เปิดเวทีปฏิรูปประเทศนักวิชาการ-กูรูพรึ่บ

คม ชัด ลึก (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

 กปปส.ดีเดย์เปิดเวทีปฏิรูป ดึงคนไทยมีส่วนร่วม ด้าน คปท. บุก สน.ดุสิต ข้องใจจับการ์ดพกหน้ากากกันแก๊ส ผกก.ยอมขอโทษ “เพื่อไทย” ชี้ล้มรัฐไม่ง่าย ชม “ปู” อดทน สมช.ปัดทหาร-ตร.ขัดแย้งฟันกลุ่มแยกประเทศ

คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เตรียมเปิดเวทีระดมความคิดเห็นปฏิรูปประเทศ ในวันจันทร์ที่ 10 มีนาคมนี้ ที่เวทีสวนลุมพินี

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 9 มีนาคม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส.แถลงว่า วันจันทร์ที่ 10 มีนาคมนี้ กปปส.จะจัดเวทีปฏิรูปเป็นวันแรก เริ่มจากเวลา 10.00-12.00 น. จะมีพิธีเปิดเวทีระดมความคิด โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. หลังจากนั้นในช่วงบ่ายจะมีการเปิดเวทีระดมความคิด จัดทำชุดข้อเสนอนโยบาย ภายใต้หัวข้อ “แก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมเข้มแข็ง” โดยจะมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญมานำเสนอผลการศึกษา อาทิ นายประยงค์ ดอกลำไย นำเสนอเรื่องนโยบายที่ดินกับความเป็นธรรมทางสังคม นพ. ชูชัย ศุภวงศ์ นำเสนอเรื่องกองทุนยุติธรรม น.ส. วิไลวรรณ แซ่เตีย นำเสนอเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมเพื่อคุณภาพชีวิตแรงงานไทย นางสุวัฒนา ศรีภิรมย์ นำเสนอเรื่อง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นต้น

นายเอกนัฏ กล่าวว่า กระบวนการปฏิรูปจะแบ่งเป็นสองขั้นตอน คือ 1.เปิดเวทีให้นักวิชาการที่มีความรู้ และประสบการณ์ได้มานำเสนองานวิจัย ผลการศึกษา และประสบการณ์ รวมทั้งความคิด ซึ่งในการเปิดเวทีดังกล่าวประชาชนจะมีโอกาสเข้ารับฟังความรู้ และจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในแต่ละหัวข้อหลังจากเวทีเสวนาวิชาการเรียบร้อยแล้ว จะส่งเรื่องต่อไปยังเวทีสมัชชาปฏิรูป ซึ่งประชาชนจะมีโอกาสแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมอย่างเต็มรูปแบบ โดยขณะนี้กำลังออกแบบเวทีสมัชชาปฏิรูป เพื่อให้คนทั้งประเทศได้มีส่วนร่วม ซึ่งเวทีปฏิรูปครั้งนี้ ประชาชนจะมีส่วนร่วมตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย

ชี้”อิสสระ”ถูกกลั่นแกล้ง

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า กรณีมีการ กล่าวหาว่า นายอิสสระ สมชัย แกนนำ กปปส.สั่งทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัย และสั่งให้นำตัวไปทิ้งแม่น้ำบางปะกงนั้น เชื่อว่าเป็นการกล่าวหาที่พยายามกลั่นแกล้ง กปปส. เพราะที่ผ่านมาแกนนำได้ควบคุมพฤติกรรมของการ์ดมาโดยตลอด และเป็นไปอย่างเข้มงวด หากการ์ดมีความประพฤติไม่ดีก็จะไล่ออก ทั้งนี้ การ์ดมีหน้าที่ดูแลผู้ชุมนุมเท่านั้น หากมีการจับตัวผู้ต้องสงสัยการ์ดจะสอบถามในเบื้องต้น และส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม กปปส.ยืนยันพร้อมจะให้ความร่วมมือตำรวจในการตรวจสอบหาหลักฐาน เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

นายเอกนัฏกล่าวว่า กรณีเมื่อกลางดึกวันที่ 9 มีนาคม มีเหตุการณ์แท็กซี่สีส้ม ที่ขับผ่าน สถานที่ชุมนุมและถูกยิงด้วยอาวุธปืน ซึ่งคนขับรถกล่าวหาว่ามีกระสุนปืนยิงออกมาจากพื้นที่ชุมนุมนั้น แต่จากการสอบถามการ์ดรักษาความปลอดภัย และผู้เห็นเหตุการณ์ ได้ข้อเท็จจริงว่า การ์ดได้รับแจ้งว่ามีแท็กซี่ต้องสงสัยพยายามขับผ่านเข้ามาในบริเวณเวที โดยขับมาที่ประตู 2 สวนลุมพินี ฝั่งถนนวิทยุ และเริ่มกราดยิงใส่พื้นที่ชุมนุมภายในสวนลุมพินี ตั้งแต่บริเวณประตู 2 จนถึงประตู 1 หลังจากนั้นก็มีการยิงปะทะกันขึ้น ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าใครเป็นคนยิงโต้ตอบ ซึ่งล่าสุดนายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ที่มีหน้าที่ดูแลการ์ดได้ประสานไปยัง พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช รองผบช.น.ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ที่เกิดเหตุ เพื่อสืบหาตัวผู้กระทำผิดแล้ว

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า การที่นาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาบอกว่าการจัดเวทีปฏิรูปของ กปปส.เป็นการจัดงานอีเวนท์ หรือเวทีปาหี่นั้น ต้องขอบอกว่า โฆษกพรรคเพื่อไทยมีความคิดไม่สร้างสรรค์ เพราะวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ รวมถึงพรรคการเมืองหลายพรรคต่างเห็นด้วยกับการปฏิรูป แต่พรรคเพื่อไทยกลับตกขบวน เลยพยายามขัดขวาง จึงขอให้พรรคเพื่อไทยอยู่เฉยๆ อย่าขัดขวางการปฏิรูปประเทศ

ยิงใส่แท็กซี่ใกล้สวนลุมฯคนขับเจ็บ

เมื่อเวลา 02.45 น. วันที่ 9 มีนาคม ร.ต.ท.ณัฐพล ล่อดงบัง พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้รับแจ้งเหตุยิงกันบริเวณใกล้ประตู 1 สวนลุมพินี ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน จึงรายงานผู้บังคับบัญชา ก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก.สน. ลุมพินี เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่ กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) และเจ้าหน้าที่ทหารบก ที่เกิดเหตุอยู่ด้านหน้าประตู 1 ที่ช่องทางซ้ายสุดของถนนวิทยุขาเข้า พบรถแท็กซี่ โตโยต้า ลีโม่ สีส้ม ของสหกรณ์บวรแท็กซี่ จำกัด ป้ายเหลือง หมายเลขทะเบียน ทร-6715 กรุงเทพมหานคร มีนายนราศักดิ์ พูลมา อายุ 30 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยถูกสะเก็ดกระสุนถากที่หน้าผากด้านซ้าย ส่วนรถถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่บริเวณประตูหน้าด้านซ้ายฝั่งผู้โดยสารไปจนถึงกระโปรงหลังด้านซ้าย กระจกรถเสียหายทุกบาน เศษกระจกกระจัดกระจายเต็มพื้นถนน บริเวณล้อรถหน้าและหลังฝั่งซ้ายแตก

นอกจากนี้บริเวณริมรั้วใกล้จุดเกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนไม่ทราบขนาดตกอยู่จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นนำตัวโชเฟอร์ไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ก่อนทำการสอบสวน ส่วนผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยเกิดอาการตกใจ หวาดกลัวต่อเหตุการณ์ได้หลบหนีไป จากการสอบสวน นายนราศักดิ์ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้รับผู้โดยสารเป็นชายไม่ทราบชื่อ ในสภาพอาการมึนเมาสุรา จากย่านถนนพระราม 2 โดยให้มาส่งที่เกิดเหตุ บอกว่าจะมาเที่ยวผู้หญิงขายบริการ จึงขับพาผู้โดยสารมา เมื่อมาถึงก็วนรอบสวนลุมฯ ก่อนจะมาหยุดรถจอดเพื่อต่อรองราคากับหญิงขายบริการบริเวณดังกล่าว ระหว่างนั้นมีการ์ด กปปส.ตะโกนออกมาจากภายในสวนลุมฯ ว่าให้รีบออกไปจากจุดดังกล่าว แต่ผู้โดยสารที่นั่งมาตะโกนต่อว่า กลับไป

“จากนั้นเกิดเสียงดังคล้ายประทัดยักษ์ 1 ครั้ง ผมและผู้โดยสารจึงรีบเปิดประตูลงจากรถวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ก่อนมีเสียงปืนคล้ายอาวุธสงครามรัวเป็นชุด 2 ครั้ง มารู้ตัวอีกทีถูกสะเก็ดกระสุนเข้าที่หน้าผากบาดเจ็บ” นาย นราศักดิ์ กล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด อย่างไรก็ตาม ต้องสอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อรวบรวมสำนวน และรอผลการตรวจพิสูจน์จากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เพื่อหาขนาดของอาวุธปืนที่แน่ชัด รวมทั้งวิถีกระสุนปืน ก่อนติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

ประชาคมสธ.ประณามยิงเอ็ม 79 ใส่รพ.

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ประกอบด้วย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ 9 สถาบัน คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ 6 สถาบัน คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ 13 สถาบัน คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ 4 สถาบัน นายกสภาวิชาชีพ 7 วิชาชีพ ประชาคมสาธารณสุข และข้าราชการบำนาญ ออกแถลงการณ์ “ประณามความรุนแรงที่พุ่งเป้าต่อสถานพยาบาลและองค์กรอิสระ” สาระสำคัญว่า สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ความรุนแรงได้พุ่งเป้าต่อสถานบริการสาธารณสุข ทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานคร และองค์กรอิสระ ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคม 2557 เกิดเหตุยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เป็นการก่อเหตุที่คุกคามต่อบุคลากรของโรงพยาบาล ผู้ป่วยและญาติ การก่อเหตุความรุนแรงที่พุ่งเป้าต่อสถานพยาบาล โดยไม่คำนึงถึงหลักปฏิบัติที่เป็นสากล ที่ถือว่าสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเป็นผู้ให้การดูแลรักษาประชาชนทุกฝ่าย แม้ในยามศึกสงครามก็จะไม่มีการโจมตีหน่วยรักษาพยาบาลของข้าศึก ถือเป็นหลักที่ทั่วโลกยึดถือมาช้านาน อีกทั้งหน่วยรักษาพยาบาลมีหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ความรุนแรงที่เกิดขึ้นและการปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ถือเป็นความล้มเหลวของระบบรักษาความสงบสุขของสังคม และเป็นความเลวร้ายของผู้ก่อเหตุที่ขาดจิตสำนึกขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ขอประณามผู้ก่อเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา และขอประณามผู้ก่อเหตุความรุนแรงที่พุ่งเป้าต่อสถานพยาบาลและองค์กรอิสระ ทั้งนี้ เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ขอยืนยันที่จะทำหน้าที่ในการดูแลรักษาพยาบาลประชาชนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะมีความเห็นทางการเมืองต่างกันอย่างไร และขอให้ผู้ก่อเหตุความรุนแรงยุติการกระทำดังกล่าว

ตร.ขอโทษคปท.จับพกหน้ากากกันแก๊ส

ที่ สน.ดุสิต เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 9 มีนาคม กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดยนายอมร อมรรัตนานนท์ แกนนำ คปท. นายนัสเซอร์ ยีหมะ หัวหน้าการ์ด คปท. พร้อมทีมทนายความและกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่ง เดินเท้าออกจากทำเนียบรัฐบาลมายัง สน.ดุสิต เพื่อขอคำชี้แจงกรณีด่านความมั่นคง บริเวณหน้ากองทัพภาคที่ 1 ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ดุสิต โดย พ.ต.ต.เสกสรรค์ ชุ่มแจ่ม สวป.สน.ดินแดง ได้จับกุมการ์ด คปท.และนำตัวมาที่ สน. ดุสิต เนื่องจากพกหน้ากากกันแก๊สน้ำตา โดยอ้างว่ามีความผิด ฐานมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครอง เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา เบื้องต้น พ.ต.อ.ศุภกิจ ต่อบุญ ผกก.สน.ดุสิต ได้เชิญ แกนนำ คปท.และการ์ดซึ่งถูกควบคุมตัวเมื่อคืนนี้ มาเจรจาที่ห้องประชุมชั้น 2

นายนัสเซอร์ กล่าวว่า มองว่าตำรวจบางคนใช้ทัศนคติ หรือเหตุผลส่วนตัวในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นจึงต้องการเรียกร้องให้ตำรวจปฏิบัติภายใต้กฎหมาย ไม่ใช้ความรู้สึกส่วนตัว ส่วนหน้ากากกันแก๊สน้ำตาดังกล่าวที่ตำรวจจับไปนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอุปกรณ์สำหรับใช้ป้องกันสารเคมีที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหาซื้อได้ในศูนย์จำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและวัสดุภัณฑ์ต่างๆ ทั่วไป ดังนั้น จึงขอฝากตำรวจให้มีการทำความเข้าใจและหาข้อมูลความรู้ในเรื่องดังกล่าวเหล่านี้ด้วย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในเหตุการณ์เข้าขอคืนพื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดกล้องวงจรปิด 2 ตัว และเต็นท์ 15 หลัง ของกลุ่มผู้ชุมนุมไป ซึ่งทางตำรวจต้องรับผิดชอบ เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเงินของประชาชนที่ร่วมกันบริจาคซื้อมา และขณะนี้ศาลแพ่งก็ได้มีคำพิพากษาแล้วในเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เจ้าหน้าที่ไม่สามารถยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการชุมนุมได้ ดังนั้นขอให้ตำรวจต้องนำอุปกรณ์ทั้งหมดมาคืนให้ผู้ชุมนุมด้วย

ด้าน พ.ต.อ.ศุภกิจ ต่อบุญ ผกก.สน.ดุสิต ได้กล่าวขอโทษผู้ชุมนุม ซึ่งในกรณีเหตุการณ์ จับกุมการ์ดเมื่อคืนที่ผ่านมานั้น ยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชา จึงขอน้อมรับความผิดดังกล่าว ส่วนกรณีผู้ชุมนุมต้องการคำชี้แจงว่าอุปกรณ์หน้ากากกันแก๊สดังกล่าวเป็นยุทธภัณฑ์หรือไม่นั้น ทางตำรวจจะดำเนินการชี้แจงเป็นเอกสาร ที่ออกโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปยังผู้ชุมนุม ภายในสัปดาห์หน้า ส่วนกรณีที่ตำรวจยึด กล้องวงจรปิดและเต็นท์ของผู้ชุมนุมมานั้น ตนก็ขอรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นเช่นกัน โดยจะรีบนำสิ่งของดังกล่าวคืนให้ และหากไม่สามารถนำมาคืนได้จะนำเงินมาร่วมบริจาคคืนให้ คปท.

ภายหลังการเจรจาเสร็จสิ้น ฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุม คปท.ต่างพอใจผลการเจรจา ก่อนจะเคลื่อนขบวนกลับไปยังที่ตั้งบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ทำเนียบรัฐบาล

สมช.ปัดทหาร-ตร.ขัดแย้งฟันแยกปท.

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ปฏิเสธว่า กองทัพไม่ได้ขัดแย้งกับฝ่ายตำรวจ ในการเร่งรัดดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ประกาศแบ่งแยกประเทศ โดยอ้างว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องหาหลักฐานพยานให้ชัดเจนก่อน

ส่วนกรณีศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) มีหนังสือสั่งเนรเทศนายสาธิต เซกัล นายกสมาคมธุรกิจการค้าอินเดีย-ไทย ซึ่งเคยเป็นหนึ่งใน แกนนำ กปปส.นั้น ยืนยันว่า ศรส.ไม่ได้ละเมิดหรือต้องการฝ่าฝืนคำสั่งศาลแพ่งที่พิพากษาห้าม 9 ข้อ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และอ้างว่านายสาธิต ทำผิด พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง

* พท.ยันล้มรัฐไม่ง่าย-ชม”ปู”อดทน

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่หลายหน่วยงานรวมทั้งองค์กรอิสระ ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยสถานภาพของรัฐบาลรักษาการ ว่า ถือเป็นการทำกันเป็นขบวนการเพื่อจ้องล้มรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเรารู้มานานแล้ว แต่คงจะไม่ง่ายนัก เพราะเราก็มีมวลชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงที่หนุนหลังรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยอยู่ เพราะคนเสื้อแดงรู้ว่าความยุติธรรมค่อยๆ เหือดหายไปจากแผ่นดินไทย ดังนั้นเราจะหันหลังพิงมวลชนต่อสู้ตามกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ใช่ใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญ นอกระบบความยุติธรรมเหมือนกับฝ่ายตรงข้าม ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะยังรักษาการต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาเพราะไม่อย่างนั้นเราจะเป็นฝ่ายกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ เสียเอง

“ต้องขอชมท่านนายกฯ ที่มีความอดทน อดกลั้นต่อสถานการณ์การเมืองที่ขัดแย้งอยู่ใน ขณะนี้ เพราะนายกฯ คงรู้ว่าหากตัดสินใจทำอะไรลงไปสักอย่างบ้านเมืองคงจะฉิบหายแน่ๆ นอกจากนี้หลายประเทศทั่วโลกที่เกิดปัญหาความขัดแย้งกระทั่งเกิดสงครามกลางเมือง มีประชาชนบาดเจ็บล้มตาย แต่สุดท้ายเรื่องก็จะจบลงที่การเจรจาและเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ขณะที่ความขัดแย้งในบ้านเราทั้งบาดลึกและขยายวงกว้างมากขึ้น เพราะมีเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างรับกันไม่ได้ จะต้องรอให้เหตุการณ์ไปจบที่การใช้ความรุนแรงก่อนหรือไม่ ทำไมไม่ไปจบที่การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย” นายจารุพงศ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าสุดท้ายแล้วทางออกของประเทศคือต้องมีการเลือกตั้ง แต่น่าเสียใจที่ฝ่ายตรงข้ามยังมืดบอดด้วย ทิฐิอยู่

เย้ย”สุเทพ”ฝันกลางวันมีนายกฯม.7

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค เพื่อไทย แถลงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกปปส. เตรียมจัดเวที “มวลมหาประชาชนเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ” เพื่อปฏิรูปประเทศไทย ว่า เป็นข้ออ้างพยายามหนีคดีและหนีหมายจับศาลอาญาของนายสุเทพ ที่ขณะนี้มีหมายจับ 3 คดี ในข้อหากบฏ, ฝ่าฝืน พ.รก.ฉุกเฉิน และคดีสลายการชุมนุมเสื้อแดงปี 53 จึงอ้างการปฏิรูปการเมืองมาบังหน้า ทั้งนี้ ก่อนการปฏิรูปการเมืองอยากให้นายสุเทพทำตัวเป็นแบบอย่าง ไปมอบตัวตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ให้เป็นข้อกังขาในสังคม อย่าเล่นปาหี่จัดเวทีปฏิรูปการเมืองบังหน้า

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเรื่องการสิ้นสภาพของรัฐบาลรักษาการ เพราะไม่สามารถเปิดสภาได้ภายใน 30 วัน ภายหลังการเลือกตั้ง ถือเป็นการทำเป็นขบวนการทั้งนายสุเทพ พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่ม 40 ส.ว. นักวิชาการที่รุมกินโต๊ะรัฐบาล แต่ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยมองว่า แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 127 จะกำหนดให้เปิดสภาภายใน 30 วัน หลังการเลือกตั้ง แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่มีผลทางกฎหมายแต่ประการใด จึงไม่ส่งผลให้รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพ เพราะไม่ได้กำหนดบทลงโทษ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ระบุว่า หากรัฐบาลยุบสภา ก็ให้ทำหน้าที่รักษาการต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ ดังนั้นหากยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ชินวัตร ต้องรักษาการต่อไป นายสุเทพอย่าฝันกลางวันให้มีนายกฯ มาตรา 7 อย่ามาล้มรัฐบาลด้วยวิธีง่ายๆ นายสุเทพเป็นม็อบหมดมุกแล้ว

จี้ “อิสสระ”มอบตัวคดีพยายามฆ่ารปภ.

โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีศาลจังหวัดฉะเชิงเทราออกหมายจับนายอิสสระ สมชัย แกนนำ กปปส.พร้อมพวก รวม 5 คน ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กรณีร่วมกันรุมทำร้ายนายยืม นิลหล้า อาชีพ รปภ.ที่พกบัตรประจำตัว นปช.แล้วจับมัดโยนแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ว่า ขอเรียกร้องนายอิสสระว่า เมื่อกล้าทำต้องกล้ารับ เคยเป็นถึงอดีต รมว.พัฒนาสังคมฯ ต้องมีจิตใจสูงส่ง ควรไปมอบตัวสู้คดี อย่ามาอ้างว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง แล้วไม่ไปมอบตัว โดยรอให้เสร็จสิ้นการชุมนุมก่อน ถือว่าไม่มีความรับผิดชอบ ควรแสดงวุฒิภาวะผู้นำไปมอบตัว กล้าทำต้องกล้ารับ

ยันรองปธ.วุฒิฯทูลเกล้าฯชื่อนายกฯไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ กปปส.วางแนวทางตั้งรัฐบาลคนกลาง โดยมองว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจาก นายกรัฐมนตรีรักษาการ ก็จะเกิดสุญญากาศ และจะให้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา เป็นผู้นำชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เนื่องจากมองว่า นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา หมดวาระการดำรงตำแหน่งไปแล้ว

ในเรื่องนี้ นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขาธิการรัฐสภา กล่าวว่า ในขั้นตอนดังกล่าวคงไม่สามารถเกิดได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 171 วรรคสาม ระบุว่า ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ในภาวะที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร บุคคลที่จะทำหน้าที่แทนในการทูลเกล้าฯ ถวายคือ นายนิคม ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา และอีกนัยหนึ่งเป็นรองประธานรัฐสภา แต่รัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติให้รองประธานวุฒิสภาขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนประธานรัฐสภาได้

“ถึงแม้นายนิคมจะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ไม่ว่าวิธีใด จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ก็จะไม่มีผลให้รองประธานทำหน้าที่แทน และทำหน้าที่นำรายชื่อนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพราะรัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติใดรับรองไว้” นายสุวิจักขณ์ กล่าว

ปชป.จวกรัฐทำตัวเป็นเงาให้”ทักษิณ”

เมื่อเวลา 10.30 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยยื่นเงื่อนไขเจรจากับฝ่ายตรงข้าม ว่า นายนพดลรู้อยู่แก่ใจดีว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นเงื่อนไขเจรจาอะไรกับใครบ้าง แต่พฤติการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเองและคณะเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองมักจะมีเงื่อนไขเปิดการเจรจา หรือเงื่อนไขที่จะทำให้ตนเองหลุดพ้นจากการเสียเปรียบทางการเมือง แต่เมื่อใดที่รู้สึกตัวเองเสียเปรียบ พ.ต.ท.ทักษิณจะเบี่ยงประเด็น เปลี่ยนรูปแบบการเจรจาหรือเปลี่ยนวิธีการ เพื่อให้ตัวเองคงสถานะความได้เปรียบ ทั้งนี้ไม่เคยได้ยินว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะไปเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณเช่นกัน เพราะนายอภิสิทธิ์คงไม่ไปเจรจากับนักโทษหนีคดีได้

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในอนาคตถ้ารัฐบาลรู้สึกตัวเองเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง รัฐบาลคงหาหนทางเจรจา แต่คิดว่ารัฐบาลไม่ควรทำตัวเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการเจรจา ไม่เช่นนั้นความสำเร็จในการเจรจาใดๆ เพื่อบ้านเมืองจะเป็นได้ยาก เพราะพ.ต.ท.ทักษิณคงนึกถึงประโยชน์ของตนมากกว่าประโยชน์บ้านเมือง

โพลล์หนุนมีคนกลางไกล่เกลี่ย

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจในหัวข้อ ประชาชนคิดอย่างไรกับกระแสข่าวหานายกฯ คนกลาง จากกระแสข่าวที่มีการพูดคุยกันระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับ ผู้บัญชากาารเหล่าทัพต่างๆ และมีการเรียกร้องให้หาคนกลางที่จะมาดำเนินการพูดคุยไกล่เกลี่ยให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น

โดยได้สอบถามความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,404 คน ระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคม พบว่า ร้อยละ 68.06 น. เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรหาคนกบางเข้ามาดำเนินการ เพราะประเทศชาติและประชาชนได้รับผลกระทบมามากพอแล้ว ขณะที่ร้อยละ 24.72 ไม่แน่ใจ เพราะควรประเมินสถานการณ์ให้ละเอียดรอบคอบ

ทั้งนี้ เมื่อถามว่า ใครหรือหน่วยงานใดที่ประชาชนเห็นว่าเหมาะสมที่จะเข้ามาเป็น “คนกลาง” ในครั้งนี้ อันดับ 1 กลุ่มองค์กรหรือหน่วยงานที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง 41.47% อันดับ 2 กองทัพ 27.13% อันดับ ศาลฎีกา 23.64% ทั้งนี้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า จะหาคนกลางที่เหมาะสมหรือมีคุณสมบัติที่ต้องการหาไม่ได้ และไม่มีใครอยากเข้ามาทำหน้าที่เพระาคิดว่าถูกกดดันจากสังคมที่คาดหวังมากเกินไป ดังนั้น คนที่จะเข้ามาเป็นคนกลางหรือหน่วยงานที่จะเข้ามาดำเนินการในเจรจาปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่ในเวลานี้นั้น จะต้องอดทนมีสติเข้าใจต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่จะต้องเผชิญทั้งในเรื่องการข่มขู่หรือความไม่ปลอดภัย และการทำหน้าที่จะต้องเป็นไปอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา แจ้งความคืบหน้าให้สังคมทราบเป็นระยะๆ

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ปฏิรูปประเทศไทย และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร