‘โรงไฟฟ้าชีวมวล’บทพิสูจน์ชุมชนผลิตพลังงงาน

Untitled2

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา:

แม้เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลจะเป็นคำตอบในการเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้เป็นพลังงาน แต่การมาเยือนของโรงไฟฟ้า ชีวมวล กลับกลายเป็นฝันร้ายของคนที่อยู่ใกล้เคียง ตราบใดที่พวกเขายังไม่มั่นใจในกระทบที่ตามมา หลังจากยอมให้โรงไฟฟ้าเกิดขึ้นในชุมชน

ภาพไอน้ำ และควันที่พวยพุ่งออกจากปล่องของโรงไฟฟ้า ทำให้ผู้ที่พบเห็นไม่มั่นใจถึงผลกระทบจากกระบวนการผลิตที่ไม่อาจเลี่ยง ทั้งเสียง กลิ่น และมลพิษจากฝุ่นละออง ทำให้การลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อผลิตไฟฟ้าในหลายพื้นที่ไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะที่บางแห่งถูกต่อต้านอย่างหนัก

นายสถิตชัยย์ ฉิมสา กรรมการผู้จัดการบริษัท สลักเพชร รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ผู้ก่อตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล จังหวัดร้อยเอ็ด ยอมรับว่า กว่าที่จะเริ่มต้นสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลในชุมชนได้ ต้องทำความเข้าใจกับชุมชน เพื่อให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างที่หลายคนเข้าใจ

“ในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน เทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนถูกจับตามองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงจากชีวมวล ซึ่งการที่จะเดินหน้าอาจต้องมองถึงความเหมาะสมเป็นหลัก” เขากล่าว และว่า ในพื้นที่ร้อยเอ็ดวันนี้ ยังมีปัญหาพลังงานไม่พอใช้ ขณะที่มีวัตถุดิบเชื้อเพลิงอย่างไม้ยูคาลิปตัสเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมองว่าการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

ในปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลมีความหลากหลาย ที่การผลิตโดยใช้ความร้อน และเทคโนโลยีเปลี่ยนแก๊สให้เป็นพลังงาน หรือแก๊สซิฟิเคชั่น ที่แม้จะลงทุนมากกว่า แต่ข้อดีคือไม่ก่อให้เกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อม

งบประมาณก่อสร้างกว่า 30 ล้านบาทต่อ 1 โรง กำลังการผลิตไฟฟ้า 300 กิโลวัตต์ ทำให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลส่วนใหญ่ไม่กล้าลงทุน และหันไปเลือกเทคโนโลยีที่ราคาถูกกว่า ทำให้ภาพของระบบผลิตไฟฟ้าชีวมวลสะอาดยังมีอยู่จำกัด

แต่สำหรับสถิตชัยย์กลับมองว่า คุ้มค่า ถ้าสุดท้ายผลประโยชน์ตกอยู่กับคนในชุมชน สามารถสร้างรายได้เพิ่มจากวัตถุดิบเหลือทิ้ง ไม่ว่าจะเป็น เศษไม้ ต้นกระถิน และหญ้าเนเปียร์ สำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของชุมชนที่ขาดระบบกำจัดที่ดีพอ

“หลังจากเจรจาทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ถึงเทคโนโลยีที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ทำให้ชาวบ้านเริ่มยอมรับโรงไฟฟ้าชีวมวลมากขึ้น” เขากล่าว

นายสมนึก หาญไตร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลโนนตาล อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด บอกว่า บริษัทต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าในขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามที่ได้รับปากไว้กับคนในชุมชน

“ควัน ฝุ่น หรือน้ำเสียที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้า จะเป็นสัญญาณที่บอกว่าการผลิตจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่”

โรงไฟฟ้าชีวมวลระบบแก๊สซิฟิเคชั่น สามารถผลิตไฟฟ้าจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีอยู่รอบโรงไฟฟ้า เพื่อนำมาผลิตก๊าซเชื้อเพลิงสังเคราะห์ โดยภาพในติดตั้งระบบทำความสะอาด สามารถกำจัดฝุ่นละออง กรองน้ำมันดิน และใช้ระบบแลกเปลี่ยนความร้อนก่อนที่จะนำเชื้อเพลิงที่ได้ไปใช้กับเครื่องยนต์เพื่อผลิตไฟฟ้า

ด้านนายอำพล อาภาธนากร ผู้จัดการโครงการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้นับเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ ทั้งการลงทุนและตอบสนองความต้องการพลังงาน พร้อมกับแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยได้รับการสนับสนุนทุนโครงการนำร่องเพื่อผลิตพลังงานทดแทนจากชีวมวลระดับชุมชน 7.4 ล้านบาท จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

“จ.ร้อยเอ็ดยังมีความต้องการไฟฟ้าอีก 100 เมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้สามารถผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าสายส่งของการไฟฟ้าได้ที่ 300-500 กิโลวัตต์ ซึ่งในอนาคตอาจต้องขยายการลงทุนเพิ่มเติมเป็น 1 เมกะวัตต์ เพื่อผลิตไฟฟ้าให้เต็มศักยภาพ”

นายสถิตชัยย์ บอกว่า วันนี้บริษัทได้ทำสัญญาขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเชื้อเพลิงชีวมวลเข้าสายส่งของการไฟฟ้าในเดือนมีนาคม ในราคาหน่วยละ 3.39 บาท กำลังการผลิต 1,000 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง คาดว่าจะมีรายได้ราว 2.5 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 30 ล้านบาทต่อปี

ความสำเร็จดังกล่าวทำให้โรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้ จะกลายเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งแรกของประเทศไทยที่กำลังขยายไปติดตั้งยังจังหวัดอื่นที่สนใจ เช่น จ.ชัยภูมิ และ จ.เชียงใหม่ อีกทั้งล่าสุดบริษัทเอกชนจากประเทศญี่ปุ่นได้ตัดสินใจซื้อเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าชีวมวลของคนไทยไปติดตั้ง โดยอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างที่เมืองเซนได จ.มิยากิ ด้วยเงินลงทุนมูลค่ากว่า 32 ล้านเยน หรือประมาณ 100 ล้านบาท

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศให้ความสนใจในเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาด 1 เมกะวัตต์ อาทิ พม่า ฟิลิปปินส์ กัมพูชา แต่การลงทุนร่วมจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

ขณะนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) อยู่ระหว่างดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนการสร้างต้นแบบธุรกิจพลังงานทดแทนรูปแบบใหม่ โดยอยู่ระหว่างดำเนินการสร้างต้นแบบโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาด 1 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย 3 เทคโนโลยี ได้แก่ พลังงานชีวมวลแก๊สซิฟิเคชั่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ซึ่งจะผลิตกระแสไฟฟ้าระบบไฮบริด ด้วยงบประมาณ 120 ล้านบาท

ศูนย์ฯ ดังกล่าว จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจในการลงทุนของธุรกิจพลังงานสะอาด ให้กับผู้ประกอบการ หน่วยงานเอกชน โดยจะเริ่มก่อสร้างศูนย์ให้เสร็จในปี 2557

“ปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายให้ความสนใจเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานสะอาด ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และในอนาคตคาดว่าพลังงานสะอาดจะได้รับการตอบรับที่ดีขึ้น เนื่องจากมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก ”

ศูนย์นวัตกรรมพลังงานสะอาดได้เตรียมเสนอกลไกการสนับสนุนใน 3 รูปแบบให้กับผู้สนใจลงทุน ได้แก่ 1.พิมพ์เขียวของโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด 2.พิมพ์เขียวโรงไฟฟ้าและเป็นที่ปรึกษาก่อสร้างโรงไฟฟ้า และ 3. รับเป็นที่ปรึกษาการก่อสร้าง และดูแลระบบการบริหารจัดการในระยะ 1-2 ปีแรกของการลงทุน

นอกจากนี้ จะมีการเปิดฝึกอบรมและให้นักศึกษามาเรียนรู้ดูงาน ซึ่งจะเป็นศูนย์เรียนรู้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมพลังงานสะอาดทั้งในและต่างประเทศ

‘ในอนาคตพลังงานสะอาดได้รับการตอบรับดีขึ้นเพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก’

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน โรงไฟฟ้า ชีวมวล และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร