ศาลพิจารณาน้ำ 3.5 แสนล้านชี้ไม่ฟังความเห็น”อย่างทั่วถึง

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

วานนี้ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด พร้อมองค์คณะ นัดพิจารณาคดีครั้งแรก คดีโครงการแผนแม่บท บริหารจัดการน้ำ มีประเด็นดังนี้

 นายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะ นัดพิจารณาคดีครั้งแรก คดีโครงการแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ หมายเลขดำที่ อ.1103/2556 ที่นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้านในพื้นที่ กทม. , ปทุมธานี และอยุธยา รวม 45 คน ยื่นฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ (กยน.) , คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 เรื่อง เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานทางปกครอง กระทำการโดยมิชอบ กรณีที่เห็นว่า นายกรัฐมนตรี และ กยน.

ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน และเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2555 ยังได้ใช้อำนาจทางปกครองของฝ่ายบริหาร ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร่งรีบจนเกินความจำเป็นอย่างไม่มีเหตุผลในการรองรับ การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 ออกมาบังคับใช้ทันที หลังจากได้แถลงข่าวเรื่องการจัดทำแผนแม่บทฯ เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2555 ทั้งที่โดยสภาพของการดำเนินงานที่แท้จริงแล้ว ยังไม่มีความจำเป็นหรือเหตุผลเพียงพอที่จะออก พ.ร.ก. ดังกล่าว โดย ผู้ถูกฟ้องยึดถือเงินเป็นตัวตั้ง ทั้งที่ยังไม่ทราบเลยว่าจะมีรายละเอียดของโครงการหรือกิจกรรมใดเกิดขึ้นได้จริงบ้าง แต่กลับเร่งรีบออกกฎหมายกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท

:ผู้ฟ้องมีสิทธิ เหตุรับผลกระทบ

ตุลาการผู้แถลงคดี ได้แถลงความเห็นต่อองค์คณะว่า ผู้ฟ้องที่ 1 เป็นองค์กรด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ขณะที่คดีนี้มีมูลเหตุเรื่องประโยชน์ของส่วนรวมที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ ส่งเสริม และคุ้มครองทรัพย์ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงถือว่าเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่นเดียวกับฟ้องที่ 2-45 มีภูมิลำเนาอยู่ใน กทม.และจังหวัดอื่นๆ ซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำต่างๆ รวม 17 ลุ่มน้ำ ตามการดำเนินการของโครงการดังกล่าวซึ่งมีผลเปลี่ยนแปลงลักษณะทางด้านกายภาพของพื้นที่อย่างกว้างขวาง จึงย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิต จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องทั้ง 45 ราย เป็นผู้ได้รับความเดือนร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องในคดีนี้ได้

:ชี้คำโต้แย้งเรื่องไม่มีสิทธิฟ้อง

ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องโต้แย้งว่าไม่ใช่ผู้เดือดร้อนเสียหายนั้น ศาลเห็นว่า คำกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องนั้นเป็นการใช้ชั้นเชิงต่อสู้คดีโดยนำเทคนิคทางกฎหมายมากล่าวอ้างที่มีเป้าหมายสุดท้ายเพียงผลในการชนะทางคดีเพื่อสกัดกั้นการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางปกครองของประชาชน เพราะหากศาลถือตามคำกล่าวอ้างผู้ถูกฟ้องแล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้องโดยสั่งจำหน่ายคดี จะเห็นได้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ตระหนักต่อการใช้สิทธิทางศาลของประชาชนเพื่อให้มีการตรวจสอบเนื้อหาคดีเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมที่เป็นความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องทั้งสี่อยู่แล้ว ดังนั้นข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องจึงไม่มีเหตุผลที่จะนำมารับฟัง และกระบวนการยุติธรรมทางปกครองไม่สมควรยอมรับวิธีการต่อสู้คดีอันขัดต่อหลัก ธรรมาภิบาลดังกล่าว

:ชี้แผนแม่บท ไม่อยู่ในอำนาจศาล

ส่วนที่ผู้ฟ้องขอให้ศาลปกครอง มีคำพิพากษาเพิกถอนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ นั้น เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ในการจัดทำแผนแม่บทและยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจะเห็นว่า วันที่ 10 พ.ย. 54 นายกฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้แต่งตั้ง กยน. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ขึ้นมาเพื่อจัดทำแผน ก่อนที่หลังจากนั้น 3 เดือนผู้ถูก ฟ้องที่ 1 ได้ตราพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังเพื่อกู้เงินวางระบบจัดการน้ำสร้างอนาคตให้กับประเทศ พ.ศ.2555 จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องที่ 1 มีวัตถุประสงค์จะนำนโยบายและนำเนื้อหาของนโยบายที่จะใช้แก้ไขปัญหาของประเทศ รวมทั้งกรอบวงเงินที่จะใช้จ่ายตามขอบเขตของเนื้อหานโยบายดังกล่าวไปเป็นเหตุผลประกอบการตามพ.ร.ก.ของครม.เพื่อนำไปชี้แจงต่อรัฐสภาหรือศาลรัฐธรรมนูญ ตามกระบวนการในการตรา พรก. ดังนั้นแผนแม่บทฯจึงเป็นนโยบายในการบริหารประเทศและนโยบายทั่วไปของ ครม. หรือการกระทำของรัฐบาล ซึ่งเป็นอำนาจแก่นแท้ของฝ่ายบริหาร ซึ่งจะเรียกว่าแผนหรือแผนปฏิบัติการแต่ก็ไม่ใช่แผนปฏิบัติการที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองเหมือนกรณีทั่วๆ ไป

ขณะที่ทางรัฐธรรมนูญฯ 2550 มาตรา 184 บัญญัติให้ครม.กับรัฐสภา ใช้อำนาจอธิปไตยเพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะหรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ซึ่งรัฐธรรมนูญให้อำนาจครม. ใช้ดุลยพินิจเพื่อตราพ.ร.ก.ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และในมาตรา 185 ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพ.ร.ก.ที่ครม.ตราขึ้นมาบังคับใช้ ดังนั้นการตราพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำฯ จึงเป็นกระบวนการที่มีความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐตามรัฐธรรมนูญระหว่างครม. รัฐสภา และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลปกครองไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบและควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรดังกล่าว ดังนั้นเมื่อแผนแม่บทฯเป็นนโยบายบริหารประเทศหรือนโยบายทั่วไปของครม.ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่จะใช้แก้ไขปัญหาของประเทศแล้ว กรณีจึงมิใช่การใช้อำนาจทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

เช่นเดียวกับคำขอของผู้ฟ้องที่ให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 ทำประชามติตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 165 และ พรบ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 เพราะรัฐธรรมนูญฯมาตรา 165 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติให้อำนาจนายกฯใช้ดุลพินิจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติอันเรื่องที่กระทบต่อชาติหรือประชาชน ศาลปกครองจึงไม่มีอำนาจไปควบคุมเพื่อบังคับนายกฯให้นายกฯจัดทำประชามติในเรื่องใดๆ ได้ ดังนั้นคำขอทั้งสองประเด็นยังจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญฯมาตรา 223

:ผู้ถูกฟ้องละเลยต่อหน้านี้

ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ได้ละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 57-58 , 67 , 85 , 87 และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ตามข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีทั้ง 45 คน หรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2554 , ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ.2555 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (ฉบับที่2) ผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทเท่านั้น ไม่มีอำนาจหน้าที่ในทางปฏิบัติการแต่อย่างใด ซึ่งกรณีนี้ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีตั้งผู้ถูกฟ้อง ที่ 2 ขึ้นมาจัดทำแผนแม่บทฯ และตั้งผู้ถูกฟ้องที่ 3 กำหนดนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำโดยตั้ง กบอ.ผู้ฟ้องที่ 4 ให้จัดทำแผนปฏิบัติการและดำเนินการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยตามนโยบายดังกล่าว

:ชี้กบอ. ยังไม่รับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง

ส่วน กบอ.ผู้ถูกฟ้องที่ 4 นั้น ตามระเบียบสำนักนายก ฯ ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำ ปี 2555 ทั้ง 2 ฉบับ กำหนดอย่างชัดเจนให้ผู้ถูกฟ้องที่ 4 มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการ เพื่อดำเนินการบริหารจัดน้ำและอุทกภัยตามนโยบายของ กบอช. ผู้ถูกฟ้องที่ 3 และให้มีหน้าที่กำกับติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐเพื่อให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อ ครม. มีมติวันที่ 12 มิ.ย.2555 เห็นชอบร่างประกาศเชิญชวนผู้สนใจร่วมเสนอกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำ ฯ แล้ว กบอ.ผู้ถูกฟ้องที่ 4 ไม่ได้จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตาม รธน.มาตรา 57 วรรคสอง ก่อนจัดให้มีการประชุมชี้แจงโครงการเสนอกรอบแนวคิดดังกล่าวและเชิญชวนภาคเอกชนที่สนใจร่วมเสนอ จึงถือว่า ผู้ถูกฟ้องที่ 4 ละเลยต่อหน้าที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและแม้จะปรากฏว่าเมื่อศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ผู้ถูกฟ้องที่ 4 ได้จัดให้มีการรับฟังความเห็นประชาชนต่อแผนปฏิบัติการไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการอีกหลายพื้นที่ จึงยังไม่ถือว่าได้ดำเนินการรับฟังความเห็นอย่างทั่วถึงตาม เจตนารมณ์ของรธน.

ขณะที่การฟ้องคดีนี้ มีมูลเหตุเกี่ยวกับนโยบายการแก้ปัญหาและพัฒนาระดับประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวางเกินครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศไทย และมีการใช้อำนาจองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยของรับตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายระดับประเทศดังกล่าว รวมทั้งมีการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายและการดำเนินกิจการทางปกครองขององค์กรเป็นจำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังนั้นคำพิพากษาของ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ จะเป็นการวางหลักกฎหมายเพื่อแยกใช้อำนาจทางปกครอง ออกจากการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นตุลาการ ผู้แถลงคดี จึงเห็นควรให้ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษา 1.ไม่รับคำขอเพิกถอนแผน แม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และ คำขอให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 ทำประชามติ ตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 165 และ 2.ให้ยกฟ้อง นายก ฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 1, กยน.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 และ กบอช.ผู้ถูกฟ้องที่ 3

:ฟังความเห็นโมดูล A 1- 6 และ B 1-4

และ 3. ให้ กบอ.ผู้ถูกฟ้องที่ 4 นำแผนปฏิบัติการและดำเนินการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยใน MODULE (โมดูล )A 1-6 , และ B 1- 4 ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548

ขณะที่องค์คณะ ฯ ได้แจ้งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทราบว่า หลังจากนี้จะได้ประชุม องค์คณะเพื่อจัดทำคำพิพากษาคดีนี้ต่อไป ซึ่งความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีดังกล่าวไม่ได้ผูกพันการทำคำพิพากษาขององค์คณะที่จะนัดฟังคำตัดสินต่อไปในภายหลัง

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน การจัดการน้ำ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร