‘บิ๊กตู่’โละทิ้งวุฒิสภา เด้งเกลี้ยงอดุลย์-นิพัทธ์-ธาริต ล็อก’โอ๊ค’คาสนามบินเชียงใหม่ ปชช.แสดงสัญลักษณ์ทวงปชต.

เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
“บิ๊กตู่” งัดไม้แข็งเด็ดปีกอำนาจเก่า เด้งกราวรูด “นิพัทธ์-อดุลย์-ธาริต-ทวี” เข้ากรุ อายัดบัญชี “จารุพงศ์-จาตุรนต์” ล็อก “โอ๊ค” คาสนามบินพร้อมโละสภาสูง คสช.ออกแถลงการณ์เรียกรายงานตัวเพิ่มอีก 35 คน คุมแกนนำ 7 วัน นายกฯปูอยู่สบายดี จับอาวุธที่ขอนแก่นเพียบ ซัดแกนนำ นปช. ชักใยอยู่เบื้องหลัง จัดตั้งขอนแก่นโมเดลป่วนเมือง ทหารสั่งปลดธงแดงที่เชียงใหม่ ป้องกันแบ่งฝักฝ่ายสร้างความแตกแยก เจอกระแสต่อต้านรัฐประหารที่เมเจอร์รัชโยธิน หอศิลป์ อนุสาวรีย์ชัยฯ เกิดปะทะกันเล็กน้อย รวบ 5 แกนนำขึ้นรถตู้หายตัวไป “จารุพงศ์” แข็งข้อไม่ยอมเข้ารายงานตัว กร้าวไม่ยอมก้มหัวให้กบฏ “อ๋อย-จาตุรนต์” ยังล่องหนหายตัวเงียบ ล็อก “ประชา” คาสนามบิน แม่น้องเกดร้อนใจทวงถามทหารลูกชายหายไปไหน
ปิดสโมสร ทบ. ห้ามสื่อเข้า
เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศช่วงเช้า ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัว โดยพบว่าประตูด้านหน้าทางเข้าฝั่งถนนราชสีมาปิด ไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องได้เดินทางเข้าออก และเหลือเพียงประตูทางด้านฝั่งถนนศรีอยุธยา เปิดให้เจ้าหน้าที่เข้าไปด้านในได้ตามปกติ อีกทั้งไม่มีการกั้นพื้นที่บริเวณรอบทางเข้าสโมสรแล้ว
นอกจากนี้ ห้ามบุคคลภายนอกเข้าโดยเด็ดขาด รวมทั้งสื่อมวลชนต่าง ๆ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ อนุญาตให้ติดตามความเคลื่อนไหวบริเวณรอบนอกสโมสรกองทัพบกเท่านั้น
คสช. สั่งเรียกตัวอีก 35 คน
ต่อมาเวลา 10.30 น. พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ได้อ่านคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 5/2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า เพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ ในวันเดียวกันนี้ เวลา 13.00 น. ตามรายชื่อดังต่อไปนี้
1.นายเกรียง กัลป์ตินันท์ 2.พล.ต.ท. ฉลอง สนใจ 3.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก 4.นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ 5.นายสนธิ ลิ้มทองกุล 6.นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ 7.นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล 8.จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ 9.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน 10.นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ 11.นายอนุทิน ชาญวีรกูล 12.นายสุทิน คลังแสง 13.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 14.นายสุนัย จุลพงศธร 15.นายสงวน พงษ์มณี 16.นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ 17.นายธนพล อิ่วสกุล 18.นายณัฐ สัตยาภรพิสุทธิ์ 19.นาย จักรพันธ์ บริรักษ์ 20.นายธันย์วุฒิ ทวีวโรคมกุล
21.นายวราวุธ ฐานังกรณ์ 22.นายสมศักดิ์ เจียมสกุล 23.นายสุรภักดิ์ ภูไชยแสง 24.นายสุรพศ ทวีศักดิ์ 25.นายพันทิวา ภูมิประเทศ 26.น.ต.ชนินทร์ คล้ายคลึง 27.นายนิธิวัต วรรณศิริ 28.นายศรัณย์ ฉุยฉาย 29.น.ส. สุดา รังกุพันธ์ 30.นายไตรรงค์ สินสืบผล 31.นายชัยอนันท์ ไผ่สีทอง 32.นายชฤต โยนกนาคพันธุ์ 33.นายวัฒน์ วรรลยางกูร 34.น.ส.สาวตรี สุขศรี 35.นางสุดสงวน สุธีสร
สั่ง ณ วันที่ 24 พ.ค. 2557 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
“สนธิ-สุวัจน์” รายงานตัว
ทั้งนี้ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศคำสั่งฉบับที่ 5/2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม 35 คนนั้น เวลา 12.30 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เดินทางเข้ามารายงานตัวต่อ คสช. เป็นคนแรก จากนั้น เวลา 13.30 น. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ได้เดินทางเข้ารายงานตัว
จากนั้นตั้งแต่เวลา 13.00 น. มีบุคคลในประกาศคำสั่งเดินทางเข้ารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายอดิศร เพียงเกษ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นางสุดสงวน สุธีสร อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายวัฒน์ วรรลยางกูล นักเขียนอิสระ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยมีสื่อมวลชนปักหลักเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“อนุทิน” เข้ารายงานตัว
จนกระทั่งเวลา 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางเข้ารายงานตัว ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ โดยมีนักวิชาการชื่อดังเข้ารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายสุรพศ ทวีศักดิ์ อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ อดีตโฆษกกระทรวงมหาดไทย แกนนำ นปช. นายธนพล อิ๋วสกุล บก.ฟ้าเดียวกัน และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา
ล็อก”ประชา”คาสนามบิน
จนกระทั่งหมดเวลาเข้ารายงานตัวกับ คสช. ในเวลา 16.00 น. ตามประกาศคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 5/2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม 35 คน ที่หอประชุมกองทัพบกเทเวศร์ โดยมีผู้เข้ามารายงานตัวตามคำสั่งของคสช. ประมาณ 14 คน ในขณะที่บางส่วนยื่นหนังสือชี้แจงเหตุผลที่ยังไม่สามารถมารายงานตัวต่อ คสช. ทั้งนี้ผู้เข้ารายงานตัวทั้งหมด จะถูกควบคุมตัวออกจากหอประชุมกองทัพบกไปยังค่ายทหารต่าง ๆ โดยไม่พบ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เดินทางเข้ารายงานตัวต่อ คสช.
ทั้งนี้ มีรายงานว่า พล.ต.อ.ประชา ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และถูกนำตัวมาที่หอประชุมกองทัพบก ก่อนถูกส่งตัวต่อไปยังค่ายทหารเช่นเดียวกับบุคคลอื่นที่เข้ารายงานตัววันนี้
คสช.นำความกราบบังคมทูลฯ
เวลา 17.50 น. พ.อ.วินธัย รองโฆษกกองทัพบก ได้อ่านประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 28/2557 เรื่อง การถวายรายงานสถานการณ์บ้านเมือง ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า
ตามที่กองทัพบก และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และแก้ปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมืองมาโดยลำดับนั้น กองทัพบก และคณะรักษาความสงบเรียบร้อย ได้มีหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ แล้ว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2557 และวันที่ 22 พ.ค. 2557 เพื่อนำความกราบบังคมทูลฯ ตามโอกาสอันเหมาะสม บัดนี้ได้มีหนังสือตอบกลับจากสำนักราชเลขาธิการว่า ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทเรียบร้อยแล้ว
จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน ประกาศ ณ วันที่ 24 พ.ค. 2557 ลงนามโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
จับอาวุธที่ขอนแก่นเพียบ
ส่วนในเวลา 11.15 น. ที่อาคารกำลังเอก ภายในสโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก แถลงถึงการจับกุมอาวุธสงครามได้ที่ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า เป็นการจับกุมอาวุธสงครามพร้อมของกลางที่เตรียมใช้ก่อเหตุรุนแรง ใน จ.ขอนแก่น โดยทหารเข้าตรวจค้นที่โรงแรมชลพฤกษ์ ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.ขอนแก่น พบอุปกรณ์เตรียมก่อเหตุหลายรายการ ทั้งระเบิดถังแก๊ส และของกลางอีกหลายรายการ และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 21 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาจำนวนมากกว่าทุกครั้ง และผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้รับคำสั่งจากแกนนำ นปช. ให้ร่วมจัดตั้งเป็นขอนแก่นโมเดล
เล็งเอาผิดไม่รายงานตัว
พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการต่อผู้กระทำความผิดในเรื่องอาวุธสงครามและผู้ที่ใช้ความรุนแรง ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่ และจะต้องให้ปัญหา ดังกล่าวหมดไปให้ได้ รวมถึงจะดำเนินการตามขั้นตอนภายใต้กฎหมายที่ถืออยู่ในปัจจุบัน จะเข้าถึงผู้กระทำความผิดมากกว่ากฎหมายปกติ เพราะฉะนั้นผู้คิดไม่ดีหรือไม่เชื่อในคำสั่ง และประกาศอาจต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ส่วนผู้ที่ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งและประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้บุคคลดังกล่าวมารายงานตัวภายในวันที่ 24 พ.ค. เวลา 16.00 น. และหลังจากนี้ไปหากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องดำเนินการในด้านกฎหมาย และได้รับโทษการจับกุม และการดำเนินการจะเข้มข้นมากขึ้น
แฉมีกระแสต่อต้าน คสช.
พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า สำหรับผู้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ไม่สามารถมารายงานตัวได้ตามกำหนดสามารถแจ้งเหตุขัดข้องมายัง คสช.ภายในระยะเวลาที่กำหนด และขณะนี้พบว่ามีกระแสต่อต้าน คสช. แต่ได้ใช้มาตรการการเจรจาทำความเข้าใจ พร้อมยืนยันว่ายังสามารถควบคุมได้ โดยพยายามใช้วิธีละมุนละม่อม เพราะการเคลื่อนไหวใต้ดินเกิดขึ้นมา 9 ปีแล้ว ฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลอยู่แล้วและได้เฝ้าติดตามจับตาอยู่ตลอดเวลา
คุมตัวแกนนำ 1 สัปดาห์
เมื่อถามว่า แกนนำ กปปส. แกนนำ นปช. ที่ยังไม่มารายงานตัวจะดำเนินการอย่างไร พ.อ.วินธัย กล่าวว่า มีกำหนดระยะเวลา และลักษณะการเข้ารายงานตัวเป็นการควบคุมคงจะใช้เวลาในการควบคุมตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ในลักษณะการปรับความเข้าใจ ซึ่งวิถีชีวิตไม่ได้อยู่แบบศัตรู มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่มีหมายจับตั้งแต่ช่วงการชุมนุม และจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายหลายคน บางกลุ่มถูกปล่อยตัวยังคงเฝ้าสังเกต การณ์ และเฝ้าติดตาม และบางกลุ่มอาจต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
อดีตนายกฯปูสบายดี
สำหรับแกนนำจากทุกกลุ่มจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนสวัสดิภาพ ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และรมว.กลาโหม รวมถึงแกนนำพรรคเพื่อไทยนั้น เราเป็นคนไทยวิถีชีวิตอยู่กันแบบพี่น้องไม่ใช่ศัตรู ยืนยันทุกคนอยู่แบบสุขสบาย ไม่ลำบาก ซึ่งระยะเวลาในการควบคุมตัว เป็นรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ และการควบคุมเป็นการควบคุมเพื่อสงบสติอารมณ์ ทั้งนี้ ตนไม่ทราบรายละเอียดในส่วนของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. และกลุ่ม นปช. ว่าแยกกันหรือถูกควบคุมร่วมกัน
เมื่อถามต่อว่าทำไมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงถูกปล่อยตัว พ.อ.วินธัย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ดูเรื่องคดีความ สงบเรียบร้อย และอยู่ที่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ส่วนที่ประกาศเรียกเพิ่มเติมอีก 35 คนนั้น เราเรียกทุกกลุ่มไม่ได้มองว่าเป็นกลุ่มไหน แต่เรื่องของพฤติกรรมที่ผ่านมาที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบมานาน 8-9 ปี ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ไฟเขียวฟรีทีวีแพร่ภาพ
ด้าน พ.อ.(หญิง)ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เรื่องการอนุญาตให้มีการถ่ายทอดสัญญาณของช่องฟรีทีวีระบบ อนาล็อก ที่ประชาชนใช้กล่องรับสัญญาณไม่สามารถรับชมได้นั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตระหนักดี และในเวลา 09.30 น. คสช. ได้เชิญผู้บริการทีวีดิจิตอลและดาวเทียมมาหารือและรับฟังแนวทางของ คสช. โดยได้ข้อสรุปว่า คสช.จะอนุญาตให้เปิดสัญญาณของช่องฟรีทีวี และทีวีระบบดิจิตอล รวมถึงทีวีดาวเทียมในวันเดียวกันนี้ แต่จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ และข้อตกลงของ คสช.
ทั้งนี้ ในส่วนของสถานีโทรทัศน์ดาว เทียมที่ คสช. และกองอำนวยการรักษาความสงบแห่งชาติ (กอ.รส.) ได้มีคำสั่งงดออกอากาศไว้ 14 สถานี ยังคงงดออกอากาศไว้ รวมทั้งวิทยุชุมชนยังคงระงับการกระจายเสียง ส่วนสถานีวิทยุนั้น สามารถถ่ายทอดสัญญาณออกอากาศได้ตามปกติ
สั่งเร่งแก้ ปชช. เดือดร้อน
รองโฆษกกองทัพบก กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา คสช. ได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการมาประชุม และชี้แจงให้ทราบโครงสร้างการบริหารงานใน 6 ฝ่าย และ 1 กองกำลังที่จะดูแลในเรื่องความสงบเรียบ ร้อย และในวันเดียวกันนี้ ในแต่ละส่วนของ 6 ฝ่าย จะประชุมหารือ โดยหัวหน้าฝ่ายแต่ละฝ่ายเป็นผู้ดูแลการประชุม เพื่อประชุมเร่งด่วนในเรื่องโครงการและงานต่าง ๆ ที่แต่ละฝ่ายจะต้องรีบผลักดัน โดยเฉพาะปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
คสช. ประกาศฉบับที่ 27
ถัดมาเวลา 15.00 น. พ.อ.วินธัย รองโฆษกกองทัพบก ได้อ่านประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 27/2557 เรื่อง การถ่ายทอดออกอากาศของสถานีวิทยุโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ระบบดิจิตอล และสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาตสัญญา หรือสัมปทานจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงาน อื่น ๆ ของรัฐ ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า เพื่อให้การเผยแพร่ข่าวสารไปสู่ประชาชนเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ และเป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือนอันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดจนส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งดังนี้
ทีวีออกอากาศได้ตามปกติ
1. ผู้ให้บริการโทรทัศน์ดังต่อไปนี้ ออกอากาศได้ตามปกติ ผ่านทางระบบการใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดิน ระบบผ่านดาวเทียม และเคเบิล (1.1) ผู้ให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ระบบอนาล็อกตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 23/2557 ลงวันที่ 23 พ.ค.2557 (1.2.) ผู้ให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ระบบดิจิตอล ซึ่งได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ ยกเว้นสถานีโทรทัศน์ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 15/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557
2. ผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกที่ได้รับอนุญาต ออกอากาศรายการได้ตามปกติผ่านทางโครงข่ายระบบผ่านดาวเทียม และเคเบิลแบบบอกรับสมาชิกเท่านั้น 3. การออกอากาศรายการประจำสถานี จะต้องงดเว้นการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร อันมีลักษณะต้องห้ามตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 14/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 และฉบับที่ 18/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 4. เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประกาศคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้ผู้ให้บริการโทรทัศน์ข้างต้นถ่ายทอดสัญญาณภาพ เสียง จากสถานีโทรทัศน์ของกองทัพบกโดยทันที
สั่งผู้ให้บริการรายงานตัว
5. ให้ผู้ให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ทั้งระบบอนาล็อกและดิจิตอล รวมถึงผู้ให้บริการโครงข่ายที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดิน โครงข่ายดาวเทียม และโครงข่ายเคเบิลที่ให้บริการระดับชาติมารายงานตัว ณ ห้องประชุมชั้น 2 สำนัก งานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 24 พ.ค. 2557 เวลา 16.00 น. ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 24 พ.ค. 2557 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
“บิ๊กอู๋” มอบนโยบายด่วน
ที่ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ตร. กล่าวว่า เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ เป็นประธานการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติฝ่ายกิจการพิเศษ ครั้งที่ 1/2557 เพื่อวางกรอบแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนราชการ หน่วยงานและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งในส่วนของสถานที่ปฏิบัติราชการฝ่ายกิจการพิเศษ แนวทางการกลั่นกรองงานเสนอรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ งานสำคัญเร่งด่วนในความรับผิดชอบของส่วนราชการ และหน่วยงานต่าง ๆ
แจง 28 หน่วยงานราชการ
สำหรับการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจาก 28 ส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ เข้า ร่วมประชุม อาทิ พล.ท.สุชาติ หนองบัว ผู้ ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายกำลังพล ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) สำนักราชเลขาธิการ (ร.ล.) สำนักพระราชวัง (พว.) สำนักนายกรัฐมนตรี (สนร.) สำนักงานฯ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา (สว.) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คก.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ราชบัณฑิตยสถาน (รถ.) กรมประชา สัมพันธ์ (กปส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำหรับในส่วนขององค์การมหาชน อาทิ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)
กปปส.จ่อมอบตัวดีเอสไอ
ด้าน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า หลังจากรายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้พิจารณาเรื่องการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส.ฐานกบฏ และข้อหาอื่นรวม 8 ข้อหา สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองแล้ว ดีเอสไอได้รับการประสานจากฝ่ายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ว่า แกนนำที่ถูกออกหมายจับและยังไม่ถูกจับกุมตัวจะทยอยเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนในสัปดาห์หน้า แต่ไม่ระบุว่ากลุ่มแรกจะเข้ามอบตัวจะมีจำนวนเท่าไหร่และเป็นใครบ้าง รวมทั้งยังไม่สามารถระบุสถานที่เข้ามอบตัวได้ แต่เบื้องต้นอาจนัดให้ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน ที่สำนักงานอัยการเพื่อความสะดวกในการดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและส่งฟ้องอัยการทันที
30 แกนนำต้องข้อหากบฏ
สำหรับแกนนำ กปปส. ที่ศาลอนุมัติหมาย จับมี 30 คน ประกอบด้วย 1.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย 2.นายชุมพล จุลใส 3.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 4.นายอิสสระ สมชัย 5.นายวิทยา แก้วภราดัย 6.นายถาวร เสนเนียม 7.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 8.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 9.นายนิติธร ล้ำเหลือ 10.นายอุทัย ยอดมณี 11.พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ 12.นายยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ 13.พ.ต.ท.สุภวัฒน์ สุปิยะพาณิชย์ 14.น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร 15.นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์
16.นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง 17.นายเสรี วงษ์มณฑา 18.นายกิตติศักดิ์ ปรกติ 19.นายถนอม อ่อนเกตุพล 20.พระสุวิทย์ ทองประเสริฐ (พระพุทธะอิสระ) 21.นายสาธิต เซกัล 22.นายคมสันต์ ทองสิริ 23.นายมั่นแม่น กะการดี 24.นายประกอบกิจ อินทร์ทอง 25.นายนัสเซอร์ ยีหมะ 26.นายพานสุวรรณ ณ แก้ว 27.น.ส.รังสิมา รอดรัศมี 28.นางทยา ทีปสุวรรณ 29.พล.อ.ท. วัชระ ฤทธาคนี และ 30.พล.ร.อ.เอกชัย สุวรรณภาพ ในจำนวนนี้มีบางรายเข้ามอบตัวและบางรายถูกจับกุมแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว ประกอบด้วย นายสมบัติ นายเจิมศักดิ์ นายเสรี และนายกิตติศักดิ์ เป็นต้น

ย้าย”อดุลย์”เข้าสำนักนายกฯ
เวลา 18.50 น. พ.อ.วินธัย ได้อ่านคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7 /2557 เรื่องการแต่งตั้งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่และรักษาราชการแทน ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า เพื่อให้การปฏิบัติงานส่วนราชการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมยิ่งขึ้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมี คำสั่งดังต่อไปนี้
1.ให้ พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ. ตร. มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปพลางก่อน โดยยังคงเป็นรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 6/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 และ2.ให้พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร.ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป “ธาริต-นิพัทธ์”ตามไปด้วย
จากนั้น พ.อ.วินธัย ได้อ่านคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 8/2557 เรื่องการแต่งตั้งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานส่วนราชการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมยิ่งขึ้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
1.ให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปพลางก่อน และ 2.ให้ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ รอง ผบ.ตร. มาปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอีกหน้าที่หนึ่ง โดยให้ได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปพลางก่อน ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
นอกจากนี้ พ.อ.วินธัย ได้อ่านคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 9/2557 เรื่องการแต่งตั้งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่และรักษาราชการแทน เพื่อให้การปฏิบัติงานส่วนราชการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมยิ่งขึ้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
1.ให้พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัด
กระทรวงกลาโหม มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปพลางก่อน และ 2.ให้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 24 พ.ค. 2557 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
สั่งโละสภาสูงเกลี้ยง
ต่อมา พ.อ.วินธัย ได้อ่านประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 30 /2557 เรื่องให้วุฒิสภาสิ้นสุดลง ตามที่ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11 /2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 ให้วุฒิสภาที่มีอยู่ ณ วันที่ประกาศดังกล่าว มีผลใช้บังคับยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปนั้น เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีประกาศดังต่อไปนี้
1. ให้วุฒิสภาที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับสิ้นสุดลง และ 2. ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติ ให้การดำเนินการเรื่องใดต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาให้เป็นอำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการให้ความเห็นชอบแทนรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาในเรื่องนั้น
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 24 พ.ค.2557 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
แม่น้องเกดตามหาลูกชาย
วันเดียวกัน เวลา 09.30 น. ที่หอประชุมกองทัพบกเทเวศร์ นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด หรือน้องเกด อัคฮาด อาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตที่วัดปทุมวนา ราม ในเหตุการณ์ทางการเมือง เมื่อปี 2553 ได้เดินทางมาทวงถามความชัดเจนเรื่องที่นาย ณัฐภัทร อัคฮาด ลูกชาย ถูกทหารควบคุมตัวไปจากบริเวณเวทีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่ถนนอุทยาน (อักษะ) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา และจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร รวมทั้งไม่ทราบสถานที่ควบคุมตัวลูก ชายว่าอยู่สถานที่แห่งใด
นางพะเยาว์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาขอความเป็นธรรมให้กับบุตรชาย เนื่องจากตั้งแต่ถูกควบคุมตัวไป ได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ เพียงแค่ครั้งเดียว ระหว่างลูกชายอยู่บนรถของทหาร โดยบอกว่ายังไม่รู้ว่าทหารจะนำตัวไปที่ไหนและปลอดภัยดี แต่หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อลูกชายได้อีกเลย และจนขณะนี้ยังไม่ทราบว่าถูกควบคุมตัวไปอยู่ที่ใด
ร้อง กสม. ช่วยตามหาลูก
นางพะเยาว์ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ได้ประสานขอความช่วยเหลือไปยัง นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และรับปากว่าจะประสานกับกองทัพให้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ จึงตัดสินใจเดินทางมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากต้องการทราบว่าลูกชายถูกควบคุมตัวไปในข้อหาอะไร และอยู่ที่ไหน เพื่อจะได้เดินทางไปเยี่ยม ทั้งนี้ หลังจากนางพะเยาว์ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่เสมียนเวร และแจ้งให้ทราบว่าไม่สามารถดำเนินการให้ได้ ทำให้นางพะเยาว์ จะเดินทางไปสอบถามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อหาคำตอบต่อไป
ถาม “บิ๊กตู่” ลูกชายไปไหน
ต่อมาที่อาคารกำลังเอก สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต นางพะเยาว์ มารดาน้องเกด ได้เดินทางมาทวงถามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงกรณีนายณัฐภัทร ลูกชาย ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไปจากเวที นปช. ถนนอักษะ โดยนางพะเยาว์ กล่าวว่า เดินทางมาทวงถาม พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ว่า ขณะนี้ลูกชายอยู่ที่ไหน หลังจาก ทหารพร้อมอาวุธครบมือ บุกมาควบคุมตัวไปพร้อมกับ นพ.เหวง โตจิราการ และนพ. ประแสง มงคลศิริ แกนนำ นปช. และจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมว่าทั้งหมดถูกควบคุมตัวไปที่ใด
“ในฐานะคนเป็นแม่ จึงรู้สึกเป็นห่วงเป็นอย่างมาก และอยากจะไปเยี่ยม ทั้งนี้อยากถามว่าลูกชายทำผิดอะไร เขาเพียงแค่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. และขึ้นเวทีปราศรัย เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยตามสิทธิในรัฐธรรมนูญเท่านั้น” นางพะเยาว์ กล่าว
แม่น้องเกดจ่อร้องศาล
จากนั้นได้มีสารวัตรทหารบก (สห.ทบ.) เชิญนางพะเยาว์ เข้าไปพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับรองโฆษกกองทัพบก ประมาณ 15 นาที ก่อนที่นางพะเยาว์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ทหารชี้แจงและอธิบายถึงขั้นตอนต่าง ๆ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าลูกชายถูกควบ คุมตัวไปไว้ที่ไหน โดยระบุเพียงว่า จะประสานติดต่อกลับมาอีกครั้งหลังจากได้ตรวจสอบความชัดเจนแล้ว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 26 พ.ค. ตนในฐานะประชาชนจะเดินทางไปพร้อมกับทนายความ นปช. เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอให้พิจารณาเรื่องคุ้มครองผู้ถูกควบคุมตัว และประชาชนที่ไม่ใช่แกนนำ นปช. ว่า มีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง
“อ๋อย-จาตุรนต์” ล่องหน
มีรายงานด้วยว่า หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศเรียกบุคคลเข้ารายงานตัว โดยมีทั้งอดีตรัฐมนตรี นักการเมือง แกนนำ กปปส. และแกนนำ นปช. ทยอยเดินทางเข้ารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง แต่กลับยังมีอดีตรัฐมนตรีบางคนที่ยืนยันว่าจะไม่เข้ามารายงานตัวตามประกาศเรียกของ คสช.ตามกำหนดระยะเวลา และหากขัดขืน จะมีการคาดโทษ และดำเนินคดีตามกฎหมายสำหรับบุคคลที่ไม่เข้ามารายงานตัว
ทั้งนี้ มีกระแสข่าวว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เดินทางเข้ามารายงานตัวกับ คสช. และได้ถูกทหารควบคุมตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น จากการสอบถามบุคคลใกล้ชิด และได้รับการยืนยันชัดเจนว่า นายจาตุรนต์ ยังไม่ได้ถูกควบคุมตัว และไม่ได้อยู่ในพื้นที่ กทม.แต่อย่างใด
“จารุพงศ์” กร้าวต้านกบฏ
นอกจากนี้ มีการส่งเอกสารลงลายมือชื่อนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีต รมว.มหาด ไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ถูกเรียกให้เข้ามารายงานตัว โดยเอกสารดังกล่าวเขียนด้วยลายมือชื่อในสมุดบันทึก ลงวันที่ 23 พ.ค. 2557 มีใจความว่า “เรียนพี่น้องผู้มีจิตสำนึก เสรีไทย ผมขอยืนยันว่า ผมไม่ยอมรับ ไม่ยอมก้มหัวให้ทหารที่ยึดอำนาจรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งมา ผมไม่ยอมไปร่วมประชุมกับพวกกบฏ ผมไม่ยอมไปรายงานตัวกับกบฏ เพราะผมเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีมหาด ไทยโดยประชาชนแต่งตั้งมา ผมตั้งใจต่อต้านกบฏทุกรูปแบบกับพลังประชาชนเสรีไทย ผมปลอดภัยดีหลบอยู่ในภาคอีสานครับ”
ขณะที่อดีตรัฐมนตรีที่มีข่าวว่าได้รับ การปล่อยตัวออกมาแล้วนั้น อาทิ นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯและรมช.เกษตรและสหกรณ์ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ ต่างพากันปิดเครื่องมือสื่อสาร และไม่สามารถติดต่อได้แต่อย่างใด
“ยุคล” เผยทหารดูแลดี
ด้าน นายยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตรองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังจากได้รับการปล่อยตัว เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า ไม่มีอะไร ไปรายงานตัวลงทะเบียน แล้วเจ้าหน้าที่ยึดโทรศัพท์ไว้ และทหารดูแล ดีมาก เตรียมอุปกรณ์เครื่องนอนมาให้พร้อม รวมถึงสอบถามตลอดว่ามีปัญหาอะไรให้ช่วยหรือไม่ พร้อมขอโทษที่ต้องกักตัวไว้ ขณะนี้ พักผ่อนอยู่ที่บ้านพัก โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารมาควบคุม
“อี้” ร่วมต้านรัฐประหาร
ขณะที่ นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีต ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวต่อต้านการรัฐประหาร แต่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชา ธิปัตย์ เนื่องจากไม่เคยเห็นด้วยกับการทำรัฐประหารมาตั้งแต่ปี 2535 เพราะเห็นว่าไม่ใช่ทางแก้หรือทางออก และการที่ทหารออกมาประกาศใช้กฎอัยการศึก เพื่อควบคุมสถาน การณ์ของผู้ชุมนุมหรือการเคลื่อนไหวเพื่อรองรับสถานการณ์ใด ๆ น่าจะเพียงพอแล้ว แต่เมื่อทหารประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศไทยไปแล้ว จึงมีทางออกเดียวคือทหารต้องคืนประชาธิปไตยให้ประเทศโดยเร็วที่สุด พร้อมขอเรียกร้องว่า หากดำเนินคดีใด ๆ ในช่วงรัฐประหารจะต้องเป็นไปด้วยความยุติธรรม
ทั้งนี้ นายแทนคุณ ยอมรับด้วยว่ามีผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์โทรศัพท์มาพูดคุยสอบถามเหตุผล พร้อมขอให้รอดูสถานการณ์การแก้ไขปัญหาของทหาร แต่ตนยืนยันไปว่า ทำตามทัศนคติส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค
ต้านรัฐประหารที่เมเจอร์
อีกด้านหนึ่ง เวลา 11.00 น. วันเดียว กัน ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน กลุ่มต่อต้านรัฐประหาร กว่า 100 คน นัดรวมตัวแสดงจุดยืนต่อต้านการรัฐ ประหาร พร้อมถือป้ายข้อความ “เอารัฐประหาร กลับเข้ากรมเอาอำนาจประชาชนคืนมา” จนเกิดการประจันหน้ากันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร และมวลชนที่พยายามส่งเสียงโห่ไล่ ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียด เนื่องจากผู้ชุมนุม ไม่พอใจเจ้าหน้าที่ทหาร และพยายามส่งเสียงไล่ให้ทหารออกไป โดยมีกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน 2 กองร้อย และกำลังทหาร 1 กองร้อย คอยควบคุมดูแลความสงบ
ย้ายไปที่อนุสาวรีย์ชัยฯ
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ระหว่างนั้นมีหญิงสาว 1 คน ชูป้ายวีเลิฟอาร์มี่ (We’re love army.) พร้อมคล้องสายธงชาติที่คอ เดินทางมาให้กำลังใจทหาร จนเกิดการกระทบกระทั่งกับกลุ่มต่อต้านรัฐประหารเล็กน้อย ก่อนมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารควบคุมตัวออกไป จากนั้นตำรวจได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้ยุติการชุมนุม และเดินทางกลับบ้าน หลังจากได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์แล้ว เนื่องจาก ผิดกฎอัยการศึก เพราะการชุมนุมดังกล่าวผิดกฎหมาย แต่หากยังไม่ยอมยุติเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องจับกุมตัว หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินเท้าออกจากหน้าห้างเมเจอร์รัชโยธิน เพื่อไปรวมตัวชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ปะทะตร.-ทหารเล็กน้อย
จนกระทั่งเวลา 15.30 น. ที่หน้า สน. บางซื่อ กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านรัฐประหาร เดินเท้ามาจากบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า เมเจอร์รัชโยธิน เพื่อมุ่งหน้าไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยกำลังตำรวจทหารถือโล่และอาวุธครบมือ ตั้งแนวป้องกันไม่ให้เคลื่อนขบวนไป จนเกิดการปะทะ และด่าทอกันเล็กน้อย จนทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมต้องถอยร่นไปที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย เพื่อขึ้นรถไฟฟ้าเดินทางไปที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ขณะที่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมาสมทบกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อจุดเทียนแสดงพลัง พร้อมถือป้ายขับไล่คณะรัฐประหาร พร้อมส่งเสียงตะโกนขับไล่เจ้าหน้าที่ทหารให้ถอยร่นออกไป โดยในเบื้องต้นได้มีการนัดหมายว่าจะชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในเวลา 13.00 น.ของทุกวัน ก่อนสลายตัวไป
จับ 5 แกนนำที่สกายวอล์ก
ส่วนที่บริเวณสกายวอล์ก สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ มีกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐประหารประมาณ 50 คน เดินทางมารวมตัว เพื่อจุดเทียนแสดงพลังต่อต้านรัฐประหาร โดยมีกำลังทหาร 5 กองร้อย พร้อมกำลังตำรวจ บก.น.6 จำนวน 1 กองร้อย นำกำลังเข้ามา ดูแลความสงบเรียบร้อย ระหว่างนั้นมีกลุ่มคนสนับสนุนทหารเดินขึ้นมาบนสกายวอล์กพร้อมห้อยนกหวีดและธงชาติที่คอออกมาโบกมือให้กับกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร จนเกิดการกระทบกระทั่งกันทั้งสองฝ่าย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรีบแยกออกจากกัน พร้อมผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุม ให้ออกไปจากบริเวณดังกล่าว โดยมีกำลังทหารตรึงพื้นที่ไม่ให้เข้ามาชุมนุม
นอกจากนี้ ทหารได้จับแกนนำต่อต้านรัฐประหาร 5 คน นำตัวขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหาจอดอยู่ที่บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพ มหานคร ก่อนนำไปขึ้นรถตู้ขับออกไปทันที โดยไม่ทราบว่านำตัวไปยังสถานที่แห่งใด
กำลังใจ-คัดค้าน “คสช.”
ขณะที่ในหลายพื้นที่ อาทิ จ.เชียงใหม่ จ.ขอนแก่น และ จ.ปทุมธานี เริ่มมีกลุ่มประชาชน นักศึกษา ออกมารวมตัวถือป้ายต่อต้านการรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง โดยมีทหารนำกำลังเข้าประจำจุดต่าง ๆ ที่มีการชุมนุมโดยไม่มีเหตุรุนแรง ขณะเดียวกันในอีกหลายจังหวัด อาทิ ขอนแก่น นครราชสีมา และสุรินทร์ เป็นต้น มีประชาชนนำข้าวของอาหารน้ำดื่ม ออกมามอบให้เหล่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้กำลังใจ และขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ส่วนที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 อ.เมืองหนองคาย เริ่มผ่อนคลายบริการประชาชนโดยใช้หนังสือผ่านแดนชั่วคราวได้แต่ยังตรวจเข้มคนเข้า-ออกประเทศ โดยมีทหารพันปืนใหญ่ 13 ค่ายยุทธศิลป์ อุดรธานี 1 กองร้อย และ ตชด.24 อีก 1 กองร้อย ตรวจเข้มบุคคลเข้า-ออก
ทลายแหล่งซ่องสุมเสื้อแดง
วันเดียวกัน เวลา 10.40 น. พล.ต.ธวัช สุกปลั่ง รองแม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะรอง ผบ. กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพ ภาคที่ 2 แถลงจับกุมแกนนำกลุ่มผู้ไม่หวังดี เตรียมก่อเหตุในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ผู้ต้องหาเป็นชาย 22 คน หญิง 1 คน รวม 23 คน โดยสามารถจับกุมไว้ได้ภายในชลพฤกษ์ อพาร์ตเมนต์ ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น จากนั้นควบคุมตัวไปไว้ที่กองบังคับการกรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชชัย จ.ขอนแก่น เพื่อสืบสวนสอบสวนขยายผลดำเนินคดีต่อไป
ตะลึงยึดของกลางเพียบ
ทั้งนี้ จากการตรวจค้นห้องพักสามารถยึดของกลางไว้ได้จำนวนมาก อาทิ บัตรประจำตัว นปช.แดงทั้งแผ่นดิน 2 ใบ โทรศัพท์มือถือ 25 เครื่อง ระเบิดขว้าง 3 ลูก ระเบิดควัน 1 ลูก มีดปลายปืน 2 เล่ม มีดสปาต้า 1 เล่ม กระสุนปืน ขนาด 9 มม.และ 11 มม.รวม 356 นัด ถังแก๊ส 2 ใบ วิทยุสื่อสาร กล้องส่องทางไกล กุญแจมือ เสื้อเกราะ ผ้าพันคอสีแดง 300 ผืน เสื้อยืดขาว 100 ตัว ป้ายไวนิลสีแดง 3 ผืน เอกสารแผนภูมิวางระเบิดภาคใต้ แผนผังวงจรระเบิดในเขตพื้นที่ จ.ขอนแก่น รูปถ่ายชายฉกรรจ์ประมาณ 10 คน ฝึกอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) รูปถ่ายชายฉกรรจ์แต่ละคนโพสต์ท่าถ่ายรูปในสถานที่ฝึกในป่าแห่งหนึ่งในภาคอีสาน และรถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ รวม 10 คัน
ปูดขอนแก่นโมเดลป่วน
พล.ต.ธวัช เปิดเผยด้วยว่า ทั้งหมดเป็นกลุ่มผู้ไม่หวังดีจะออกปฏิบัติการในลักษณะกวนเมือง ใน จ.ขอนแก่น ภายใต้ชื่อขอนแก่นโมเดล โดยจะใช้วิธีก่อกวนในตัวเมืองขอนแก่น เพื่อให้เกิดการจลาจล จึงวางแผนเข้าจับกุมไว้ได้ ทั้งนี้ทราบแน่ชัดแล้วว่าเป็นกลุ่มใด มีป้ายแขวนคอ ผ้าพันคอ และเอกสารสำคัญของกลุ่มเตรียมใช้ปฏิบัติการในพื้นที่ จ.ขอนแก่น มีทั้งเอกสารเปิดเผยได้และเปิดเผยไม่ได้ ส่อให้เห็นว่าบ้านเมืองมีกลุ่มไม่หวังดีคิดสร้างความปั่นป่วนตลอดเวลา หากขยายผลเชื่อมโยงถึงกลุ่มใด ผู้ใดจะต้องจับกุมโดยเด็ดขาดทันที โดยตามรายงานยังทราบด้วยว่านอกจากจ.ขอนแก่นแล้ว ยังมี จ.อุดรธานี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ และอยู่ระหว่างสืบสวนจับกุม
สั่งปลดธงแดงไม่แบ่งฝ่าย
ส่วนที่ จ.เชียงใหม่ พล.ต.ศรายุธ รังษี ผบ.มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ ได้เรียกตัวนายอำเภอทุกอำเภอ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5 และผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรทุกสถานี ใน จ.เชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมสร้างความเข้าใจ และชี้แจงเหตุผล
นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ทุกฝ่ายเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชน และแกนนำ ต่าง ๆ ให้ปฏิบัติตามกฎอัยการศึกโดยเคร่งครัด และเน้นย้ำขอความร่วมมือประชาชน ในการปลดธงสีแดงหรือธงสัญลักษณ์ทางการเมือง ต่าง ๆ ที่ติดตามบ้านออกให้หมด เพื่อความเรียบร้อยของบ้านเมือง ป้องกันประชาชนไม่ให้แตกแยกออกเป็นฝักฝ่าย
ปิดชายแดนบึงกาฬถาวร
ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวร บึงกาฬ (ท่าเรือ-ท่าแพ) จ.บึงกาฬ ได้มีคำสั่งห้ามคนไทยเดินทางออกนอกประเทศทุกกรณี แต่สามารถเดินทางกลับเข้ามาได้ ขณะที่ชาวต่างชาติห้ามเดินทางเข้าไทย ยกเว้นในกรณีจำเป็นเช่นเจ็บป่วย โดยให้เจ้าหน้าที่ทหารพิจารณาเป็นราย ๆ ไป พร้อมให้ลงชื่อไว้ในใบ ตม.6 ด้วย
ขณะที่ด่านผ่อนปรนอีก 2 จุด คือ อ.ปากคาด และ อ.บุ่งคล้า สั่งปิดถาวรจนกว่าจะได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการ ขณะที่ชาวลาวในประเทศไทย ต่างพากันหวั่นเกรงต่อสถานการณ์ในประเทศไทยจะบานปลายออกไป จึงรีบเดินทางออกนอกประเทศไทยเป็นจำนวนมาก
เขมรเร่งกักตุนสินค้าไทย
ที่ จ.จันทบุรี นายสมบัติ จึงตระกูล อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวไทย-กัมพูชา เปิดเผยว่า หลังประเทศไทยประกาศเคอร์ฟิว บริเวณทางเข้าสู่พรมแดนกัมพูชา ใน อ.สอยดาว และ อ.โป่ง น้ำร้อน เจ้าหน้าที่ทหารตั้งด่านตรวจรถทุกชนิด และบุคคลที่ผ่านเข้ามายังบริเวณพรมแดน โดยเน้นบุคคลตามประกาศของ คสช. ที่ยังไม่ไปรายงานตัว
ขณะเดียวกัน การค้าบริเวณชายแดน ยังคงคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากมีชาวกัมพูชา พากันข้ามมาซื้อสินค้าไทยมากกว่าปกติ ในลักษณะกักตุนกลับไปยังกัมพูชา เพราะวิตกกับสถานการณ์ในประเทศไทย เนื่องจากเกรงจะ มีการปิดด่าน จนไม่สามารถเข้ามาซื้อสินค้าได้ตามปกติ ทำให้ในวันนี้มียอดเงินหมุนเวียนแล้วกว่า 10 ล้านบาท
โต้ยูเอ็นไม่รู้จักเผด็จการ
ด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ส.ส.นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” สรุปว่าความชั่วร้ายครั้งสุดท้ายของรัฐบาลชุดที่แล้ว คือ การให้การ์ด นปช. ซึ่งเป็นคนของฝ่ายรัฐบาล ขนอาวุธสงครามเข้ามาใน กทม.จำนวนมาก โดยที่ตำรวจไม่ได้ทำอะไร และหากจับไม่ได้คงเกิดสงครามกลางเมือง ผู้บริสุทธิ์คงบาดเจ็บล้มตาย การสนับสนุนให้คนของรัฐบาล สังหารผู้บริสุทธิ์นั้นสหรัฐอเมริกา หรือสหประชาชาติ คงไม่ทราบ เพราะรู้เพียงว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง ฉะนั้นรัฐบาลที่คิดจะฆ่าประชาชนที่เห็นต่างจึงไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปไตย แต่เป็นเผด็จการทรราช
แจงปิดเว็บขัดคำสั่งกอ.สร.
ขณะที่ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา การประชุมร่วมกันระหว่างคสช.กับผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล มีรายงานว่า คสช.อนุญาตให้ทีวีดิจิตอล และทีวีดาวเทียมออกอากาศได้ตามปกติ ยกเว้น 14 ช่องที่ยังระงับการออกอากาศตามประกาศ คสช. รวมถึงวิทยุชุมชนยังระงับการออกอากาศเช่นกันนั้น
ด้าน นายสุรชัย ศรีสารคาม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. 2557 ได้เชิญกระทรวงไอซีที และหน่วยงานในสังกัดทุกกระทรวงเข้าร่วมหารือ โดยกระทรวงไอซีทีได้รับมอบหมายภารกิจจาก กอ.รส. ให้ดำเนินการตามคำสั่งที่ 8/2557 เรื่องขอความร่วมมือจากสื่อสังคมออนไลน์อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.กฎอัยการศึก ให้กระทรวงไอซีที รีบแจ้งเว็บไซต์ที่เผยแพร่เนื้อหาที่อาจขัดต่อการดำเนินการของ กอ.รส. โดยเฉพาะการเสนอเนื้อหาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
นายสุรชัย กล่าวด้วยว่า กระทรวงไอซีที ใช้ศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางในการรับเรื่องร้องเรียนและประสานงานกับทุกฝ่าย เพื่อดำเนินการปิดเว็บไซต์ที่ขัดต่อคำสั่งของ กอ.สร.โดยขณะนี้ได้ยุติการเผยแพร่ยูอาร์แอล ไปแล้วกว่า 100 ยูอาร์แอล นับจากวันที่ กอ.รส.มีคำสั่ง ทั้งนี้ หลังจากที่กระทรวงไอซีทีได้จัดตั้งศูนย์ขึ้นมาตรวจสอบเว็บไซต์ ตั้งแต่ 5 ธันวาคม 2554 จนถึงปัจจุบันสามารถปิดยูอาร์แอลไปแล้วทั้งสิ้น 22,599 ยูอาร์แอล
คสช. หารือตัวแทนทีวี
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เชิญผู้ประกอบการฟรีทีวีอนาล็อก 6 ช่องเดิม ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ระบบภาคพื้นดิน รวมถึงผู้ให้บริการโครงข่ายที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดิน โครงข่ายดาวเทียม และโครงข่ายเคเบิลระดับชาติเข้าร่วมหารือเพื่อทำความเข้าใจตามประกาศของ คสช.
กำชับห้ามแสดงตัววิ่ง
พล.ต.สุชาติ ผ่องพุฒิ รองเจ้ากรมการทหารสื่อสาร หัวหน้าคณะทำงานติดตามสื่อ คสช. เปิดเผยว่า มีความเป็นห่วงเรื่องการนำเสนอเนื้อหาความมั่นคงของช่องรายการ จึงต้องมีการควบคุมการนำเสนอ โดยการออกอากาศต้องงดเว้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะต้องห้ามตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 14 และฉบับที่ 18 ในขณะเดียวกันห้ามมีการแสดงตัววิ่งข้อความด้านล่างจอทีวี ห้ามดำเนินการ ให้ส่งเอสเอ็มเอสแสดงความคิดเห็นเข้ามายังรายการ และแม้กระทั่งการโฟนอินวิจารณ์ ต่าง ๆ โดยขอให้เน้นหนักในการควบคุมผู้จัดรายการต่าง ๆ ให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์
ทั้งนี้ เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับประกาศคำสั่งของ คสช. ให้ผู้ประกอบการทีวีถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียงจากสถานีกองทัพบกทันที ส่วนการหารือทาง คสช. จะนำข้อมูลผลกระทบของผู้ประกอบการทีวีไปพิจารณา พร้อมจะดำเนินการมอนิเตอร์เนื้อหาที่ทางสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ เสนอและพิจารณาตามขั้นตอนของ คสช.ต่อไป
สำหรับประชาชนสามารถรับชมช่องรายการระบบอนาล็อกเดิม ได้แก่ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และช่องไทยพีบีเอส รวมถึงช่องรายการดิจิตอล 23 ช่อง ยกเว้น ช่องวอยซ์ ทีวี ทั้งในระบบภาคพื้นดิน ระบบโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิล ส่วนการรับชมผ่านกล่องทีวีแบบบอกรับสมาชิก (เพย์ทีวี) อาทิ ทรูวิชั่นส์ ซีทีเอช จีเอ็มเอ็ม แซด เคมาสเตอร์ ทีโอที เจริญเคเบิล กล่องเอ็มเอสเอส และกล่องดีทีวี ที่สามารถรับชมได้แล้ว 274 ช่องเช่นกัน
สื่อร้อง คสช. ทบทวนคำสั่ง
ขณะเดียวกัน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้มีจดหมายเปิดผนึกถึงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อขอให้ทบทวนคำสั่งที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน
ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และหน.คสช. ได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เรื่องการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ และมีประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 นั้น ได้ทำให้เกิดประเด็นที่หลายฝ่ายวิตกกังวลและห่วงใย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองและรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชน และมีประกาศของ คสช.หลายฉบับที่สั่งให้ปิดและปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน รวมถึงขอให้ระงับการถ่ายทอดออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิล โทรทัศน์ระบบดิจิตอล และสถานีวิทยุต่าง ๆ นั้น แม้ว่าอนุญาตให้ออกอากาศในภายหลัง แต่ยังควบ คุมและกำกับอยู่อย่างเข้มงวด จึงมีข้อเสนอแนะ และข้อเรียกร้องต่อ คสช. และเพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อมวลชน ดังต่อไปนี้
1.ขอเรียกร้องให้ คสช. ทบทวนประกาศที่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกฉบับโดยเร่งด่วน เพื่อให้สื่อมวลชนทุกแขนงกลับมาทำหน้าที่ได้ตามปกติ ทั้งนี้ คสช.อาจมอบหมายให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่กำกับดูแลสื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ โทรทัศน์ โดยองค์กรวิชาชีพสื่อเห็นว่าการขอความร่วมมือให้สื่อมวลชนทุกแขนงทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อประเทศน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
นอกจากนี้ คสช. ควรประกาศเจตนา รมณ์ที่ชัดเจนว่า จะสนับสนุนและไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกแขนงให้สามารถใช้เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นจากข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ถูกต้องครบถ้วนและรอบด้าน การแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนโดยรวม และได้รับการยอมรับในสายตาของนานาชาติ
2.ขอเรียกร้องให้ คสช. ดำเนินการจัดให้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่โดยเร็ว โดยต้องมีบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองและรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน ทั้งนี้ ให้มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะในมาตรา 45, 46 และมาตรา 47
3.สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกองค์กรและทุกคน จะต้องทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญและต้องร่วมกันนำประเทศออกจากวิกฤติให้ได้ และร่วมเปิดพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศในทุก ๆ ด้านเกิดขึ้นจริงตามเจตจำนงของสังคม และต้องตระหนักถึงคุณค่าของเสรีภาพบนความรับผิดชอบ เพราะการปิดกั้นเสรีภาพสื่อเกินความจำเป็นของ คสช.ในครั้งนี้ ได้สร้างความกังวลและไม่สบายใจแก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกคน
ขณะเดียวกัน ในสถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้ สื่อมวลชนทุกแขนงต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูงในการปฏิบัติงาน เพื่อจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตลอดจนทำงานด้วยความรับผิดชอบ และยึดมั่นในหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพโดยเคร่งครัด
ล็อก “โอ๊ค” คาสนามบิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในกระแสโซเชียลมีเดียมีการเผยแพร่รูปนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมอาวุธครบมือควบคุมตัว ในสภาพแต่งกายเสื้อคอโปโลสีชมพู กางเกงขาสามส่วน สวมรองเท้าแตะ สะพายกระเป๋าสัมภาระ 1 ใบ สภาพใบหน้ามีความวิตกกังวล
ทั้งนี้ ในโซเชียลมีเดีย มีการระบุว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้นำนายพานทองแท้ ขึ้นเครื่องบิน มาลงที่สนามบินดอนเมือง หลังจากนั้นได้นำตัวไปสอบสวนในค่ายทหารแห่งหนึ่ง ทั้งนี้นายพานทองแท้ เป็นบุคคล ที่ถูกคณะ คสช. มีคำสั่งให้มารายงานตัว
อย่างไรก็ดี ผู้ใกล้ชิดได้ยืนยันแล้วว่า นายพานทองแท้ถูกควบคุมตัวจริง
“บิ๊กแจ๊ด”ปัดสละเก้าอี้น.1
ขณะที่ตลอดช่วงทั้งวันที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ได้ตัดสินใจลาออกจากราชการ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ และได้รับการเปิดเผยถึงกระแสข่าวการลาออกจากราชการ โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พร้อมเปิดเผยด้วยว่า อย่าเพิ่งไปเชื่อกระแสข่าวลือมาก พร้อมฝากขอให้รอติดตามสถานการณ์หลังจากนี้ก่อน และหากตัดสินใจลาออกจากราชการจริง จะแถลงข่าวที่กองบัญชาการนครบาล (บช.น.) ให้ทราบอย่างแน่นอน
ระงับเงิน”อ๋อย-จารุพงศ์”
นอกจากนี้ คณะความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งฉบับที่ 10/2557 ห้ามทำธุรกรรมของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.มหาดไทย กับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ เนื่องจากทั้งสองคนฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ไม่เข้ารายงานตัวตามวันเวลาที่กำหนด นอกจาก นี้คสช.ยังห้ามไม่ให้บุคคลหรือสถาบันการเงิน ธนาคาร นิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้โอนเงิน ทางอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยเหลือหรือสนับสนุนด้านการเงินให้กับนายจารุพงศ์และนายจาตุรนต์ พร้อมกันนี้ มีคำสั่งให้สถาบันการเงินและนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจการเงินการธนาคาร แจ้งและส่งข้อมูลการทำธุรกรรมของบุคคลทั้ง 2 คนที่กระทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2557- 24 พ.ค. 2557
สั่งเด้ง”ทวี”สลับ”ภาณุ”
ขณะเดียวกัน คสช. ได้มีคำสั่งที่ 11/2557 ย้าย พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต.ให้ไปสำนักนายกรัฐมนตรี และให้นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นเลขาฯ ศอ.บต. อีก 1 ตำแหน่ง โดยให้รับเงินเดือนสังกัดเดิมไปพลางก่อน ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 24 พ.ค. 2557 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ขณะที่ คำสั่งที่ 12/2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม มีเนื้อหาว่าเพื่อให้การรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้นายไพวงษ์ เตชะณรงค์ มารายงานตัว ณ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ ในวันที่ 25 พ.ค. 2557 ระหว่างเวลา 11.00-11.30 น.
“อุ๊งอิ๊ง” ยัน “โอ๊ค”ไม่โดนจับ
เวลา 22.03 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊ง” บุตรสาวคนเล็กของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โพสต์ข้อความลงในอินสตาแกรม @ingshin21 ยืนยันว่านายพานทองแท้ ไม่ได้โดนเจ้าหน้าที่ทหารจับกุมตัว และปลอดภัยดี โดยข้อความระบุว่า “พี่โอ๊คไม่ได้โดนรวบตัวนะคะ ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงและให้กำลังใจครอบครัวเราค่ะ”
เด้งตร.สาย”แม้ว”กราวรูด
ต่อมา พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ รักษาการแทน ผบ.ตร. มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 256/2557 ให้นายตำรวจรายชื่อดังต่อไปนี้ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายดังนี้ 1.พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. 2.พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 3.พล.ต.ท. กวี สุภานันท์ ผบช.ภ.2 4.พล.ต.ท.อนุชัย เล็กบำรุง ผบช.ภ.4 5.พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5 6.พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 7.พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.สตม. 8.พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผบช.ส.
“จักรทิพย์”คุมนครบาล
นอกจากนี้มีคำสั่งที่ 257/2557 ให้นายตำรวจดังต่อไปนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ และรักษาราชการแทน ดังนี้ 1.พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบช.น. 2.พล.ต.ท.วันชัย ถนัดกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบช.ภ.5 3.พล.ต.ท.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ผบช.สำนักงบประมาณ และการเงิน รักษาราชการแทน ผบช.ภ.4 4.พล.ต.ท.สมบูรณ์ ฮวยบางยาง จเรตำรวจ (สบ 8) รักษาราชการ ผบช.ภ.7 5.พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี จเรตำรวจ (สบ 8) รักษาราชการแทน ผบช.สตม. 6.พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบช.ก. รักษาราชการแทน ผบช.ภ.1 7.พล.ต.ต.สานิตย์ มหถาวร รอง ผบช.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ รักษาราชการแทน ผบช.ภ.2 และ 8.พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร รอง จเรตำรวจ (สบ 7) รักษาราชการแทน ผบช.ส.
สั่ง ณ วันที่ 24 พ.ค. 2557 และมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป.

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ทั่วไป และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร