มันมากับ’พืช-ผัก’ภัยในเลือด’เกษตรกร’

มติชน ฉบับวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
ปัจจุบัน สังคมโลกของเราอยู่ในภาวการณ์ ที่เร่งรีบ ทั้งการเดินทาง การขนส่งสินค้า การผลิตสินค้า แม้กระทั่งการผลิต “ข้าวปลา-อาหาร” ก็ยังต้องรีบผลิตตามไปด้วย
อีกทั้ง ด้วยความเร่งรีบของสังคมปัจจุบัน รวมไปถึงความต้องการสินค้าประเภทข้าวปลาอาหาร เป็นจำนวนมากในแต่ละปี อันเนื่องมาจากประชากรโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาก ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตต่างหันหน้ามาพึ่งพา สารเคมี ทั้งเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ เร่งการออกดอกออกผลในพืช รวมไปถึงการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูตามธรรมชาติของพืชชนิดนั้น เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สมบูรณ์น่ารับประทาน
สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ระบุว่า ในปี 2554 ประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีป้องกัน-กำจัดศัตรูพืชมากถึงกว่า 164 ล้านกิโลกรัม เฉลี่ยแล้วคนไทย 64 ล้านคน มีความเสี่ยงที่จะได้รับสารเคมีดังกล่าวมากกว่า 2.6 กิโลกรัมต่อปี แสดงให้เห็นว่าในแต่ละปีเกษตรกรใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก
นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ข้อมูลว่า ผลการเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สธ. พบว่าในรอบ 10 ปี ระหว่างปี 2546-2555 ผู้ป่วยได้รับพิษจากสารเคมีป้องกัน-กำจัดศัตรูพืชกว่า 17,340 ราย เฉลี่ยปีละ 1,734 ราย โดยพบมากในกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มเด็กเล็ก โดยจะพบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ระหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ของทุกปี
นอกจากนี้ ผลสำรวจเลือดในปี 2556 ในพื้นที่ 48 จังหวัด เกษตรกรกว่า 300,000 คน พบว่ามีสารเคมีป้องกัน-กำจัดศัตรูพืชตกค้างในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยถึงร้อยละ 30 จึงคาดการณ์ว่าเกษตรกรทั่วประเทศที่มีกว่า 15 ล้านคน จะมีกว่า 4 ล้านคน ที่มีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่ในร่างกายโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาชีพรับจ้างพ่นยาฆ่าแมลง ที่น่าเป็นห่วงที่สุด
“สธ.จึงมีมาตรการในการแก้ปัญหาตั้งแต่ในระดับชุมชนเลย คือ การตั้งคลินิกบริการเกษตรกรภายในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน หรือสถานีอนามัยที่ใกล้กับชุมชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกร เพื่อดูแลส่งเสริมสุขภาพ โดยเจ้าหน้าที่ในคลินิกก็จะให้ความรู้กับเกษตรกรตั้งแต่การเริ่มใช้สารเคมีว่าจะต้องป้องกันอย่างไรบ้าง”น.พ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขกล่าว และว่า คลินิกต่างๆ ตั้งอยู่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี บุรีรัมย์ และอุทัยธานี ปัจจุบันมีอยู่ 18 แห่ง
ทั้งนี้ ขั้นตอนของการเข้ารับบริการที่คลินิกบริการเกษตรกร คือ ขั้นแรกจะให้ความรู้กับเกษตรกรถึงการป้องกัน ผลที่จะตามมาหากไม่มีการป้องกัน และจะเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเพื่อคัดกรองเกษตรกรที่มีความเสี่ยง โดยมี 4 ระดับคือ 1.ระดับปลอดภัย หมายความว่า ไม่มีสารเคมีตกค้างในร่างกาย 2.เริ่มมีอาการ แสดงว่ามีสารเคมีตกค้างอยู่ในร่างกายเล็กน้อย 3.ระดับเริ่มมีความเสี่ยง คือมีสารเคมีตกค้างในร่างกายจำนวนพอสมควรและต้องรับการรักษาโดยการขับสารเคมีออกจากร่างกาย 4.ระดับไม่ปลอดภัย คือ มีสารเคมีเป็นจำนวนมากและต้องขับสารเคมีออกจากร่างกายและต้องรับการเจาะเลือดเพื่อพิสูจน์หาสารเคมีทุกๆ 7 วัน จากปกติที่จะตรวจหาสารเคมีตกค้างทุกๆ 3-4 เดือน
นพ.โสภณบอกด้วยว่า สารเคมีที่เกษตรกรไทยนิยมใช้ส่วนมากจะมีส่วนผสมของสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งใน 2 ชนิดนี้ คือ กลุ่มออการ์โนฟอสเฟตและกลุ่มคาร์บาเมต ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทของแมลง มีผลต่อมนุษย์คือ มีอาการอาเจียน ท้องเดิน เหงื่อออก หายใจลำบาก กล้ามเนื้อกระตุก เป็นต้น ซึ่งอาการของแต่ละรายก็จะแตกต่างกันตามปริมาณของสารเคมีที่ได้รับและแตกต่างกันไปในแต่ละคน
“ที่ผ่านมาเคยลงพื้นที่ตรวจเลือดเกษตรกรในจังหวัดกำแพงเพชร พบว่ากลุ่มเกษตรกรที่ปลูกผักออแกนิกส์ หรือผักปลอดสารพิษนั้นมีผลเลือดที่ดีกว่าเกษตรกรที่ใช้สารเคมีอย่างเห็นได้ชัด และนอกจากจะพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกรแล้ว ในประชาชนทั่วไปก็พบบ้าง เนื่องมาจากการล้างพืชผักไม่สะอาด หรือร้านอาหารบางแห่งก็ไม่ได้ล้างเลย โดยจะพบมากในกลุ่มคนที่ชอบทานผักแบบดิบๆ”อธิบดีกรมควบคุมโรคบอก และว่า สธ.จะเน้นใน 4 หลักปฏิบัติ เพื่อรณรงค์ให้เกษตรกรปฏิบัติตามได้แก่ 1.อ่าน คือ ก่อนใช้ให้อ่านฉลากให้เข้าใจว่าจะต้องมีวิธีการใช้อย่างไรให้ปลอดภัยเพราะบางครั้งเกษตรกรใช้สารเคมีจำนวนที่มากเกินไปและยังใช้หลายชนิด
2.ใส่ คือ การสวมใส่เสื้อผ้าเวลาฉีดพ่นสารเคมี เนื่องจากเกษตรกรบางรายไม่สวมเสื้อเวลาฉีดพ่น จึงทำให้สารเคมีสามารถซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง เกษตรกรจึงควรสวมเสื้อผ้าแขน-ขายาว สวมถุงมือ รองเท้าบู๊ตยาง ปิดปากปิดจมูกให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังและทางการสูดดม 3.ถอด คือ หลังจากฉีดพ่นสารเคมีเรียบร้อยแล้วให้ถอดเสื้อผ้าแยกซักต่างหาก อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด และ 4.ทิ้ง คือ ทิ้งภาชนะบรรจุสารเคมีให้ถูกวิธี ทิ้งเป็นวัตถุอันตรายห้ามปะปนกับขยะชนิดอื่น
“ที่ผ่านมายังไม่มีผลวิจัยว่าสารเคมี 2 ชนิดที่พบในการตรวจเลือดเกษตรกรไทยนั้นส่งผลให้เป็นโรคอะไรหรือไม่ เพียงแต่มีอาการต่างๆ ข้างต้น แต่ก็เฝ้าระวังเพราะกังวลว่าอาจจะทำให้เกิดโรคมะเร็งในเม็ดเลือดได้ โดยอยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลวิจัย เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูลเป็นเวลานานมาก ที่ผ่านมามีสารเคมีอย่าง ดีดีที ที่มีข้อพิสูจน์ว่าก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมจึงได้ประกาศให้เลิกใช้ไป” น.พ.โสภณกล่าวสารเคมีตกค้างถือเป็นอันตรายแฝง เกษตรกรที่ต้องประสบนอกเหนือจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ
ถือเป็นทุกข์ซ้ำกรรมซัดของเกษตรกรไทย

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ยาฆ่าแมลง และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร