ให้พิจารณาใหม่ศาลไม่สั่งล้มแผนน้ำจวกรัฐรวบรัด-กีดกันชาวบ้านรับข้อมูล

  Untitled4คม ชัด ลึก (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2557

ศาล ปค.ชี้โครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน ต้องกลับไปฟังประชาชนให้ครบ แต่ไม่ยกเลิกแผนแม่บท ชี้ที่รัฐอ้างผู้ฟ้องไม่มีสิทธิ์แค่สกัดไม่ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 9 มกราคม นายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะนัดพิจารณาคดีครั้งแรก คดีโครงการแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ หมายเลขดำที่ อ.1103/2556 ที่นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้านรวม 45 คน ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ (กยน.), คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 เรื่อง เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานทางปกครอง กระทำการโดยมิชอบ กรณีจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3.5 แสนล้านบาท อย่างไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน และขอให้เพิกถอนแผนแม่บทดังกล่าว

โดยในวันนี้ นายศรีสุวรรณ และคณะในฐานะผู้ฟ้องคดี และนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขานุการ ผู้ถูกฟ้องที่ 3-4 ได้มารับฟังการพิจารณา ซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่าย ได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลเพิ่มเติมด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่ได้มีการยื่นเอกสารในชั้นไต่สวนเพื่อหาแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว

ต่อมา นายภาณุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการผู้แถลงคดี ได้แถลงความเห็นต่อองค์คณะว่า เป็นองค์กรด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ขณะที่คดีนี้มีมูลเหตุเรื่องประโยชน์ของส่วนรวมที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ ส่งเสริม และคุ้มครองทรัพย์ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงถือว่าเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่นเดียวกับฟ้องที่ 2-45 มีภูมิลำเนาอยู่ใน กทม.และจังหวัดอื่นๆ ซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำต่างๆ รวม 17 ลุ่มน้ำ ตามการดำเนินการของโครงการดังกล่าวซึ่งมีผลเปลี่ยนแปลงลักษณะทางด้านกายภาพของพื้นที่อย่างกว้างขวาง จึงย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิต จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องทั้ง 45 ราย เป็นผู้ได้รับความเดือนร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องในคดีนี้ได้

ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องโต้แย้งว่าไม่ใช่ผู้เดือดร้อนเสียหายนั้น ศาลเห็นว่า คำกล่าวอ้างนั้นเป็นการใช้ชั้นเชิงต่อสู่คดีเพื่อสกัดกั้นการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางปกครองของประชาชน ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ตระหนักต่อการใช้สิทธิทางศาลของประชาชน เพื่อให้มีการตรวจสอบเนื้อหาคดี เพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมที่เป็นความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องทั้งสี่อยู่แล้ว ดังนั้นข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกฟ้องจึงไม่มีเหตุผลที่จะนำมารับฟัง และกระบวนการยุติธรรมทางปกครองไม่สมควรยอมรับวิธีการต่อสู้คดีอันขัดต่อหลัก ธรรมาภิบาลดังกล่าว

ศาลไม่มีอำนาจถอนแผนแม่บท

ส่วนที่ผู้ฟ้องขอให้ศาลปกครอง มีคำพิพากษาเพิกถอนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำนั้น ศาลเห็นว่า แผนแม่บทเป็นนโยบายในการบริหารประเทศและนโยบายทั่วไปของ ครม. ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ที่จะใช้แก้ไขปัญหาของประเทศ กรณีนี้จึงมิใช่การใช้อำนาจทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

เช่นเดียวกับคำขอของผู้ฟ้องที่ให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ ทำประชามติแผนแม่บทตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 นั้น ศาลปกครองไม่มีอำนาจไปควบคุมเพื่อบังคับนายกฯ ให้จัดทำประชามติในเรื่องใดๆ ได้ ดังนั้น คำขอทั้งสองประเด็นยังจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 223

* ผู้ถูกฟ้องละเลยต่อหน้าที่

ส่วนกรณีผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 57-58, 67, 85, 87 และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ตามข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีทั้ง 45 คน หรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2554, ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ.2555 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) ผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทเท่านั้น ไม่มีอำนาจหน้าที่ในทางปฏิบัติการแต่อย่างใด ซึ่งกรณีนี้ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีตั้งผู้ถูกฟ้องที่ 2 ขึ้นมาจัดทำแผนแม่บท และตั้งผู้ถูกฟ้องที่ 3 กำหนดนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำ โดยตั้ง กบอ.ผู้ถูกฟ้องที่ 4 ให้จัดทำแผนปฏิบัติการและดำเนินการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยตามนโยบายดังกล่าว

ส่วน กบอ.ผู้ถูกฟ้องที่ 4 นั้น ตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำ ปี 2555 กำหนดมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการ เพื่อดำเนินการบริหารการจัดน้ำและอุทกภัยตามนโยบายของ กบอช. ผู้ถูกฟ้องที่ 3 และให้มีหน้าที่กำกับติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐเพื่อให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อ ครม. มีมติวันที่ 12 มิถุนายน 2555 เห็นชอบร่างประกาศเชิญชวนผู้สนใจร่วมเสนอกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำฯ แล้ว กบอ.ผู้ถูกฟ้องที่ 4 กลับไม่ได้จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 วรรคสอง ก่อนจัดให้มีการประชุมชี้แจงโครงการเสนอกรอบแนวคิดดังกล่าวและเชิญชวนภาคเอกชนที่สนใจร่วมเสนอ จึงถือว่า ผู้ถูกฟ้องที่ 4 ละเลยต่อหน้าที่ และแม้จะปรากฏว่าเมื่อศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ผู้ถูกฟ้องที่ 4 ได้จัดให้มีการรับฟังความเห็นประชาชนต่อแผนปฏิบัติการไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการอีกหลายพื้นที่ จึงยังไม่ถือว่าได้ดำเนินการรับฟังความเห็นอย่างทั่วถึงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ขณะที่การฟ้องคดีนี้ มีมูลเหตุเกี่ยวกับนโยบายการแก้ปัญหาและพัฒนาระดับประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวางเกินครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศไทย และมีการใช้อำนาจองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐตามโครงสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายระดับประเทศดังกล่าว รวมทั้งมีการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายและการดำเนินกิจการทางปกครองขององค์กรเป็นจำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังนั้น คำพิพากษาของคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ จะเป็นการวางหลักกฎหมายเพื่อแยกใช้อำนาจทางปกครอง ออกจากการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น ตุลาการผู้แถลงคดี จึงเห็นควรให้ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษา 1.ไม่รับคำขอเพิกถอนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และคำขอให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ ทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 และ 2.ให้ยกฟ้อง นายกฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 1, กยน.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 และ กบอช.ผู้ถูกฟ้องที่ 3

* ให้ประชาพิจารณ์โมดูลA1-6, B1-4

3.ให้ กบอ.ผู้ถูกฟ้องที่ 4 นำแผนปฏิบัติการและดำเนินการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยในโมดูลเอ 1-6, และ บี 1- 4 ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548

ขณะที่องค์คณะฯ ได้แจ้งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทราบว่า หลังจากนี้จะได้ประชุมองค์คณะเพื่อจัดทำคำพิพากษาคดีนี้ต่อไป ซึ่งความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีดังกล่าวไม่ได้ผูกพันการทำคำพิพากษาขององค์คณะที่จะนัดฟังคำตัดสินต่อไปในภายหลัง

ด้าน นายศรีสุวรรณ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีวันนี้ที่เห็นควรให้ กบอ.ผู้ถูกฟ้องที่ 4 นำโครงการบริหารจัดการน้ำโมดูลที่ เอ 1-6 และบี 1-4 ไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง เป็นไปตามแนวทางที่สมาคมและชาวบ้าน คาดหมาย อย่างไรก็ดี หลังจากนี้ต้องรอวันที่ศาลปกครองสูงสุดจะนัดฟังคำพิพากษาว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งคำพิพากษาก็จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานเรื่องเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยเฉพาะการปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 57 และ 67 วรรคสอง โดยผู้ฟ้องเชื่อมั่นว่าอย่างไรแล้วรัฐบาลต้องกลับไปดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอนที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงโครงการและกิจกรรมโมดูลที่ 1-6 และ บี1-บี4 ต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง และต้องไปศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพให้เรียบร้อย ก่อนที่จะมีลงนามในสัญญาใดๆ กับผู้ประกอบการเอกชนรายใด

เมื่อถามว่า จะมีผลอย่างไรหรือไม่ ในประเด็นที่ตุลาการผู้แถลงคดี เห็นว่าองค์คณะฯ ควรจะมีคำพิพากษายกคำขอผู้ฟ้องที่ขอให้เพิกถอนแผนแม่บท และการทำประชาพิจารณ์ นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตุลาการผู้แถลงคดี เห็นว่าการจัดทำแผนแม่บทนั้นเป็นอำนาจของรัฐบาลดำเนินการได้ ซึ่งเท่ากับแผนแม่บทยังจะมีต่อไปได้ แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะอย่างไรแล้วรัฐบาลก็ต้องนำแผนแม่บทมารับฟังความเห็นตามขั้นตอนกฎหมาย

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน การจัดการน้ำ และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร