25 องค์กร ผนึกกำลังเพื่อชาติ เปิดแผนที่เส้นทางปฏิรูปประเทศเบ็ดเสร็จ

Untitled6ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

เปิดแผนที่เส้นทางปฏิรูปประเทศเบ็ดเสร็จ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายไพบูลย์ นรินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคม และสิ่งแวดล้อม ร่วมกันแถลงมติของ 7 องค์กรภาคเอกชน และ 18 องค์กรภาคประชาสังคม (NGO)

ซึ่งรับหน้าที่เป็น “คนกลาง” ในการจัดทำข้อเสนอ และแผนเส้นทางการปฏิรูปประเทศ (Roadmap) ว่า ที่ประชุม 7 องค์กรภาคเอกชน และ 18 องค์กรภาคประชาสังคมเมื่อวันที่ 9 ม.ค. ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมดุสิตธานี ได้ข้อสรุปเบื้องต้นของแผนการปฏิรูปประเทศไทยได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมนำเสนอแผนนี้ต่อประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อให้สามารถใช้เป็นกรอบในการดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างประเทศไทยในด้านต่างๆต่อไปได้ด้วยความสำเร็จ

ทั้งนี้ การมีแผนที่เส้นทางการปฏิรูปดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของกระบวนการปฏิรูป เป็นการจัดวางระบบโครงสร้างองค์กร และกระบวนการปฏิรูปทั้งก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง พร้อมแผนระยะสั้น กลาง และยาวเพื่อความต่อเนื่องในการดำเนินการซึ่งจะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ขึ้นได้จริง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการลดปัญหาความขัดแย้งการเผชิญหน้าของคู่ขัดแย้ง และลดความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง ทั้งยังเสนอให้สังคมเห็นทางออกอย่างสันติวิธีด้วย

ดร.บัณฑูร แสดงแผนที่เส้นทางการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นผลผลิตจากการหารือกันของบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้ง 25 องค์กรหลักของสังคมไทยว่า ประกอบไปด้วย 1.รูปแบบ-โครงสร้างองค์กรเพื่อการปฏิรูป ซึ่งเสนอเป็นโครงร่างไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบแรกอาจจัดตั้งในรูปคณะกรรมการปฏิรูป สมัชชาปฏิรูป สภาปฏิรูป สภาพลเมือง หรือ ชื่ออื่นใด แต่ควรมีหลักการสำคัญคือ เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้น “ก่อนการเลือกตั้ง” เพื่อให้มีสถานะทางกฎหมายรองรับที่ชัดเจน เป็นการสร้างหลักประกันการทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง (เช่น การตราเป็นพระราชกำหนด)

รูปแบบที่สองเป็นองค์กรเพื่อการปฏิรูปทำหน้าที่เน้นการนำเสนอ ยุทธศาสตร์ (วิธีการดำเนินงานให้ได้ผลสำเร็จ การออกแบบจัดเวทีสมัชชารูปแบบต่างๆ การกำหนดแผนงาน เป็นต้น) เอื้ออำนวย เพื่อการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูป และ ประมวลผล เพื่อสรุปข้อเสนอ และเนื้อหาการปฏิรูปโดยมีการดำเนินการในลักษณะเปิดกว้างบนฐานการมีส่วนร่วม ทำงานเชื่อมโยงกับเครือข่ายภาคีภาคประชาสังคมต่างๆที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างพลังทางสังคมให้เกิดการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูป ไม่ให้เป็นองค์กรที่รวมศูนย์ ผูกขาดการดำเนินงานปฏิรูป (ดูตาราง 2)

รูปแบบสุดท้าย กรรมการในองค์กรเพื่อการปฏิรูป ควรเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการปฏิรูปเรื่องต่างๆ มีจำนวนไม่มาก หรือราว 20-30 คน (เพิ่มจากสมมติฐานของรัฐบาลที่เสนอจำนวนกรรมการสภาปฏิรูป 11 คน) ทั้งนี้เนื่องจากบทบาทหน้าที่ด้านการเสนอยุทธศาสตร์ การเอื้ออำนวยกระบวนการปฏิรูป และการประมวลเพื่อสรุปข้อเสนอนั้น รายชื่อของคณะกรรมการ ควรมาจากการเสนอของคู่ขัดแย้ง จากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และจากองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาการปฏิรูป (ดูรายละเอียดตามตารางที่ 1) ดังนี้

“องค์กรเพื่อการปฏิรูปประเทศ” ตามตารางที่ 1 จะเห็นที่มา และองค์ประกอบของกรรมการชัดเจน

สำหรับประธาน 1 คน มาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการ ส่วนฝ่ายเลขาฯควรมาจากองค์กรด้านวิชาการ และด้านสังคมเพื่อใช้องค์ความรู้ และพลังสังคมช่วยขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูป เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), สภาวิจัยแห่งชาติ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) เป็นต้น

ขณะที่องค์กรเพื่อการปฏิรูปซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ในการนำเสนอยุทธศาสตร์ (วิธีการดำเนินงานให้ได้ผลสำเร็จ พร้อมออกแบบจัดเวทีสมัชชารูปแบบต่างๆ) และเอื้ออำนวยการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปจะเห็นว่า มีความสัมพันธ์กันขององค์กรเพื่อการปฏิรูป กับเครือข่ายองค์กรปฏิรูปด้านต่างๆ (ตามตารางที่ 2)

2.กรอบเวลาการดำเนินงานปฏิรูป ซึ่งได้แก่ กรอบระยะสั้น (ก่อนการเลือกตั้ง) : การออกแบบ จัดวางระบบ และกระบวนการปฏิรูปทั้งในระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้การดำเนินการปฏิรูปหลังเลือกตั้งเกิดขึ้นได้จริง ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญ เช่น การกำหนดรูปแบบองค์กรเพื่อการปฏิรูป การกำหนดกรอบเนื้อหาเพื่อการปฏิรูป การทำให้ข้อเสนอเดินหน้าปฏิรูปมีผลผูกพันทางการเมือง (เช่น การทำประชามติ การทำสัตยาบัน) ข้อเสนอรัฐบาลที่มีภารกิจหลักเพื่อการปฏิรูป การร่วมพลังเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป เป็นต้น

สำหรับ กรอบระยะกลาง (หลังการเลือกตั้งเป็นช่วงรัฐบาลที่มีภารกิจหลักเพื่อการปฏิรูประยะเวลา 1 ปี) : ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเนื้อหาการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ (ปฏิรูปเรื่องใด และทำอย่างไร) และขับเคลื่อนการปฏิรูปในบางเรื่องที่ทำได้ มีการแก้ไขหรือออกกฎหมายเพื่อปฏิรูป เช่น กฎหมายเพื่อคนจน 4 ฉบับ เป็นต้น ทั้งนี้หากข้อเสนอการปฏิรูปเรื่องใดไม่สามารถหาข้อยุติได้ ให้มีการจัดทำ “ประชามติ” เพื่อการตัดสินใจ ซึ่งเท่ากับเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง และสร้างความผูกพันในการดำเนินงานภาคการเมือง

ส่วน กรอบระยะยาว (ช่วงรัฐบาลปกติ) : ดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องตามข้อเสนอ และผลการดำเนินงานปฏิรูปในช่วงระยะสั้น และระยะกลาง และจัดตั้ง “กลไกติดตาม และสนับสนุนการปฏิรูป” เพื่อการติดตาม และสนับสนุนกระบวนการปฏิรูปให้เกิดผลสำเร็จ

3.รัฐบาลที่มีภารกิจหลักเพื่อการปฏิรูปประเทศ (ระยะเวลา 1 ปี) เนื่องจากยังไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงระบบการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์และยุติธรรมได้ในระยะเวลาอันจำกัด รัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้งนี้ ควรมีสถานะเป็น “รัฐบาลที่มีภารกิจหลักเพื่อการปฏิรูป” มีภารกิจหลักเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปประเทศตามข้อเสนอที่มาจากผลการดำเนินงานขององค์กรเพื่อการปฏิรูป ดังนั้น ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆควรเสนอแผนที่เส้นทางการปฏิรูป และแนวทางสนับสนุนกระบวนการปฏิรูป ที่สำคัญเมื่อมีข้อเสนอ เนื้อหาการปฏิรูปที่ชัดเจนโดยเฉพาะในเรื่องการเลือกตั้ง และการปฏิรูปการเมือง ต้องให้มีการยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใต้กฎกติกาใหม่ที่ทำให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ และยุติธรรมมากขึ้น

4.กรอบเนื้อหาการปฏิรูป ซึ่งเป็นโจทย์เรื่องการปฏิรูปประเทศนั้น มีหลากหลายมิติโดยอาจจัดเป็น 8 กลุ่มเรื่องใหญ่ๆ ได้แก่ 1.ปฏิรูประบบการเมือง และระบบราชการ 2.ปฏิรูปการปกครอง 3.ปฏิรูปการขจัดคอร์รัปชัน 4.ปฏิรูปสังคม เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และไม่เป็นธรรม 5.ปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากร 6.ปฏิรูประบบความยุติธรรม 7.ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ และ 8.ปฏิรูประบบปัญญาของชาติ (การศึกษา-การวิจัย-การสื่อสาร)

สำหรับการจัดทำ “กรอบเนื้อหาการปฏิรูป” จะปฏิรูปเรื่องใด และมีเนื้อหาสำหรับแนวทางปฏิรูปแต่ละเรื่องอย่างไร ควรเป็นกระบวนการหารือ และการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรเพื่อการปฏิรูปที่จะจัดตั้งขึ้นกับเครือข่ายภาคีองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยมีการจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของหัวข้อเรื่องที่จะดำเนินการปฏิรูป

แนวคิด และข้อเสนอเบื้องต้นในระยะสั้น และกลางของการปฏิรูป (ก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง 1 ปี) ควรเร่งผลักดัน “การปฏิรูปการเมือง” (การเลือกตั้ง/การเข้าสู่อำนาจ กลไกการใช้อำนาจ การกำหนดนโยบายสาธารณะ ระบบรัฐสภา และพรรคการเมือง) เนื่องจากเป็นต้นทางที่มีผลสำคัญเชื่อมต่อ “การปฏิรูปประเทศ” ในด้านอื่นๆ และเพื่อการปรับปรุงระบบ-กติกาที่จะใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นอกจากนี้ ควรทบทวน และหาข้อสรุปจากข้อเสนอการปฏิรูปเรื่องต่างๆที่ได้เคยจัดทำไว้แล้ว เช่น คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น.

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ปฏิรูปประเทศไทย และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร