รายงานพิเศษ: “หากไม่ประณามความรุนแรงเราก็ไม่เหลือค่าความเป็นมนุษย์” ไพโรจน์ พลเพชร

Untitled2เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

 แม้จะไม่ง่ายนักที่จะเพรียกหาการปฏิรูปประเทศขณะที่สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับความสูญเสียและการตาย อันเนื่องมาจากความขัดแย้งและเห็นแตกต่างของผู้คน

บนเวทีสาธารณะที่จัดขึ้นโดยสถาบันอิศรา มูลนิธิสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 ยังคงรวบรวมผู้รู้ที่มีบทบาทด้านการแก้ไขปัญหาต่างๆ มาร่วมอภิปรายในหัวข้อ ‘สิ่งที่ต้องปฏิรูป…ปฏิรูปอะไร ปฏิรูปอย่างไร เริ่มต้นตรงไหน?’

ภายใต้โจทย์ใหม่ของสังคม คือการปฏิรูปท่ามกลางการเสียชีวิตของผู้คนจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) เริ่มตั้งคำถามดังกล่าวท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเชิงเชิงกายภาพที่รุนแรงและเจ็บปวดที่สุด คือการสูญเสียชีวิตของเด็ก รวมถึงความสูญเสียในเหตุการณ์ชุมนุมในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ที่มีผู้บาดเจ็บกว่า 700 คน เสียชีวิต 20 คน

“ความรุนแรงที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ ขณะที่เกิดความสูญเสียชีวิตมาตั้งแต่ปี 2548 มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายร้อยคน แต่ในวันนี้ยังเกิดความรุนแรงที่ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกวัย นับเป็นความรุนแรงที่เกินที่จะรับได้ ขณะที่สังคมยังมีการปลุกปั่นบ่มเพาะความเกลียดชังที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ความรุนแรงในวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่จิตใจ แต่กลายมาเป็นความเชื่อที่มองว่า คู่ต่อสู้ไม่สมควรเป็นมนุษย์ รวมถึงการสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงจากทั้งสองฝ่าย

“สถานการณ์ปัจจุบัน มีกองกำลังนอกกฎหมายกระทำความรุนแรงและสร้างเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีความผิด โดยที่รัฐบาลไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ ที่สำคัญคือคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายยกย่องกองกำลังนอกกฎหมายของ ฝ่ายตน ซึ่งเป็นการสร้างความเกลียดชังจากเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง แล้วสถานการณ์การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะกลไกของรัฐเลือกข้าง ทำให้จัดการกับความรุนแรงไม่ได้

“สังคมไทยยังขาดผู้นำประเทศที่มีภาวะความเป็นผู้นำซึ่งจะออกมาพูดหรือมีอำนาจหยุดความรุนแรงได้ ส่วนแกนนำอีกฝ่ายกลับเฉยเมย หรือบางทีก็แอบสนับสนุน แต่หากเป็นความสูญเสีย จากอีกฝ่ายกลับเป็นเรื่องดีไป นี่คือภาวะ ความน่ากลัวของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

ก่อนเดินหน้าสู่ภารกิจการปฏิรูป ‘ไพโรจน์’ ย้ำว่า สังคมไทยจะต้องค้นหาความจริงของสังคม ไม่ใช่ความจริงที่เลือกข้างหรือความจริงของฝ่ายผู้ชนะเท่านั้น

พร้อมกับเสนอว่า ในเหตุการณ์เฉพาะหน้านี้ สังคมควรจะต้องประณามผู้ที่สนับสนุนความรุนแรง ทุกคน ทุกฝ่าย ไม่เลือกข้าง เพราะถ้าเลือกข้างแล้ว เท่ากับสนับสนุนให้เกิดการใช้ ความรุนแรง หากไม่ออกมาประณามความรุนแรง เราคงไม่เหลือคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพราะว่าชีวิตมนุษย์เป็นคุณธรรมสูงสุด เราไม่ควรส่งเสริมให้เกิดการทำลายกันโดยง่าย

รวมถึงผู้นำจากทั้งสองฝ่ายต้องพูดประณามการใช้ความรุนแรงอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ เมื่อได้ประโยชน์แล้วกลับไม่พูดเรื่องนี้ ไม่ควรจะดีใจกับการเสียชีวิตของอีกฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ในส่วนของการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ไพโรจน์ เสนอถึงแนวทางการปฏิรูปและการค้นหาความจริงเรื่องการปรองดอง ดังที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) นำเสนอภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อ พ.ศ.2553 ที่มีการระบุถึงสาเหตุพื้นฐานที่เป็นรากเหง้าความขัดแย้ง ปัญหาเชิงระบบโครงสร้างของสังคม และการสรุปบทเรียนจากต่างประเทศ ที่เรียกว่า ‘ความยุติธรรมเชิงเปลี่ยนผ่าน’ มาเป็นกรอบในการจัดการกับความขัดแย้งที่รุนแรง ประกอบด้วยแนวทางสำคัญ 5 ประการ คือ

1.จะต้องไม่ทำให้คนผิดลอยนวล คนที่ทำความผิดทางอาญาหรือคนที่ฆ่าชีวิตคนอื่น จะต้องถูกลงโทษทางอาญาและต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

2.จะต้องเข้าสู่กระบวนการค้นหาความจริง การไต่สวนความจริงให้กับสังคมไทย ไม่ใช่ความจริงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

3.ต้องมีการชดเชยเยียวยาจากรัฐบาลให้กับผู้สูญเสียจากทั้งสองฝ่าย ขณะที่สังคมไทยกลับมีการชดเชยเยียวยากับฝ่ายตนเอง

4.จะต้องมีการปฏิรูประบบสถาบันต่างๆ เช่น ระบบยุติธรรมขั้นต้น ซึ่งจะเป็นกระบวนการในการค้นหาความจริง หากความจริงของกระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวตั้งแต่พนักงานสืบสวนสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระบวนการยุติธรรมย่อมจะบิดเบี้ยวไปทั้งหมด

5.หลังจากกระบวนการค้นหาความจริง จะต้องนำคนผิดมาลงโทษและกระบวนการนิรโทษกรรม ไม่ใช่การนิรโทษกรรมก่อนขั้นตอนอื่นๆ

“จากประสบการณ์การสร้างความปรองดองของประเทศอื่นๆ จะมีการออกกฎหมาย ดำเนินการหลายอย่าง ภายหลังจากผู้ที่กระทำความผิดได้สารภาพความจริงกับสังคมแล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วคู่กรณี จะให้อภัยหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งของการปฏิรูปประเทศไทย เพราะไม่อย่างนั้นความขัดแย้งก็จะดำรงอยู่ และไม่รู้จะยุติเมื่อไหร่”

พร้อมกันนั้น เขาเสนอว่า สังคมไทยจะต้องมีกระบวนการสร้างความทรงจำร่วมสำหรับผู้ที่เสียหายในเหตุการณ์ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เสียชีวิตเป็นวีรชนของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น จากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เรามีวีรชนของชาติ แต่ 6 ตุลา 2519 ไม่แน่ว่าเป็นวีรชนของใครเพราะความขัดแย้งมีสูงมาก แต่จากเหตุการณ์หลัง พ.ศ.2549 เกิดความสูญเสียของพันธมิตรฯ คนที่เสียชีวิตก็เป็นวีรชนของพันธมิตร เมื่อเกิดเหตุกับ นปช. ก็เป็นวีรชนของ นปช. พวกเขาทั้งหมดกลับไม่ใช่วีรชนของกลุ่มอื่นหรือจะอยู่ในฐานะวีรชนผู้เสียสละเพื่อชาติอีกต่อไป วีรชนจะมีคุณค่ามีความหมายเฉพาะกลุ่มเท่านั้น จึงจะต้องมีการสร้างความทรงจำร่วมของชาติไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มใด

‘ไพโรจน์’ กล่าวในช่วงท้ายว่า ไม่มีความกังวลด้านเนื้อหาของการปฏิรูป เพราะหลัง พ.ศ.2540 การเกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สังคมไทยมีปฏิบัติการหลายด้านจากหลายกลุ่ม แต่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การเมืองแบบมีส่วนร่วม อาจจะยังไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งควรจะมีเจ้าภาพของสังคม ใม่ใช่เจ้าภาพของแต่ละฝ่าย ต้องทำให้การปฏิรูปเป็นวาระของสังคม

“การปฏิรูปกระจายอำนาจ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน จะต้องทำให้เป็นวาระหรือญัตติของสังคม เพื่อจะเกิดเป็นพลังสังคมอย่างแท้จริง และเพื่อจะทำให้สังคมมันเข้มแข็ง รวมถึงการรักษาความต่อเนื่องของการปฏิรูปภายใต้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง ที่จะระดมผู้คนให้เข้าสู่การปฏิรูปเพื่อรักษาต่อเนื่องมีฐานะความชอบธรรมทางการเมือง เพื่อการปฏิรูปเดินหน้าไปอย่างเต็มที่”

“การปฏิรูปต้องการสร้างจินตนาการใหม่”ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

จากการถกเถียงของหลายภาคส่วนต่างเห็นตรงกัน ถึงการปฏิรูปประเทศ ให้เป็นวาระเร่งด่วนของสังคมไทย

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้แทนเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป ร่วมแลกเปลี่ยนถึงเนื้อหาและแนวทางของการปฏิรูปการเมืองปัจจุบันว่า สังคมไทยมีต้นทุนด้านเนื้อหา ความรู้และผู้ปฏิบัติการด้านการปฏิรูปมาจากการศึกษาค้นคว้าของคณะกรรมการหลากหลายชุด เช่นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ คณะสมัชชาปฏิรูปประเทศ เวทีสมัชชาสุขภาพ ฯลฯ

“ประเด็นปัญหาพื้นฐานของสังคมไทยที่หลายฝ่ายเห็นพ้องตรงกันว่าต้องมีการปฏิรูป อาทิ การคอร์รัปชัน การกระจายอำนาจ และการปฏิรูปการเมือง พูดถึงขอบเขตของการปฏิรูปดังกล่าวอย่างกว้างที่สุดคือ การออกแบบสถาบันทางการเมือง องค์ประกอบของระบบรัฐสภาต่างๆ การปฏิรูปด้านเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ระบบการเลือกตั้ง และหลังจากการเลือกตั้งที่จะต้องมีกลไกควบคุมกำกับการใช้อำนาจอธิปไตย จากองค์กรอิสระและภาคประชาสังคม”

ดร.บัณฑูร เสนอถึงแนวทางการปฏิรูปอำนาจรัฐ อาทิ อำนาจนิติบัญญัติซึ่งเป็นฝ่ายออกกฎหมาย ดังที่เราเห็นปัญหาอยู่มากคือในส่วนการให้ความคิดเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา กฎหมายลักษณะก้าวหน้าหลายประการที่ภาคประชาชนพยายามผลักดัน แต่ไม่สามารถผ่านความคิดเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาขึ้นมาได้ ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขปฏิรูปขึ้นมา

“ด้านอำนาจการบริหารคือแนวทางการปฏิรูป การใช้อำนาจการบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีคณะกรรมการระดับชาติต่างๆ ที่มีนักการเมืองเป็นประธาน และมีอำนาจในการอนุมัติโครงการสำคัญต่างๆ ของประเทศ เช่น โครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โครงการระบบคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท โครงการรับจำนำข้าว…

“ประเด็นของอำนาจตุลาการในกระบวนการยุติธรรม การใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงของประชาชนกับภาวะการตื่นตัวของพลเมือง อาจารย์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ตั้งคำถามว่า จะแปรพลังการตื่นตัวเหล่านี้ให้เป็นพลังสังคมเพื่อการปฏิรูปได้อย่างไร ทั้งในเรื่องนโยบายสาธารณะ การออกเสียงประชามติที่เรามีกฎหมายอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีการปฏิบัติ หรือกฎหมายภาคประชาชนที่มีอยู่ถึง 47 ฉบับ แต่สามารถออกมาได้เพียง 7 ฉบับเท่านั้น จะทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร”

ดร.บัณฑูร ย้ำว่า ขณะที่ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ ต้องการการเปลี่ยนแปลงหรือเรียกว่า การปฏิรูป โจทย์สำคัญในวันนี้คือการมีส่วนร่วม พลเมืองที่ตื่นตัวที่ออกมาเดินในเวทีการชุมนุม คนที่อยู่หน้าเวทีต่างๆ ที่วันหนึ่งเขาต้องกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่เขามีความต้องการเรื่องการปฏิรูป โจทย์คือจะมีรูปแบบการมีส่วนร่วมที่ดึงพลังการตื่นตัวเหล่านี้ให้อยู่ในกระแสหรือกระบวนการหรือการปฏิรูปได้อย่างไร

“แม้จะมีการจัดเวทีสมัชชาต่างๆ นับหลายร้อยครั้ง มีคนร่วมอยู่ประมาณ 2 หมื่นคน ซึ่งเทียบไม่ได้กับพลังการตื่นตัวคนจำนวนล้านคนที่ออกมาร่วมการชุมนุม ไม่ใช่ว่ากระบวนการปรึกษาหารือจะไม่มีความสำคัญ แต่เราต้องการมีส่วนร่วมแบบใหม่ เพื่อสร้างพลังในสังคมให้เกิดขึ้น”

พร้อมกันนั้น ดร.บัณฑูร มองว่า โจทย์เฉพาะหน้าทางการเมืองที่สำคัญประการหนึ่งคือ การปฏิรูปต้องการสร้างจินตนาการใหม่ การปฏิรูปส่วนหนึ่งคือการแก้ปัญหาเก่าในอดีต อีกส่วนหนึ่งคือ การสร้างจินตนาการใหม่ในการที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง แต่จะทำอย่างไรไม่ให้สังคมเกิดความรุนแรงไปด้วย

แล้วข้อเสนอสู่การปฏิรูปจะนำเสนอต่อใคร … เขาเสนอว่า โจทย์สำคัญคือการปฏิรูปจะต้องสร้างพันธะกับพรรคการเมืองหรือรัฐบาล ขณะเดียวกัน ข้อเสนอการปฏิรูปควรจะไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่เพียงเฉพาะนักการเมือง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคม เช่น การแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงหรือการคอร์รัปชัน ที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นข้อเสนอที่ต้องอาศัยการมีร่วมกับภาคธุรกิจและภาคส่วนอื่นๆ ที่จะไม่ตอบสนองกับการทุจริตคอร์รัปชัน หรือเข้าร่วมโครงการทีส่อเค้าจะมีการทุจริต

ดร.บัณฑูร ยังให้ความสำคัญกับรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อการปฏิรูปว่า สังคมจะต้องมีผู้นำในระยะเปลี่ยนผ่าน รวมถึงรูปแบบของรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อการปฏิรูปเข้ามาทำหน้าที่สร้างกลไกที่จะนำไปสู่การปฏิรูปต่อไปในอนาคต ขณะที่สังคมไทยอาจจะยังไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายในระยะเวลาอันสั้น เช่น การสร้างกลไกประชามติ เพื่อให้เป็นแนวทางในการข้อยุติในปัญหาสำคัญของสังคมไทย อย่างเช่น การออกภาษีอัตราก้าวหน้า ภาษีมรดก หรือการกระจายการถือครองที่ดิน

“รวมถึงการให้ความสำคัญกับกลไกการปฏิรูปที่จะตอบปัญหากับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยไม่ปล่อยให้เกิดการไม่กระจุกตัวอยู่การปฏิรูปคณะใหญ่ของชาติชุดเดียว ไม่ใช่ผู้ที่จะเข้าทำหน้าที่รับเหมาการปฏิรูปไปเสียทั้งหมด แต่มีผู้ประสานความร่วมมือ มีรูปแบบคณะกรรมการที่อำนวยความสะดวกให้กระบวนการปฏิรูปในภาพรวมหรือเฉพาะประเด็นที่สำคัญๆ ให้ดำเนินการต่อไปได้”

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ปฏิรูปประเทศไทย และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร