เจรจาเอฟทีเอต้องรอบคอบ

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ วอตช์)

เครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องเห็นว่า ตามที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เป็นที่น่าเสียดายที่ทางสหภาพยุโรปได้ระงับการเจรจาเอฟทีเอกับไทย เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองและความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้การเจรจาล่าช้าออกไป มีแนวโน้มที่จะไม่ทันการถูกตัดสิทธิ GSP ของไทยในปี 2558 ซึ่งนอกจากจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง เนื่องจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเพราะอัตราภาษีนำเข้าแล้ว ยังอาจส่งผลให้บรรษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิต หรือตัดสินใจลงทุนในประเทศที่มีสิทธิพิเศษทางการค้า ไม่ว่าจะเป็น GSP หรือ FTA แทนที่จะลงทุน หรือทำธุรกิจต่อเนื่องในประเทศไทย”

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ วอตช์) ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

1.การที่สิทธิพิเศษทางการค้า (Generalized System of Preferences : GSP) ที่ผู้ส่งออกไทยเคยได้รับอยู่และมีโอกาสจะถูกตัดสิทธินี้ในปลายปีหน้านั้น เป็นเพราะสิทธิพิเศษของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศด้อยพัฒนา แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง 3 ปีติดต่อกัน และสินค้าที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษนั้นมีส่วนแบ่งการตลาดเกิน17.5% ไปแล้ว

นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า แม้จะถูกตัดสิทธิ GSP ทั้งหมดจะส่งผลกระทบกับการสูญเสียรายได้จากการถูกแย่งตลาด ประมาณ 2,562 ล้านเหรียญสหรัฐ(ประมาณ 79,422 ล้านบาท) ไม่ใช่ทั้งหมดของมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยที่ใช้สิทธิ GSP มีมูลค่ากว่า 2.97 แสนล้านบาทแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม จากงานศึกษาชิ้นล่าสุดของคณะผู้แทนถาวรไทยในองค์การการค้าโลกเผยแพร่เมื่อวันที่9 ก.ค. 2555 ประเมินว่า ผลกระทบของการปฏิรูป GSP ของสหภาพยุโรปต่อการส่งออกของไทยอยู่ที่ 1,080 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 34,560 ล้านบาท)เท่านั้น

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่จะได้ผลกระทบ ได้แก่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และกุ้งแช่แข็งและแปรรูป

2.การเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปซึ่งเจรจาไปแล้ว 3 รอบนั้น ถูกกำหนดโดยฝ่ายนโยบายให้เป็นไปด้วยความเร่งรีบเพื่อสามารถต่อสิทธิ GSP ได้ทันต้นปี 2559 จึงกำหนดร่วมกับทางสหภาพยุโรปให้เจรจาให้เสร็จเพียง 7 รอบ ใช้เวลาทั้งสิ้นปีเศษๆ เท่านั้น ทั้งที่เป็นเอฟทีเอที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางมากที่สุดเท่าที่ไทยเคยเจรจามา และมีหลายหัวข้อที่ไทยไม่เคยเปิดเจรจาในความตกลงอื่นมาก่อนเช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา และความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการคุ้มครองการลงทุน

การเร่งเจรจาเพียงเพื่อหวังให้ได้ต่อสิทธิGSP ทำให้ผู้เจรจาฝ่ายไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก และอาจถูกกดดันให้ต้องยอมตามประเด็นอ่อนไหวข้างต้น ซึ่งจะมีผลกระทบเสียหายยาวนานข้ามรัฐบาลและข้ามชั่วอายุคน ซึ่งจากการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของทีมวิชาการโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

ในส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจนั้นพบว่าหากไทยต้องยอมตามข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปให้มีการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องที่มากเกินกว่าความตกลงทริปส์และเป็นประเด็นที่สหภาพยุโรปต้องการมากที่สุด พบว่าในปีที่ห้า(พ.ศ. 2556 โดยคำนวณจาก พ.ศ. 2550 ที่เป็นปีที่ทำการศึกษา) ถ้ามีการผูกขาดข้อมูลยาค่าใช้จ่ายด้านยาของไทยจะสูงขึ้นอีก 81,356 ล้านบาท/ปี และหากต้องยอมการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเพิ่มขึ้นอีก 5 ปี ซึ่งมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นอีกเป็น 27,883 ล้านบาท/ปี

ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หากไทยต้องยอมไปเป็นภาคีคุ้มครองปรับปรุงพันธุ์(UPOV 1991) จะมีผลให้เกษตรกรต้องจ่ายพันธุ์พืชในราคาที่แพงขึ้น จากงานวิจัยพบว่าราคาพันธุ์พืชจะขึ้นอย่างต่ำ 2-3 เท่าจนถึง 6 เท่าตัว ตอนนี้มูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาทจะเพิ่มเป็นอย่างต่ำ 8.4 หมื่นล้านบาทและอาจถึง1.43 แสนล้านบาทต่อปี

ดังนั้น การเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปที่รวบรัด ไม่รอบคอบ อาจทำให้ไทยเสียประโยชน์อย่างมหาศาล ไม่ต่ำกว่าปีละ193,239 ล้านบาท เทียบไม่ได้กับการได้ต่อสิทธิGSP ที่ทางการไทยประเมินว่าจะสูญเสียแค่34,560 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น

3.การแก้ปัญหาการเมือง และการได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการถูกฉุดรั้งทางการเมืองดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้จริงแต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นควรพึงตระหนักว่า การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ต้องประกอบด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างมีความหมาย และคำนึงประโยชน์ของทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม มิใช่เมินเฉยต่อข้อเท็จจริงและความห่วงใยของภาคส่วนต่างๆ และมุ่งดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้ได้ประโยชน์ โดยที่คนจำนวนมากต้องแบกรับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย จึงต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ดำเนินการเจรจาอย่างรอบคอบเฉพาะอย่างยิ่งให้ความสำคัญกับผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนผู้มีรายได้น้อย เจรจาด้วยข้อมูลความรู้ มิใช่อาศัยเพียงการวิ่งเต้นของกลุ่มทุน และที่สำคัญต้องยืนหยัดเจรจาที่จะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดของประเทศที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม

“เราไม่ได้ค้านการเจรจาเอฟทีเอ แต่เราต้องการให้การเจรจาเป็นไปอย่างรอบคอบและสะท้อนข้อห่วงใย ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเพราะที่ผ่านมามีเอฟทีเอจำนวนมากที่ไม่เคยคิดถึงมุมที่เรากังวล ส่วนใหญ่คนที่ได้คือคนที่ได้อยู่แล้ว ผลประโยชน์ก็กระจุกตัว แต่ผลกระทบกระจาย บางเรื่องเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ”

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน FTA และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร