คอลัมน์ เข็มทิศเศรษฐกิจ: ดาบสองคม เปิดเสรีสหรัฐ-อียู

Untitled2ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

mitipracha@yahoo.com

ในการประชุมวิชาการ “การค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ” เมื่อวันที่ 10-11 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ได้ระดมความเห็นถึงผลพวงจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) และ FTA ไทย-อียู เพื่อใช้กำหนดท่าทีประเทศไทย

ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา ประธาน NCITHS กล่าวว่า การเจรจาการค้าเสรีทุกระดับส่งผลดีต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ก็มีผลกระทบต่อสุขภาวะของคนไทย โดยเฉพาะมาตรการลดภาษีในสินค้าที่กระทบต่อสุขภาพ อาทิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และการขยายสิทธิคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญายา รวมถึงการเคลื่อนย้ายบุคลากรข้ามชาติ และการเปิดเสรีในธุรกิจบริการ ซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้เกิดปัญหาต่อระบบสุขภาพของไทย จึงเตรียมรวบรวมข้อมูล เพื่อกำหนดเป็นท่าทีในการเจรจาให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด

บทเรียนเอฟทีเอจากออสเตรเลีย

ศาสตราจารย์ชารอน ฟรีล จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวว่า ออสเตรเลียได้เข้าร่วมเจรจาความตกลง TPP ซึ่งมีสหรัฐเป็นผู้ผลักดันหลัก โดยสหรัฐพยายามจะยื่นข้อเสนอที่เกินกว่าข้อตกลงตามองค์การการค้าโลก (WTO) ทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การเพิ่มความคุ้มครองนักลงทุนข้ามชาติ ส่งผลกระทบต่อการปรับกฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศ เพราะในกรณีที่รัฐบาลออกกฎระเบียบที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทเหล่านั้น ก็จะถูกฟ้องร้องและเรียกค่าชดเชยความเสียหายเป็นเม็ดเงินมหาศาล

“เปรียบเทียบให้เห็นกรณีที่บรรษัทข้ามชาติ ได้ฟ้องร้องรัฐบาลออสเตรเลียที่ออกกฎหมายเรื่องการติดฉลากเพื่อเตือนภัยผู้บริโภคบนบรรจุภัณฑ์ของสินค้า ซึ่งเป็นกฎหมายภายในของออสเตรเลีย เนื่องจากสหรัฐมองว่า เงื่อนไขเรื่องการติดฉลากเป็นการกีดกันการค้าอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะคำเตือนบนซองบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่อไปมีปัญหาเสี่ยงที่จะเกิดการผูกขาดโดยบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จากสหรัฐ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยต้องพยายามกำหนดนโยบายการเจรจาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะออสเตรเลียเคยประสบปัญหาว่าหน่วยงานด้านพาณิชย์ต้องการเปิดเสรี ขณะที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขไม่ต้องการเปิดเสรี ทำให้เกิดความขัดแย้งกันเองในนโยบาย สิ่งสำคัญรัฐบาลต้องตระหนักว่านโยบายนั้นต้องเอื้อ ต่อการค้าขาย ไม่กีดกันการค้า และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ น.พ. ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และ น.พ.ทักษพล ธรรมรังสี สำนักวิจัยนโยบายสร้างเสริมสุขภาพ เห็นด้วยว่า หากเร่งเจรจา อาจกระทบต่อการกำหนดระเบียบของกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการเพิ่มพื้นที่คำเตือนบนซองบุหรี่เป็น 85% ซึ่งตั้งแต่ได้ถูกบริษัทผู้จำหน่ายบุหรี่ข้ามชาติฟ้องร้องต่อศาลปกครอง และการติดคำเตือนบนฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวต่อต้าน เนื่องจากเกรงว่าประเทศต่าง ๆ จะหยิบมาตรการนี้ไปใช้ด้วย

ดร.จักรพันธ์ คงคาประสิทธิ์ ผู้แทน จากกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า อียูพยายามเสนอให้ไทยเปิดตลาดจัดจ้างโดยรัฐ เพื่อให้อียูเข้ามาแข่งขันจัดซื้อจัดจ้างระบบให้บริการสาธารณสุขต่างๆ จากเดิมที่ไทยให้สิทธิพิเศษแก่หน่วยงานของรัฐ เช่น องค์การเภสัชกรรม หรือโรงงานเภสัชกรรมทหาร แต่ในส่วนผู้ประกอบการไทยยังขาดความพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในอียู เนื่องจากอียูกำหนดมาตรฐานการผลิตสูงกว่าไทยมาก และมีกฎหมายแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวด

รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า เป้าหมายหลักของข้อตกลงการค้าเสรีของประเทศพัฒนาแล้ว คือความต้องการผูกขาดตลาดยารักษาโรคยาวนานขึ้นมากกว่า 20 ปี โดยผูกขาดข้อมูลการขึ้นทะเบียนตำรับยา (Data Exclusive) ให้ยาวขึ้นอีก 5 ปี เพื่อไม่ให้ยาชื่อสามัญมาขึ้นทะเบียนในช่วงเวลาที่ตกลงไว้ได้ หากเกิดปัญหาโรคระบาดในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากยาสามัญได้ และยังเป็นการกีดกันไม่ให้อุตสาหกรรมยาชื่อสามัญเติบโต และ มีผลต่อราคายาด้วย

นายวีระศักดิ์ ไม้วัฒนา ผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ขั้นตอนการเจรจาขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ยินยอมหรือลงนามความตกลงอะไรทั้งสิ้น ทั้งนี้ยอมรับว่าหากขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรอาจกระทบต่อการผลิตยาตัวใหม่และการต่อยอดยาใหม่ ซึ่งเอกชนไทยควรปรับตัวรับมือ

รศ.ดร.ภญ.นุศราพร เกษสมบูรณ์

คณะเภสัชศาสตร์ ม.ขอนแก่น กล่าวว่า หากข้อตกลง FTA เสนอให้ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระดับโลกต่าง ๆ เช่น ภาคีในอนุสัญญา UPOV 1991 เป็นการขยายสิทธิ์ผูกขาดในสายพันธุ์พืชใหม่ และการเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาบูดาเปสต์ เพื่อให้สิทธิครอบครองจุลชีพต่าง ๆ อาจส่งผลให้ไทยไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพที่ไทยมีอยู่มากมาย เพื่อนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมได้ ดังนั้น ไทยควรยืนยันเพียงข้อตกลง WTO เท่านั้น

นอ.(พิเศษ) น.พ.อิทธิพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า แพทยสภาเตรียมปรับหลักสูตรทางการศึกษา การกำหนดเงื่อนไขให้ใบอนุญาตต่างชาติที่เข้ามา อาทิ กำหนดระยะเวลาหรือประสบการณ์ทำงาน และกรอบจริยธรรม เป็นต้น เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากร

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ทั่วไป และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร