อินโดฯแบนส่งออกสินแร่ ‘ฟิลิปปินส์’ ส้มหล่นรับอานิสงส์

Untitled4

ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

กระแสต้านการสั่งห้ามส่งออกแร่ดิบของอินโดนีเซีย ขยายวงกว้างมากขึ้น หลังจากที่นายซูซิโล บัมบัง ยุโดโยโน ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้ลงนามรับรองคำสั่งห้ามส่งออกสินแร่ธรรมชาติ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งฝ่ายค้านและภาคธุรกิจที่หวั่นวิตกว่า รายได้ของอินโดนีเซียจะได้รับผลกระทบจากคำสั่งฉบับนี้

เดิมทีรัฐบาลเสนอห้ามส่งออกแร่ดิบที่ ยังไม่ผ่านการถลุงทั้งหมด แต่ได้แก้ไขเป็นห้ามส่งออกเฉพาะสินแร่เท่านั้น และอนุญาตให้ส่งออกหัวแร่ได้เป็นเวลา 3 ปี ส่วนโลหะมีค่าบางอย่างจะห้ามส่งออกตั้งแต่เวลา เที่ยงคืนของวันที่ 12 มกราคม เอเอฟพีรายงานประกาศจากกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ธาตุว่า คำสั่งห้ามส่งออกมีผลเพื่อเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และเป็นการสร้างงานพร้อมกันกับเพิ่ม รายได้ให้กับประเทศ

ก่อนหน้านี้ บริษัทเหมืองแร่ท้องถิ่นและต่างชาติพากันคัดค้านคำสั่งห้าม ส่งออกอย่างครอบคลุม เพราะมองว่าเป็นนโยบายชาตินิยม ซึ่งอาจนำไปสู่การสั่งปิดเหมืองแร่จำนวนมาก รวมไปถึงการประกาศเลิกจ้างลูกจ้างอีกจำนวนมาก คำสั่ง ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ยังกำหนดให้บริษัทเหมืองแร่ต้องสร้างโรงถลุงแร่ภายในปี 2560 ซึ่งนายเอ็ม เอส ฮิดายัต รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมเผยว่า ในระหว่างนี้รัฐบาลจะเก็บภาษีส่งออกแร่ธาตุเพิ่มขึ้นทุกปีจนกระทั่งบริษัทเหมืองแร่มีโรงถลุงแร่แล้ว และไม่จำเป็นต้องส่งออกสินแร่อีก

รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศเรื่องห้ามส่งออกสินแร่มาหลายปีแล้ว แต่ชะลอการบังคับใช้เพื่อให้บริษัทเหมืองแร่ต่าง ๆ ปรับตัวให้เข้ากับคำสั่งจากรัฐบาล แต่บริษัทเหมืองแร่ต่างแสดงความกังวลว่า การสั่งห้ามส่งออกแร่และการสร้างโรงถลุงแร่จะทำให้ต้องลงทุนเพิ่มอีกมหาศาล

เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ก็ไม่สามารถรองรับได้ ทั้งในส่วนของบริษัทเหมืองแร่เอง และส่วนของรัฐบาลเองที่มีสาธารณูปโภคไม่พร้อม ทั้งเรื่องของพลังงานที่ยังขาดแคลนอยู่ในบางพื้นที่ที่เหมืองส่วนใหญ่ยังตั้งอยู่บนเกาะที่มีความทุรกันดาร ซึ่งแน่นอนว่าหากมีการสร้างโรงถลุงแร่ รัฐบาลจะต้องลงทุนและให้ความสำคัญในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างการขนส่ง และด้านพลังงาน

เคยมีผลวิจัยจากสำนักงานพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐที่เตือนว่า หากรัฐบาลอินโดนีเซียผลักดันแผนการนี้ จะทำให้การจ้างงานในระบบลดลง และอาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจ ต่อปีมูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงสะท้อนภาพชัดเจนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการถลุงแร่มากกว่าการลงทุนในด้านที่ขาดแคลน อย่างด้านการศึกษา สาธารณสุข และระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอื่น ๆ ที่จำเป็น

สำหรับกระแสการออกมาคัดค้านจากกลุ่มบริษัทเหมืองแร่ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ปรับตัวตามคำสั่งของรัฐ เพราะคิดว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตามรัฐบาลจะต้องรับฟังและแก้ไขนโยบายอย่างแน่นอน แต่ข้อเท็จจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ผลกระทบจากคำสั่งของอินโดนีเซียในการห้ามการส่งออกสินแร่นั้น จะทำให้อุปทานนิกเกิลทั่วโลกลดลง ขณะที่ราคานิกเกิลดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศ ผู้ผลิตแร่นิกเกิลรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยคิดเป็นสัดส่วน 18-20% ของอุปทานนิกเกิลทั่วโลก

อุตสาหกรรมเหมืองแร่อินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วน 12% ของจีดีพี สำหรับการส่งออก แร่สู่ตลาดโลก โดยหลักของอินโดนีเซียแล้วจะประกอบด้วย แร่นิกเกล อะลูมิเนียม และทองแดง ซึ่งกลุ่มแร่ดังกล่าวจะมีการห้ามส่งออกในอนาคตอันใกล้อีกด้วย นอกเหนือจากหัวแร่ที่กล่าวมาในข้างต้น ซึ่งทาง กลุ่มสมาคมเหมืองแร่อินโดนีเซียเตือนว่า การห้ามส่งออกจะกระทบต่อนักลงทุน และอาจจะมีการปิดตัวลงมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มจากมมุมมองของ นางวิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เคยกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ไว้ถึงผลกระทบต่อนักลงทุนว่า ในเบื้องต้นจะส่งผล กระทบต่อผู้ที่จะมาลงทุนในอินโดนีเซียในการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่เพื่อการส่งออก แต่หากปรับการจากการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นการผลิตเพื่อแปรรูปก่อน ส่งออก หรือขายในประเทศก็อาจจะแก้ไขปัญหาได้ ทั้งนี้ก็หมายความว่า นักลงทุนจะต้องใช้ทุนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ทั้งการสำรวจ ขุด และตั้งโรงถลุงแร่

นอกจากนี้ นางวิลาสินียังมองถึงผล กระทบต่อผู้ที่ซื้อแร่ธาตุเป็นวัตถุดิบจากอินโดนีเซีย ซึ่งจะทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้น หากยากขึ้น และมีแนวโน้มที่ผู้ซื้อจะหันไปหาแร่ธาตุจากแหล่งวัตถุดิบอื่น ๆ อาทิ ออสเตรเลีย ลาว หรือฟิลิปปินส์มากขึ้น

ฟิลิปปินส์รออานิสงส์จากการสั่งห้ามส่งออกแร่ของอินโดนีเซีย หนึ่งในประเทศที่มีการส่งออกและผลิตแร่นิกเกิลมากที่สุดในโลก ส่งผลให้ผลประโยชน์ที่จะได้จากการส่งออกตกมาอยู่ที่ฟิลิปปินส์ ที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ในเชิงบวกจากการขายแร่นิกเกิลได้เพิ่มมากขึ้น

บลูมเบิร์กรายงานว่า การสั่งห้ามส่งแร่ออกของอินโดนีเซียจะกลับกลายเป็น การเพิ่มมูลค่าในตัวของแร่ให้กับฟิลิปปินส์ รวมไปถึงจะมีการส่งออกมากขึ้น โดยนายเอมมานูเอล แซมซัน หัวหน้าฝ่ายการเงินของบริษัทนิเกลเอเชีย ที่ระบุว่า ความเคลื่อนไหวจากอินโดนีเซียจะกลายเป็นผลดีในการเร่งขายแร่ของฟิลิปปินส์ให้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับตลาดการซื้อขายแร่นิกเกิล ล่วงหน้า ราคาได้ขยับขึ้น 2.4% เป็น 14,190 ดอลลาร์ต่อตัน และมีการคาดว่าภายในปีนี้หากซัพพลายในตลาดโลกลดลง ราคาแร่นิกเกิลจะขึ้นสูงมาอยู่ที่ราว ๆ 15,500 ดอลลาร์ต่อตัน

แต่กระนั้นก็ตาม ทางอินโดนีเซียกลับมองว่าฟิลิปปินส์จะไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากการห้ามส่งออกแร่ของอินโดนีเซีย โดยนายนิโก กานเตอร์ ประธานบริษัท พีทีวาเล อินโดนีเซีย บริษัทผู้ผลิตแร่นิกเกิล รายใหญ่ที่ระบุว่า แร่นิกเกิลของฟิลิปปินส์มีเกรดต่ำกว่าแร่นิกเกิลจากอินโดนีเซีย ซึ่งนิกเกิลจากฟิลิปปินส์จะไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้

ต่างมุมมองจากฝ่ายฟิลิปปินส์ ที่นายแซมซันมองว่าตลาดนิกเกิลที่ใหญ่ที่สุด อยู่ในประเทศจีน และมองว่าการสั่งห้ามส่งออกจะทำให้จีนนำนิกเกิลที่สต๊อกไว้ออกมาใช้ก่อนประมาณ 6 เดือนถึงจะหมด และหลัง จากนั้นผู้ซื้อจากจีนจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อซื้อแร่นิกเกิลจากฟิลิปปินส์ที่มีเกรดต่ำกว่า

ทั้งนี้ ในอนาคตมีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์หลายคนว่า หากอินโดนีเซียสูญรายได้จากการค้า ประกอบกับปัญหาด้านค่าเงินที่อ่อนตัวอย่างรุนแรง ซึ่งเร็วที่สุดมีทีท่าว่าจะเห็นภาพได้ในปีหน้านี้ อาจจะได้เห็นการปรับเปลี่ยนคำสั่งการห้ามส่งออกแร่ดิบ

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน เหมืองแร่เลย และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร