สกู๊ปหน้า 1: ‘ยิ่งยุ่ง’ทศวรรษหน้า ‘อนาคตไทย’ พร้อมมั้ย?? ‘สู้โรค’

Untitled4เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557
จากนี้ไปในอีก 10 ปีข้างหน้า ใครจะรู้บ้างว่าสุขภาพคนไทยจะเป็นแบบใด? ระบบการรักษาพยาบาลจะดีขึ้นหรือแย่ลง? งบประมาณด้านสาธารณสุขจะเพียงพอมากน้อยแค่ไหน? หรือคุณภาพชีวิตของคนไทยจะพัฒนาไปในทิศทางใด? ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเรื่องที่น่าคิด ยิ่งในโลกยุคเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้ “การเตรียมตัว-เตรียมความพร้อม” เพื่อรองรับสถานการณ์และปัญหา ถือเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งนี้ การที่จะเห็น “ปัญหา” ในอนาคต ก็จำเป็นที่จะต้องวาดภาพ “อนาคต” ขึ้นมาให้ได้เสียก่อน… อีก 10 ปี “สุขภาพคนไทย” จะเป็นแบบไหน? จะมีปัจจัยใด? ที่มีผลกระทบ “ระบบสุขภาพ”
‘สถานการณ์ในช่วงเวลา 10 ปีข้างหน้านี้ มีปัจจัยมากมายที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยได้” …นี่เป็นการระบุของ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ถึงปัจจัยที่อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพไทยในอนาคต พร้อมมีการย้ำว่า…ปัจจัยที่จะเข้ามากระทบต่อระบบสุขภาพของไทยในทศวรรษหน้านั้น มีอยู่อย่างมากมาย อาทิ การเคลื่อนย้ายประชากรข้ามชาติ การที่คนไทยย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้าสู่เมืองมากขึ้น รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงอายุของไทย นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและความรู้ที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ความดัน และโรคอ้วน ซึ่งเกิดจากวิถีชีวิตยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากการระบุของเลขาธิการ คสช.แล้ว นักวิชาการ-ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสาธารณสุขเองก็พยายามค้นหา “ปัจจัย” ที่อาจจะส่งผลกระทบกับ “ระบบสุขภาพคนไทย” ในทศวรรษหน้าด้วย โดย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้จัดทำโครงการชื่อว่า “ภาพอนาคตระบบสุขภาพปี 2566” ขึ้นมา ทั้งนี้ เพื่อค้นหาปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทย โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลา 10 ปีข้างหน้านี้ เพื่อ “เตรียมตัว-เตรียมความพร้อม” ในการรับมือปัจจัยดังกล่าวมีทั้ง “เชิงบวก-เชิงลบ”
ที่มีผลกระทบต่อ “สุขภาพคนไทย!!!”ในรายงาน “ภาพอนาคตระบบสุขภาพปี 2566” ซึ่งเป็นโครงการที่เน้น “กระบวนการวิเคราะห์” ระบุไว้ว่า…ปัจจัยที่มีผล กระทบต่อสุขภาวะในระยะ 10 ปีข้างหน้า ที่อาจจะส่งผลต่อ “ทิศทางสุขภาพคนไทย” ได้นั้น ประกอบด้วย…
1.การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน และการเปิดเสรีด้านเศรษฐกิจ ที่ทำให้การค้าขายและคมนาคมขนส่งข้ามพรมแดนมีบทบาทมากขึ้น ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายคนข้ามพรมแดน ทั้งนักเดินทางและแรงงานข้ามชาติได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการ “เพิ่มความเสี่ยงในการระบาด” ของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ และความเจ็บป่วยเกี่ยวกับสาธารณภัย
2.การเปิดเสรีภาคบริการ และการที่ประเทศไทยประกาศนโยบาย Medical Hub ที่ทำให้เกิดความต้องการของระบบบริการสุขภาพในสถานบริการภาคเอกชนมากขึ้น ขณะที่ทรัพยากรด้านสุขภาพโดยเฉพาะบุคลากรมีจำนวนจำกัด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายบุคลากรสุขภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิด “ความขาดแคลน” บุคลากรในด้านนี้ได้…
3.การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เป็นปัจจัยที่มากระทบต่อระบบสุขภาพโดยตรง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแนวคิดทางการเมืองการปกครอง เป็น “สังคมของภาคพลเมือง” เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความตระหนักในสิทธิและหน้าที่ในนโยบายสาธารณะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของตนเองมากขึ้น
4.โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2573 ที่จะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ก็อาจจะทำให้ “เกิดภาระในการดูแลสุขภาพ” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุ ส่งผลให้รัฐต้องลงทุนสร้างและพัฒนาทรัพยากรมากขึ้น
5.การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่พัฒนาเข้าสู่ความเป็นเมืองมากขึ้น ที่อาจจะทำให้ประชาชนมีโรคที่เกิดจาก “วิถีชีวิตแบบคนเมือง” เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มต้องการบริการสุขภาพ ที่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น
6.การเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นเร้าให้เกิดการแข่งขันสูง เพื่อสร้างรายได้ ที่อาจจะนำไปสู่ “ความเหลื่อมล้ำในสังคม” จนทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย อาทิ ปัญหาเยาวชน ยาเสพติด ความรุนแรง หรืออาชญากรรม ซึ่งส่งผลทำให้ประชากรเกิดความอ่อนแอลง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
7.ภูมิอากาศของโลกที่แปรปรวน ที่อาจจะ “ก่อให้เกิดโรคใหม่” ทั้งในคน พืช และสัตว์ นำไปสู่การพัฒนา หรือการใช้ยาใหม่ ๆ รวมถึงการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาที่รุนแรงมากขึ้น
ทั้งนี้ เลขาธิการ คสช. ยังระบุย้ำไว้ด้วยว่า…การเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจจะกระทบต่อ “ระบบสุขภาพของไทย” จำเป็นต้อง “ปรับเปลี่ยนวิธีคิด” โดยนโยบายของรัฐต้องให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ รวมถึงสร้างระบบบริการสุขภาพที่เน้นองค์รวม-เน้นท้องถิ่นให้มากขึ้น รวมถึงต้องทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมดูแลในระบบสุขภาพ เพราะที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็คือ “สถานการณ์”ที่คนไทยต้องเผชิญในอีก 10 ปีข้างหน้านี้…
นี่เป็น “ภาพอนาคตสุขภาพ” บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับ”สุขภาพของคนไทย”รู้ไว้ก่อนก็จะพร้อม “รับมือปัญหา!!!”.

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ระบบสุขภาพ และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร