ยกฟ้องนิคมอุตฯสร้างพนังถาวรป้องกัน”น้ำท่วม”

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ศาลปกครองกลาง พิพากษายกฟ้อง “สมาคมต้านโลกร้อน”เอาผิดนิคมอุตสาหกรรมฯ กับพวกรวม 7 หน่วยงาน ปมสร้างเขื่อนรอบนิคมฯ หวังแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยไม่ผ่านขั้นตอนรับฟังความเห็น-วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ชี้เขื่อน-พนังกั้นน้ำรอบนิคมฯ ไม่ใช่โครงการจึงไม่ต้องประเมิน “ศรีสุวรรณ”เล็งอุทธรณ์ต่อ
เมื่อวานนี้ (20 มิ.ย.) ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวก ซึ่งเป็นชาวบ้านรวม 39 คน ยื่นฟ้อง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, รมว.อุตสาหกรรม, รวม.คลัง, ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน, คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เป็น ผู้ถูกฟ้องที่ 1-7 เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
กรณีนี้ผู้ฟ้องระบุว่า ผู้ถูกฟ้องทั้งเจ็ด สนับสนุนและอนุญาตให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตประกอบการอุตสาหกรรม หรือสวนอุตสาหกรรม ดำเนินการสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำถาวรรอบนิคมอุตสาหกรรม โดยไม่ผ่านกระบวนการ ขั้นตอนและหลักเกณฑ์ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี 2550, พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535, พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และไม่คำนึงว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชน ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม หรือชุมชนโดยรอบนิคมต่างๆ ซึ่งการดำเนินการต้องให้เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย และการจัดทำแผนหรือมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
โดยศาลปกครองกลาง พิเคราะห์ข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายแล้ว เห็นว่า การก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ ไม่ใช่โครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพที่จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงไม่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสุขภาพประชาชน (อีไอเอ) และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย
อีกทั้งโครงการดังกล่าว ไม่ใช่การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม ที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ที่รัฐจะต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง ก่อนที่จะดำเนินโครงการ
ส่วนที่ผู้ฟ้อง ขอให้ศาลสั่งผู้ถูกฟ้อง ร่วมกันจัดทำแผนการระบายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม รอบนิคมอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม และส่วนอุตสาหกรรมทั้ง 11 แห่ง โดยให้ประชาชนโดยรอบมีส่วนร่วม รวมทั้งให้ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และคุณภาพประชาชนโดยรอบ อย่างเป็นรูปธรรม และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตและชดเชยประชาชนนั้น
ศาลเห็นว่า การจะมีแผนจัดการระบายน้ำดังกล่าว รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยเยียวยาฟื้นฟู สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตประชาชน เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจในการบริหารงานของฝ่ายบริหาร ศาลปกครองไม่มีอำนาจก้าวล่วงเข้าไปกำหนดคำบังคับดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2552 จึงพิพากษายกฟ้อง
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวภายหลังว่า จะยื่นอุทธรณ์คดีภายใน 30 วัน เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าต่อไปการนิคมฯ จะทำอะไรต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และที่สำคัญในอนาคตหากมีวิกฤติการณ์น้ำท่วมอีกแล้วมวลน้ำไปท่วมพื้นที่ชุมชนใครจะรับผิดชอบ ถ้าเป็นอย่างนั้นตนคิดว่าองค์คณะศาลปกครองจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ได้วินิจฉัยและพิพากษาด้วย
“การยื่นฟ้อง สมาคมฯ ได้พยายามเสนอในเรื่องข้อเท็จจริง ตัวอย่างเช่นในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีหลายนิคมฯ ซึ่งใช้พื้นที่หลายพันไร่ หากมีการสร้างพนังกันน้ำ แล้วถ้ามีน้ำท่วมแล้วจริงน้ำไม่เข้านิคมฯ ก็จะไปท่วมบ้านเรือนประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อน โดยที่ไม่มีการวางมาตรการรองรับหรือแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า ดังนั้น การฟ้องร้องครั้งนี้จึงเป็นป้องกันเหตุล่วงหน้า ไม่ใช่เกิดปัญหาแล้วค่อยเข้าไปแก้ไข” นายศรีสุวรรณ กล่าว

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน การจัดการน้ำ และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร