ผลักดันการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ. … ภายใน พ.ศ.2554 จากการติดตามการดำเนินงานต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังการประกาศใช้ข้อมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทั้ง 2 ข้อมติ พบว่าหน่วยงานต่างๆ ที่มีภารกิจโดยตรงตามข้อมติยังดำเนินงานอย่างที่เคยเป็นมา ไม่พบว่ามีเจ้าภาพใหม่ๆ หรือกลไกการทำงานเชิงบูรณาการเกิดขึ้นแต่อย่างใด สะท้อนให้เห็นช่องโหว่ของการจัดการปัญหาสังคมและสาธารณสุขที่ซับซ้อน ต้องการการทำงานร่วมกันจากหน่วยงานหลายฝ่าย และหากเป็นเช่นนี้ เราคงต้องเผชิญกับปัญหาด้านเพศที่ขยายตัวและทวีความรุนแรงของผลกระทบมากขึ้นต่อไป.

*****

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ท้องไม่พร้อม และติดป้ายกำกับ , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร