เริ่มต้นที่…ปฏิรูปความหวัง’เดชรัตน์ สุขกำเนิด’

Untitled2กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557
เรื่อง : ชุติมา ซุ้นเจริญ
“ประชาชนต้องมีความหวัง แต่อย่าฝากความหวัง” น้ำเสียงเรียบๆ ของ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เอ่ยขึ้นระหว่างการพูดคุยถึงการทำงานในนามเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป (Reform Now Network) ที่ดูเหมือนกำลังอยู่ในภาวะชะงักงัน
สำหรับคนที่ติดตามข่าวเรื่องการปฏิรูป สนใจประเด็นพลังงานทางเลือก และอาจจะเคยร่วมลงชื่อทวงคืนพิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพมหานคร คงคุ้นชื่อของนักวิชาการท่านนี้ บทบาทนอกรั้วมหาวิทยาลัย อาจารย์เดชรัตน์ยัง สวมหมวกอีกหลายใบ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครมูลนิธิ นโยบายสุขภาวะ ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของให้กับเกษตรกรในชนบท รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐต่างๆ หรือการเป็นครูใหญ่ ‘บ้านต้นคิด’ โครงการส่วนตัวที่เปิดบ้านให้เป็นจุดเรียนรู้ของครอบครัวเกี่ยวกับ วิถีชีวิตชุมชน
แต่ที่กำลัง ‘อิน’ ล่าสุดเห็นจะเป็นสื่อสังคมออนไลน์ อย่าง ‘เฟซบุ๊ค’ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าตอนนี้ตั้งใจมากขึ้น ที่จะใช้ช่องทางนี้สื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ส่วน การขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูป แน่นอนยังเป็นภารกิจท้าทายในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
อาจารย์เข้ามามีส่วนในการทำงานเรื่องการปฏิรูปตั้งแต่เมื่อไหร่
ตอนปี 2553-54 ผมเป็นเลขานุการคณะกรรมการปฏิรูป ชุดที่มีคุณอานันท์ปันยารชุน เป็นประธาน ผมก็อยู่ในกระบวนการที่ต้องดูแลทุกด้านต้องติดตามเรื่อง หลังจากนั้นก็มีข้อเสนอไปถึงรัฐบาลชุดคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีข้อเสนอไปถึงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง แล้วก็พรรคการเมืองต่างๆ แต่ว่าหลังจากปี 54 เป็นต้นมาก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความคืบหน้าอะไร จนเกิดกรณี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็เลยมีการพูดถึงเรื่องการปฏิรูปขึ้นมาอีก แต่ว่าไม่ได้มีการลงรายละเอียดมากนัก จนมีเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปก็เลยมีการจัดพูด คุยในประเด็นย่อยๆ ลงไป ซึ่งผมไปมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าการปฏิรูปเนี่ยถ้าจะให้มันสัมฤทธิผลควรจะต้องดำเนินการอะไรบ้าง เราขาดอะไรไปบ้างในช่วงที่ผ่านมา
เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปเป็นใครและที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง
เป็นกลุ่มคนที่เคยทำงานปฏิรูปหลายๆ ด้าน นอกเหนือจากส่วนของผมคือทางด้านคณะกรรมการปฏิรูป ก็ยังมีคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปชุดที่คุณหมอประเวศเป็นประธาน แล้วก็มีกลุ่มเครือข่ายภาคองค์กรธุรกิจที่ทำเกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชัน มีคณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งมารวมกันเป็นเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป เมื่อต้นปีนี้เอง มีปลัดกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ เป็นผู้ประสานงาน
เริ่มในช่วงเดียวกับที่ กปปส. ชุมนุม?
ครับ ใช่ครับ คือตอนนั้นมันมีคำถามมาว่าจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูป เสร็จแล้วก็มีการพูดถึง 2 เอา 2 ไม่เอา เครือข่ายนี้ก็เลยใช้คำว่าเดินหน้าปฏิรูป คือจะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง ก็ต้องเดินหน้าปฏิรูป
คือเรามุ่งหวังที่จะนำเอาประเด็นเรื่องการปฏิรูปมาเป็นประเด็นที่เกิดความเข้าใจกันในหมู่สาธารณะ และนำไปสู่การผลักดันในเชิงนโยบายจริงๆ ซึ่ง ณ ขณะนั้นก็ไม่รู้ว่าคำว่า “ผลักดัน” จะไปในช่องทางไหนนะครับ แต่ก็ตั้งใจใช้คำว่า Reform Now ซึ่งแปลว่าต้องทำทันที อันไหนก็แล้วแต่ แต่ในขณะนั้นเรามองว่าการได้มีโอกาสได้เข้ามาพูดคุยกับสังคมในเรื่องนี้ที่ผ่านมามันไม่มาก พอดีในช่วงเวลานั้นมีกระแสเรื่องการปฏิรูป ก็เลยคิดว่าอย่างน้อยต้องทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน ก่อนที่จะรู้ว่าช่องทาง ปฏิรูปจะไปในช่องทางไหน
จริงๆ ก็มีความพยายามในการเจรจาทั้งสองฝ่ายอยู่เหมือนกันว่า ณ ตอนนั้น จะมีกระบวนการแก้ไขข้อขัดแย้งช่องทางไหนบ้างที่จะเปลี่ยนผ่านจากการเลือกตั้งหรือไม่เอาเลือกตั้ง ไปสู่การมีรัฐบาลใหม่ เป็นรัฐบาลเพื่อการปฏิรูป แต่ว่าสุดท้ายข้อเสนอนั้นก็ไม่ได้ถูกเลือกจากทั้งสองฝ่าย
ในส่วนของข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปตอนนั้นได้ข้อสรุปอะไรบ้าง
ยังไม่ถึงกับได้ข้อสรุปอะไร เริ่มมีการพูดคุยแบบแตกทีละประเด็น เช่น เรื่องเกษตรจะเอาอย่างไร เรื่องการศึกษาเป็นอย่างไรกันบ้าง การกระจายอำนาจเป็นอย่างไร แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรจะเอาอย่างไร เพราะถึงแม้ว่าเราจะต้องการให้ปฏิรูปทันที แต่ก็คิดว่าความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญ เราก็ไปทำความเข้าใจในแต่ละเรื่องในแต่ละภาคก่อน เรียกว่าเพิ่งเริ่มๆ แล้วก็มีการรัฐประหารก่อน
เท่าที่อาจารย์ได้ทำข้อมูลมาคิดว่าเรื่องไหนควรจะปฏิรูปเป็นลำดับแรกๆ คะ
ยากนะครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันหมด อยู่ที่ว่าเรามองจากมิติไหน ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่ดิน หรือเรื่องเกษตร จะเรื่องไหนก่อนก็ได้ แต่จริงๆ แล้วมันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน เศรษฐกิจก็เหมือนกัน เพราะว่าเรามีปัญหาเรื่องการเกษตร มีปัญหาเรื่องการกระจุกตัวของที่ดิน ปัญหาเรื่องทางเศรษฐกิจก็เลยเกิด เรื่องการศึกษาก็ยังสัมพันธ์กับเรื่องเศรษฐกิจ เพราะว่าคนกลุ่มที่รวยที่สุด 25 เปอร์เซ็นต์ แรก ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์แต่คนที่จนที่สุด 25 เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นมันถึงสัมพันธ์กันไปหมดนะครับ ก็เลยคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องไหนที่สำคัญที่สุด แต่ถ้าย้อนกลับไปในชุดของท่านอานันท์ก็มองว่ามีบางประเด็นที่ถึงจะไม่ใช่สำคัญที่สุดแต่เป็นจิ๊กซอว์แรก นั่นคือ การปรับโครงสร้างอำนาจให้มีการกระจาย ลงไปสู่แต่ละพื้นที่ ให้ชุมชนให้ท้องถิ่นให้จังหวัดปกครองตนเอง ดูแลตนเองในสิ่งที่เขาทำได้ ก็เปลี่ยนรูปแบบการกระจาย งบประมาณ เพราะว่าบ้านเราจะเป็นลักษณะที่ถ้าที่ไหนเจริญจะได้งบเยอะ อย่างกรุงเทพฯ จะได้งบเยอะ เชียงใหม่ได้งบเยอะ เราก็เปลี่ยนรูปแบบให้มีการกระจายลงไปสู่พื้นที่ที่ด้อยโอกาส เพราะฉะนั้นคือไม่ใช่สำคัญที่สุด แต่ชุดคณะกรรมการปฏิรูปมองว่ามันเป็นจิ๊กซอว์แรก คือถ้าเราทำจิ๊กซอว์นี้ได้อันอื่นๆ จะเริ่มต่อได้ง่ายขึ้น
แต่การกระจายอำนาจซึ่งก็คือการปฏิรูปทางการเมือง รวมถึงการปฏิรูปที่ดิน ล้วนเกี่ยวพันกับผลประโยชน์นักการเมือง ดูจะเป็นโจทย์ยากที่จะเกิดขึ้นได้ในรัฐบาลปกติ?
จริงๆ เรื่องกระจายอำนาจ ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือไม่ใช่นักการเมือง เพราะว่าอำนาจที่เราพูดถึงมันอยู่ที่ส่วนกลาง ที่นี้ถ้าเรากระจายไปอยู่ที่จังหวัด อยู่ที่ท้องถิ่น อำนาจของรัฐส่วนกลางก็จะน้อยลง อย่างเช่นอยากทำโครงการนี้ แต่ว่าท้องถิ่นหรือจังหวัดเขาไม่อยากทำโครงการนี้ ส่วนกลางก็สามารถใช้อำนาจบังคับได้น้อยลง เพราะฉะนั้นจึงยากที่จะแก้โครงสร้างตรงนี้ ทั้งนักการเมืองและไม่ใช่นักการเมืองครับ แต่ว่าในขณะเดียวกันถ้ามันมีการต่อสู้ในแง่ความคิดจนยอมที่จะมีการกระจายอำนาจ อย่างอื่นก็น่าจะปรับตามมาง่ายขึ้น แต่ถ้าเราไปทำส่วนอื่นๆ ก่อนในขณะที่อำนาจกระจุกตัวมันก็อาจจะแก้ปัญหาไม่ได้
อย่างเรื่องปฏิรูปการศึกษาพูดกันมานาน แล้วที่ผ่านมาก็เคยทำมาแล้วแต่ดูเหมือนจะยังไปไม่ถึงไหน?
ครับ ก็คงจะต้องมาทบทวนสิ่งที่ทำมาแล้วว่ามันเป็นเพราะอะไร แล้วเรื่องนี้มันก็เกี่ยวพันกับเรื่องอำนาจอยู่เหมือนกัน เราคุยกันว่าจะต้องลดอำนาจรัฐแล้วเพิ่มอำนาจประชาชน ในการศึกษา จริงๆ แล้ว พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติก็มีแนวทางแบบนั้นไว้ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นอย่างนั้น คืออำนาจก็ยังอยู่ที่โรงเรียน อำนาจของโรงเรียนก็ยังอยู่ที่ผอ. อำนาจของการกำหนดหลักสูตรก็ยังอยู่ที่กระทรวง เพราะฉะนั้นถ้าจะปฏิรูปการศึกษาก็ต้องมาดูว่าตกลงเรื่องการศึกษามีอำนาจอะไรบ้างอยู่ตรงไหนบ้าง แล้วค่อยมาคิดกันต่อว่าเราจะสามารถคลี่ปม เหล่านี้ออกได้อย่างไร ก็อาจจะช่วยให้ปัญหาของการศึกษาดีขึ้นได้
ในกลุ่มนักวิชาการที่ทำงานร่วมกันเคยวิเคราะห์ไหมคะว่าอะไรคือปัญหารากฐานที่ทำให้สังคมไทยเหมือนย่ำอยู่ที่เดิมในหลายๆ เรื่อง
ก็มีคนวิเคราะห์กันหลากหลายต่างๆ นานานะครับ บางคนก็ว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ บางคนว่าเป็นเรื่องวัฒนธรรม แต่คณะกรรมการ ปฏิรูปชุดคุณอานันท์มองเรื่องอำนาจเป็น ปมแรก ก็คือเรื่องการกระจายอำนาจระหว่าง ส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น
แล้วในส่วนของพลังงานที่มีการ เรียกร้องกันมากว่าอยากให้ปฏิรูปตอนนี้ ไปถึงไหนแล้ว คือเรื่องของพลังงานก็เป็นส่วนหนึ่งของงานคณะกรรมการปฏิรูปครับ แต่ว่าบังเอิญในช่วงของการทำเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปเรื่องพลังงานถูกพูดถึงบนเวทีเยอะ โดยส่วนตัวผม ผมก็ทำเรื่องพลังงานซึ่ง ก็เหมือนเรื่องอื่นๆ อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ ส่วนกลาง ส่วนกลางเป็นคนบอกว่าจะเอา โรงไฟฟ้าที่จุดนั้นเพื่อเอามาใช้ที่จุดนี้ ในขณะที่ ข้อมูลตัวเลขไฟฟ้าแต่ละจังหวัดใช้ไฟฟ้าเท่าไร และควรจะมีโรงไฟฟ้าอะไรอย่างไร มีทางเลือกอะไร ในแต่ละจังหวัดก็ไม่เคยมีกระบวนการที่จะวางแผนกันในระดับของแต่ละจังหวัดหรือระดับของกลุ่มภาค อันนี้ เป็นตัวอย่างของการรวมศูนย์ที่เป็นส่วนกลาง ที่เห็นได้ในชัดเจนในเรื่องพลังงาน
นอกจากเรื่องการรวมศูนย์แล้วยังมีปัญหาอะไรที่หนักใจมากที่สุด
คือผมคิดว่าเราพึ่งอยู่กับทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ซึ่งก็มีราคาแพงขึ้น แล้วในที่สุดก็จะหายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นที่เราจะมาพัฒนาในเรื่องพลังงานหมุนเวียนนั้น เรายังให้ความสำคัญน้อย เรายังติดใจอยู่กับว่า เทคโนโลยีมีราคาแพง ทั้งที่จริงๆ แล้วการพัฒนาเทคโนโลยีนั้นทำให้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนถูกลงมาเรื่อยๆ ซึ่งมันแปลว่าในอนาคตจะถูกลงมาอีก ในเมื่อเราเห็นอยู่แล้วว่าจะถูกลงมาอีก ในขณะที่ พลังงานฟอสซิลนั้นจะแพงขึ้นไปอีก ทำไมเรา ไม่เปลี่ยนการลงทุนมาเพื่อที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน ในเมื่อทั่วโลกหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนกันมากขึ้น แล้วถ้ามาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเราก็มีโอกาสจะเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี อย่างน้อยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ที่ปัจจุบันก็เป็นอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ลงทุนอย่างเอาจริงเอาจัง ในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าเราลงทุนจริงๆ ตลาดในอาเซียนของเรานั้นยังมีอีกมากเลยครับ
ที่มันเปลี่ยนยากเป็นเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคนหลายกลุ่มหรือเปล่าคะ
เราดูที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติจะเห็นว่าไม่มีตัวแทนประชาชน ไม่มีตัวแทนผู้บริโภค มีแต่หน่วยราชการอยู่ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติก็คือหนึ่งในตัวอย่างของการกระจุกตัวของอำนาจที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป
ถ้าอย่างนั้นอาจารย์มีข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างไร
ผมคิดว่าเราสามารถทำได้ 3 เรื่องหลักๆ นะครับ หนึ่งก็คือตัวโครงสร้างของคนที่ตัดสินใจ ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วม สองคือโครงสร้างราคา อย่างเช่นราคาแก๊สธรรมชาติก็ดี ราคาแก๊สหุงต้ม ก็มีปัญหาราคาที่ไม่เป็นธรรม ไม่สามารถที่จะ เข้าไปกำกับดูแลแก๊สธรรมชาติ ราคาแก๊สหุงต้มได้ เรามีภาคส่วนสำคัญอย่างเช่นปิโตรเคมีที่ใช้แก๊สหุงต้มในอัตราที่ถูกกว่าภาคส่วนอื่นๆ ใช้แก๊สธรรมชาติในอัตราที่ถูกกว่าใช้ไฟฟ้า ใครเป็นคนตัดสินใจ เรื่องเหล่านี้ เราไม่มีคนกำกับดูแล เรามีคนกำกับ ดูแลเฉพาะภาค ไฟฟ้าอย่างเดียว
ส่วนที่สามคือตัวเทคโนโลยี เราจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีของเรานั้นไปถึงพลังงานทางเลือก ไปถึงคนที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ ให้เขาได้มีส่วนร่วมในการวางแผน อย่างการ ทำเรื่องแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้ารอบที่แล้ว มีการจัดการประชุมเพียงครั้งเดียวมีคนเข้าร่วม 200 กว่าคน ในนั้นเกือบ 100 คนเป็นคนของกระทรวงพลังงาน แล้วก็บอกว่า นั่นเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชน เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร ซึ่งข้อเสนอของผมก็คือถ้าเราสามารถทำทั้งสามอย่างนี้ได้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหา แต่ผมไม่อยากให้มีการผูกขาดว่าถ้าโรงไฟฟ้าต้องเอาแบบนั้น ถ้าแก๊สต้องเอาแบบนี้ เพราะว่า จริงๆ แล้วก็ต้องฟังความคิดของหลายๆ ฝ่าย แต่วิธีในปัจจุบันมันเป็นวิธีการฟังที่ค่อนข้างแคบไปและอาจจะเอียงประโยชน์ไปยังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ในกลุ่มเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปตอนนี้ ได้พูดคุยกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ปัจจุบันว่าอย่างไร
อันนี้ไม่ได้คุยจริงๆ เอาเป็นว่าติดตามจากเฟซบุ๊คว่าแต่ละคนออกมาอย่างไรบ้าง ก็มีทั้งคนที่คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะเอาข้อเสนอเหล่านี้เข้าไปสู่การตัดสินใจของคณะคสช. แต่บางส่วนรวมถึงตัวผมก็คิดว่าคงจะไม่เข้าร่วมกับกระบวนการที่ดำเนินการ โดยคสช.หรือกลไกที่จะตามมา เช่น สภานิติบัญญัติ หรือสภาปฏิรูปครับ ความเห็น ก็เลยมีเป็นสองส่วน แต่ส่วนของผมนี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ร่วมมือกับส่วนแรกนะครับ เราอาจจะร่วมมือกับผู้ที่เข้าไปทำงานในนั้น เช่นเข้าไปให้ร่วมมือทางด้านวิชาการ ให้ข้อคิดเห็น อะไรอย่างนี้ครับ
บางคนมองว่าในสถานการณ์อย่างนี้อาจเป็นโอกาสสำหรับภาคประชาชนที่จะผลักดันกฎหมายบางอย่าง เพราะเคยมีตัวอย่างมาแล้ว?
ในรัฐธรรมนูญปี 50 ก็มีกฎหมายเช่น พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มีรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ที่ทำสำเร็จ บางคนก็เลยเพ่งเล็งโอกาสนี้อยู่ แต่ผมอยากจะตั้งประเด็นถึงโอกาสถัดไปมากกว่า เพราะว่าเรามีโอกาสนี้มาหลายรอบ และก็พบว่าเราสนใจเฉพาะโอกาสนี้ก็เลยลืมว่าหลังจากนี้มันต้องมีอีกโอกาสหนึ่ง ซึ่งมันมีบริบทที่แตกต่างจากนี้อย่างสิ้นเชิง ส่วนตัวผมก็คงจะเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสถัดไปมากกว่า
ก่อนหน้านี้เรื่องการปฏิรูปเป็นกระแสที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ลึกลงไปในเนื้อหาแล้วอาจารย์คิดว่ามีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน
ผมว่าไม่ค่อยมากครับ บางเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นการปฏิรูปการศึกษา เขาอาจจะหมายถึงการมีโรงเรียนดีๆ ใกล้ๆ บ้าน แต่จริงๆ มันอาจจะมีหลายอย่างมากกว่านั้น ซึ่งก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน หรืออย่างเรื่องแรงงานเนี่ย เราอาจจะนึกถึงว่าทำอย่างไรที่จะ ไม่มีแรงงานนอกระบบเลย ทุกคนได้รับสวัสดิการหมดเลย เนื้อหาอย่างนี้ก็ไม่ค่อยมี การคุยกันมากนัก จะว่าไปเนื้อหาที่มีการพูดคุยมากที่สุด ก็คือเนื้อหาเรื่องพลังงานซึ่งมันไม่พอ ต้องคุยเรื่องอื่นๆ ด้วย ยกตัวอย่างที่น่าสนใจคือเรื่องที่ดิน ถ้ามี การปฏิรูปตามแนวทางที่คิดไว้ พี่น้องที่ไปร่วมชุมนุมกับ กปปส.จำนวนมากก็อาจจะต้องเป็นผู้ที่เสียค่าที่ดินเพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าเราได้คุยกันแล้วคนส่วนใหญ่บอกเห็นด้วยพลังมันจะยิ่งมาก แต่เนื่องจากไม่ได้คุยก็เลยไม่รู้ว่า ตกลงเมื่อจะใช้จริงๆ พี่น้องจะเห็นด้วยหรือไม่ อันนี้เป็นโจทย์ที่เรายังตอบไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยมีโอกาสคุยกันเรื่องการปฏิรูปมากขึ้น
ในฐานะนักวิชาการจะขับเคลื่อนเรื่องปฏิรูปต่อไปอย่างไร
เรื่องปฏิรูปผมคิดว่าก็คงมอบให้คนที่ใช้โอกาสนี้ ส่วนตัวผมก็จะไปตั้งคำถามให้กับประเด็นประชาธิปไตย คือถึงแม้เราจะสนับสนุนประชาธิปไตยก็ต้องไม่ปฏิเสธว่ามีคนตั้งคำ ถามเกี่ยวกับประชาธิปไตยเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นคำถามเหล่านี้เราไม่ควรมองเพียงแค่ว่าเป็นวาทกรรมของผู้ที่ไม่นิยมชมชอบประชาธิปไตย แต่วาทกรรม เหล่านี้มันมีน้ำหนักได้ต่อเมื่อมันมีความเป็นจริงอยู่อย่างน้อยในระดับหนึ่ง เราก็ต้อง เอาเรื่องเหล่านี้มาขบคิดกัน ผมก็จะไปพยายามมองถึงประชาธิปไตย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเลือกตั้ง แม้กระทั่งเรื่องของการทำมาหากิน เรื่องการจัดการทรัพยากร ประชาธิปไตยจะตอบคำถามต่างๆ เหล่านี้ ได้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องตอบคือเรื่องของการซื้อเสียงขายเสียง เราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจสิ่งนี้และจำเป็นจะต้องทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดย เร็วที่สุด อย่างน้อยในระดับการเลือกตั้งเล็กๆ ระดับหนึ่ง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องมีโมเดลใหม่มี รูปธรรมใหม่ มีบทเรียนใหม่ที่สังคมไทยจะต้องรับรู้ว่าเราเปลี่ยนแปลงมันได้ และนี่ก็เป็นภารกิจของผม
คือจะพยายามเดินหน้าสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตย?
ก่อนอื่นต้องคิดทบทวนตัวเราเองก่อน ให้ความรู้ให้ความคิดแล้วก็ลงมือเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่ามันสำคัญมาก สมมุติว่าวันนี้มี อบต.สักที่หนึ่งที่เขาจะประกาศเลยว่าให้มา จับตาดูเขาได้ ที่ใครบอกว่าเลือกตั้งทุกครั้งต้องซื้อเสียงมาดูอบต.นี้เลย จากนั้นก็มี อบต. ถัดไปและก็มีถัดไป แล้วมาดูกันว่ามันไม่เป็น แบบนี้เพราะอะไรและเราจะไม่เป็นอย่างนี้ในการเลือกตั้งที่ใหญ่กว่านี้ได้หรือไม่ แต่ถ้าเราทำไม่สำเร็จมันก็แน่นอนว่าเราจะตอบคำถามของคนหมู่มากไม่ได้
สิ่งสำคัญอันหนึ่งที่ผมคิดไว้ในใจนะครับ ผมไม่แน่ใจนะครับว่ามันจะถูกไหม แต่ผมไม่อยากให้ไปบอกคสช.ว่า “อีกสองปี จะเลือกตั้ง” ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ผมอยากให้เราทำงานความคิดกันจนพวกเราเองรู้สึกว่า “ไม่ได้แล้วต้องเลือกตั้งแล้ว ฉันพร้อมแล้ว” โดยเลือกตั้งจะต้องไม่เป็นแบบเดิมแล้วเราค่อยมาว่ากัน ค่อยมาลงประชามติกันว่าตกลงแล้วประเทศไทยจะเดินในระบบไหน
ในส่วนของการปฏิรูปมีข้อเสนออะไร ที่อยากจะฝากถึงคนที่อาจจะมารับหน้าที่นี้ ต่อไป
ผมคิดว่าเราอาจจะหยิบเรื่องสำคัญจำนวนไม่เยอะเรื่องขึ้นมา ลองดูว่าในเรื่องต่างๆ เหล่านั้นที่มันเป็นโจทย์ร่วมกันเราแก้ได้ไหม เช่นเรื่องปฏิรูปที่ดิน เราอาจจะหยิบขึ้นมาว่าในช่วงเวลานี้ เราจะทำอย่างไรให้คนล้านคนที่ไม่มีที่ดินทำกิน มีที่ดินทำกินได้ มันมีทางเป็นไปได้ไหม ทำอย่างไรให้แรงงานนอกระบบหายไปภายในสิบปี ไม่มีแล้วแรงงานนอกระบบ มันไม่ควรจะมีใครอยู่นอกระบบสวัสดิการอีก ผมว่าเราน่าจะลองหยิบยกเข้ามา แต่เวลาเราหยิบ ส่วนใหญ่มักจะไปหยิบสิ่งที่เราจะทำ สิ่งที่เรา ตัดสินใจไปแล้ว เช่นจะทำโครงการ 2.2 ล้านล้าน แต่เราไม่ได้พูดว่าปัญหามันคืออะไร งั้นถ้าเกิดว่าเราลองยกเป็นประเด็นปัญหามา เช่นเกษตรกรไม่มีที่ทำกิน หรือประเด็นเรื่องแรงงานนอกระบบ อะไรอย่างนี้ เราหยิบมา มันอาจจะทำให้เราคิดถึงการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น แล้วสามารถดึงคนเข้ามา มีส่วนในการปฏิรูปได้มากขึ้น และอีกอย่างก็อยากให้สังคมไทยมีความหวัง แต่ไม่ฝากความหวัง เรานำความหวังที่มีมาสร้างเพื่อช่วยตัวเราเอง
โดยส่วนตัวแล้วตอนนี้อาจารย์รู้สึกผิดหวังกับสังคมไทยหรือเปล่าคะ
มีบางสิ่งที่ผมผิดหวัง แต่ว่าทุกอย่างมันตั้งอยู่บนความเป็นจริง มันไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องไปผิดหวัง มันมีแต่ว่าเราจะเอาความหวังของเรามาต่อกับความหวังของคนอื่นๆ ได้อย่างไร มาเชื่อมอย่างไรที่มันจะกลายเป็น ความหวังของสังคมไทยจริงๆ
‘ในรัฐธรรมนูญปี 50 ก็มีกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มีรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ที่ทาสาเร็จ บางคนก็เลยเพ่งเล็งโอกาสนี้อยู่ แต่ผมอยากจะตั้งประเด็นถึงโอกาสถัดไปมากกว่า เพราะว่า เรามีโอกาสนี้มา หลายรอบและ ก็พบว่าเราสนใจเฉพาะโอกาสนี้ ก็เลยลืมว่าหลังจากนี้ มันต้องมีอีกโอกาสหนึ่ง ซึ่งมันมีบริบท ที่แตกต่างจากนี้ อย่างสิ้นเชิง’

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ปฏิรูปประเทศไทย และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร