หนุน รร.ชูอาหารคุณภาพ แก้ปัญหาสุขภาวะเด็กไทย

Untitled1ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

โภชนาการของเด็กไทยวันนี้ คืออนาคตของชาติในวันหน้า ปัจจุบันพบว่าเด็กของชาติมีไอคิวต่ำกว่าเพื่อนบ้านบางประเทศ เพราะได้รับการส่งเสริมด้านอาหารไม่ถูกต้อง รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ มากมายที่ทำให้ไม่สามารถจัดสรรอาหารได้ตามหลักมาตรฐาน อาทิ พ่อแม่ไม่มีเวลาใส่ใจ เอาง่ายเข้าว่า ขาดความเข้าใจเรื่องโภชนาการ พบพฤติกรรมบริโภคของเด็กยุคใหม่ที่นิยมอาหารขยะตามโฆษณาชวนเชื่อมากมาย รวมทั้งไม่มีงบประมาณอุดหนุนอาหารในโรงเรียนอย่างเพียงพอ

เมื่อเร็วๆ นี้ แผนงานวิจัยอาหารและโภชนาการเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ (Food and Nutrition Policy for Health Promotion; FHP) สำนักวิจัยนโยบายสร้างเสริมสุขภาพ มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการประจำปีครั้งที่ 2 เรื่อง “การจัดการอาหารโรงเรียน”

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวเปิดงานประชุมวิชาการประจำปีครั้งที่ 2 ของแผนงาน FHP เรื่อง “การจัดการอาหารโรงเรียน” ว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะมีโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โครงการโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม โครงการอาหารกลางวัน แต่การจัดการอาหารโรงเรียนยังมีทั้งโอกาสและความท้าทายอยู่เช่นเดียวกับประเทศ อื่นๆ

แต่ประเทศไทยยังคงต้องการกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาความเข้มแข็ง และส่งเสริมนโยบายและกลยุทธ์ที่จะสนับสนุนให้กับกระทรวงสาธารณสุขและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้เด็กของเรารับมือกับการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม และมีนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้เข้าร่วมทุกคนที่จะมีโอกาสเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการและการแก้ปัญหาในอนาคตที่พึงประสงค์ และมีความยั่งยืนในการบริหารจัดการอาหารโรงเรียนในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านต่อไป ที่กำลังจะเข้าสู่การเปิดประชาคมอาเซียน หรือ AEC

ด้าน นพ.ภูษิต ประคองสาย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) เสริมว่า การประชุมวิชาการประจำปีของแผนงาน FHP จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับการเตรียมความพร้อมของการดำเนินการจัดการอาหารในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปี 2556-2557 นี้ และเชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่าย และทำให้เกิดการสนับสนุนการจัดการที่ดี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปรับปรุงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และลดโรคอ้วนในเด็กนักเรียนและประชาชนไทยในอนาคต

รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ภาวะโภชนาการเด็กและการจัดการอาหารโรงเรียนว่า โรงเรียนเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญมากกับสุขภาวะของเด็ก การจัดการอาหารและสิ่งแวดล้อมอื่นในโรงเรียนมีอิทธิพลสูงต่อภาวะโภชนาการและนิสัยการกินของนักเรียน เช่น ในปี พ.ศ.2549 โรงเรียนที่จัดผลไม้ให้กับเด็กอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ มีความชุกของเด็กอ้วนน้อยกว่าโรงเรียนที่ไม่จัดผลไม้ และโรงเรียนที่ได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทเครื่องดื่มและขนมในการทำกิจกรรมในโรงเรียน มีเด็กอ้วนเป็น 1.5 เท่าของโรงเรียนที่ไม่รับ

หากต้องการส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีโภชนาการสมวัยพร้อมสำหรับการพัฒนาสติปัญญาให้เต็มศักยภาพ โรงเรียนควรมีนโยบายสนับสนุนการกินอาหารชูสุขภาพ ควบคุมการตลาดของอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่มีไขมัน น้ำตาล หรือโซเดียมสูง และประสานความร่วมมือกับครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่น เพื่อความยั่งยืนของระบบจัดการอาหารที่มีคุณภาพ

ล่าสุดมีทิศทางเรื่องอาหารกลางวันที่ดีขึ้น เมื่อที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนออนุมัติให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ปรับเพิ่มงบประมาณสำหรับโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสารอาหารในปีงบประมาณ 2557 โดยปรับเพิ่มจาก 13 บาทต่อคนต่อวัน เป็น 20 บาทต่อคนต่อวัน เป็นงบประมาณทั้งสิ้น 24,775 ล้านบาท

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเมื่อปรับค่าอาหารเป็น 20 บาท คุณภาพในโรงเรียนจะอาหารดีขึ้นหรือไม่ เพราะยังไม่ได้มีการสำรวจ แต่จากข้อมูลเดิมของมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ได้เคยตรวจสอบคุณภาพอาหารครั้งที่มีการสนับสนุนเพียงวันละ 13 บาท พบว่าคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานทางด้านโภชนาการทุกด้าน โดยเฉลี่ยแล้วเด็กควรได้รับสารอาหารเต็ม 100% แต่กลับได้รับ 74% และยังพบการปรุงอาหารในโรงเรียนไม่ครบ 5 หมู่ รวมทั้งความหวาน มัน และเค็มจัดมากเกินไป ที่สำคัญเด็กได้รับประทานผักและผลไม้น้อยมาก ทำให้ไม่ได้รับใยอาหารอย่างเพียงพอ

ดังนั้นเมื่อมีการปรับค่าราคาเป็น 20 บาทแล้ว สิ่งที่ควรเสนอและให้โรงเรียนปรับปรุงคือ เสริมสร้างความรู้ให้แม่ครัว หรือครูที่รับผิดชอบด้านอาหารโรงเรียน ให้มีความรู้ทางด้านโภชนาการด้านอาหารอย่างถูกต้อง โดยจัดหาอาหารที่มีประโยชน์ทุกมื้อ และมีผักเป็นองค์ประกอบ รวมทั้งมีผลไม้เป็นส่วนประกอบสัปดาห์ละ 3 วัน จัดให้มีไข่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน หรือจัดให้มีทุกวันได้ยิ่งดี พร้อมกับใส่ตับหมูหรือไก่ รวมทั้งเนื้อปลา ลงไปสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่เด็ก ป้องกันเป็นโรคโลหิตจาง

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันโรงเรียนควรไปขอการสนับสนุนจากท้องถิ่น อย่างเช่น อบต. เพื่อขอเงินสนับสนุนเพิ่มเติมให้จัดหาอาหารได้มากกว่าราคา 20 บาท และที่สำคัญควรสอนพฤติกรรมการกินที่ถูกต้องให้แก่เด็กเป็นความรู้ติดตัวพวกเขาตลอดไปในอนาคต จะได้ไม่หลงเชื่อการโฆษณาของอาหารขยะที่มีกลยุทธ์มากมาย

“โรงเรียนต้องยกเลิกวิธีประมูลการทำอาหารให้เด็ก เพราะจะได้ผู้รับเหมาในราคาต่ำ อย่างเช่น ผู้ได้งานสามารถทำอาหารมื้อละ 14 บาท และอยากถามว่าเงินที่เหลือ 6 บาทหายไปไหน ดังนั้นจึงอยากเสนอให้โรงเรียนทำอาหารเอง และใช้งบประมาณอย่างเต็มที่ คือไม่น้อยกว่า 20 บาท เพื่อให้เกิดคุณภาพ หรือหากเป็นได้ควรจัดให้มีนักโภชนาการประจำตำบลเพื่อดูแลอาหารการกินของเด็กในโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ อย่างในประเทศญี่ปุ่น เขามีนักโภชนาการประจำโรงเรียนเลยทีเดียว” ผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สสส.ระบุ

ต้องจับตาดูว่าเมื่องบด้านอาหารของเด็กได้เพิ่มขึ้นแล้ว สุขภาวะของเยาวชนไทยจะดีขึ้นหรือไม่ หรือเป็นการเปิดช่องให้เกิดเงินทอนตกอยู่ในกระเป๋าใคร.

“โรงเรียนต้องยกเลิกวิธีประมูลการทำอาหารให้เด็ก เพราะจะได้ผู้รับเหมาในราคาต่ำ อย่างเช่น ผู้ได้งานสามารถทำอาหารมื้อละ 14 บาท และอยากถามว่าเงินที่เหลือ 6 บาทหายไปไหน ดังนั้นจึงอยากเสนอให้โรงเรียนทำอาหารเอง และใช้งบประมาณอย่างเต็มที่ คือไม่น้อยกว่า 20 บาท เพื่อให้เกิดคุณภาพ”

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน อาหารปลอดภัย และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร