ห่วงทีวีดิจิทัลช่องพรึ่บปล่อยโฆษณาอาหารและยาเกินจริง

MCOT วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

กรุงเทพฯ 24 ก.พ.-สมัชชาสุขภาพแห่งชาติจัดเสวนาห่วงโฆษณาในสื่อยุคทีวีดิจิทัลจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาด้านอาหารและยา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ชี้เจ้าของผลิตภัณฑ์มักชูสรรพคุณแก้โรคที่คนอับอายขายโฆษณาผ่านสารพัดช่องทาง วอนสื่อเป็น “สื่อสีขาว” ไม่ตกเป็นเครื่องมือเผยแพร่โฆษณาอาหารและยาผิดกฎหมาย

 ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเวทีเสวนา “สช.เจาะประเด็น” ในหัวข้อ “สื่อยุคทีวีดิจิทัล สร้างสุขหรือทุกขภาวะ” นางอรพรรณ ศรีสุขวัฒนา รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สื่อมีอิทธิพลอย่างมากต่อประชาชน อีกทั้งยังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ขยายสู่ระบบออนไลน์ รวมทั้งทีวีระบบดิจิทัล จึงเป็นเรื่องท้าทายว่าจริยธรรมของสื่อมวลชนจะวิ่งไล่ตามทันหรือไม่ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของผู้ประกอบการ หรือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน

 ผศ.ดร.ภญ.สุนทรี ท.ชัยสัมฤทธิ์โชค หัวหน้าฝ่ายติดตามและประเมินภายใน แผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์การโฆษณาอาหารและยาในสื่อทุกชนิดมีความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะสื่อที่อยู่ในทีวีดาวเทียม หรือเคเบิ้ล และเริ่มแพร่เข้าสู่เครือข่ายออนไลน์ มีการให้ข้อมูลที่ผิดต่อผู้บริโภค มีการโฆษณาหลอกลวงในโรคหรืออาการที่หมดหวัง แก้ปัญหาไม่ตก รู้สึกน่าอับอายของทั้งหญิง ชาย วัยรุ่น และผู้สูงอายุ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชาชนไม่สามารถดูแลปกป้องตัวเองได้ จากระบบสื่อยุคใหม่ที่เข้าสู่ห้องนอนโดยตรง

 “ชาวบ้านตั้งความหวังว่าจะมีสื่อที่จะนำข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับยารักษาโรคภัยไข้เจ็บที่ชาวบ้านเป็นกังวล แต่กลับกลายเป็นต้องพบกับข้อมูลโฆษณายาที่ให้ข้อมูลเกินจริง ยาราคาแพง รวมทั้งระบบการขายตรงและระบบเครือข่าย” ผศ.ดร.ภญ.สุนทรี กล่าวและว่า กฎหมายยาในปัจจุบันยังมีความล้าสมัย บทบัญญัติไม่ได้ระบุว่า ห้ามโฆษณายาผ่านอินเทอร์เน็ตโดยตรง บทลงโทษต่ำ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท การพิสูจน์ยืนยันว่าได้รับความเสียหายเป็นภาระของผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคไม่มีศักยภาพจะดำเนินการได้

ผศ.ดร.ภญ.สุนทรี กล่าวเรียกร้องให้สื่อมวลชนควรตรวจสอบ ไม่รับงานสร้างสรรค์สื่อที่เป็นการโฆษณาหลอกลวง ผิดกฎหมาย ควรให้มีการตรวจสอบยืนยัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อ ขณะเดียวกันต้องสนับสนุนให้ผู้บริโภครู้เท่าทัน และปฏิบัติตามหลักจริยธรรมอย่างเคร่งครัด

 ด้านนายนิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย) กล่าวว่า หลังระบบทีวีดิจิทัลเปิดดำเนินการสมบูรณ์แล้ว ประเทศไทยจะมีโทรทัศน์ทุกประเภทรวมกัน 784 ช่อง ซึ่งแม้มีกฎหมายควบคุมปริมาณโฆษณา แต่จากพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันชี้ชัดว่าผู้บริโภคไม่ได้สนใจจะยึดติดชมอยู่เพียงช่องใดช่องหนึ่ง คาดว่าจะมีเม็ดเงินโฆษณาราวร้อละ 61 ของ 146,000 ล้านบาท และจะเริ่มแย่งเม็ดเงินโฆษณาอย่างดุเดือดในปีหน้า อย่างไรก็ตาม จะต้องพิจารณาถึงจริยธรรมในเนื้อหาการโฆษณาในปัจจุบัน ที่มักจะให้ดารามาพูดโกหกว่าใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งที่จริงแล้วไม่ได้ใช้นั้นเหมาะสมหรือไม่

 ภญ.ศรีนวล กรกชกร ประธานคณะทำงานขับเคลื่อน การจัดการปัญหาโฆษณาที่ผิดกฎหมายของยา อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทางวิทยุกระจายเสียง สื่อโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้ประกอบการสื่อทีวีหลายรายยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวทางการโฆษณา โดยมักพบกลวิธีในการโฆษณาที่ส่งผลเสียต่อผู้บริโภค มีการสร้างข้อความที่ไม่ผิดชัดเจน แต่คนฟังแล้วเข้าใจ เช่น “อกฟู รูฟิต” หรือ “หน้ากระจ่าง หว่างกระชับ” เข้าไปในโฆษณาจนประชาชนได้รับผลกระทบ บางครั้งไม่มีผลการวิจัย หรือมีการนำยาตัวอื่นมาผสมโฆษณาไปกับตัวที่ได้รับอนุญาตแล้วเป็นต้น ดังนั้น สื่อจะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน และเดินหน้าร่วมกันสร้าง “สื่อสีขาว” ให้เกิดขึ้น.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : http://www.mcot.net

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร