ดนัย จันทร์เจ้าฉาย : จุดยืนของสื่อกับกระแสการเปลี่ยนแปลง

Marketeer วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557
สัมมามาร์เก็ตติ้ง

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย:

จุดยืนของสื่อกับกระแสการเปลี่ยนแปลง

 ท่านผู้อ่านคงได้เห็นภาพที่ประชาชนทั่วประเทศจากทุกสาขาอาชีพออกมาแสดงพลังบนท้องถนนเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมากันตามหน้าสื่อ หรือไม่ก็เชื่อว่าหลายท่านคงได้มีส่วนร่วมโดยตรงในการเดินเท้ามุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล จนเกิดเป็นปรากฏการณ์พลังประชาชนครั้งใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่า “ไทยเฉย” ที่เอาแต่นิ่งดูดายต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบของบรรดาผู้มีอำนาจในบ้านเมืองกำลังจะหมดไป ทุกคนกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงประเทศ และจะไม่ยอมแพ้ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมอีกต่อไป

ประเทศไทยได้เดินมาถึงทางแยกที่ทำให้เราอาจต้องกลับมาหยุดคิดกันใหม่ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง กับการเข้ามามีส่วนร่วมของพลังประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขปมปัญหา ประชาธิปไตยระบบตัวแทนนั้นเพียงพอที่จะช่วยให้ประเทศไทยฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ไปได้หรือไม่ แล้วทางออกที่ดีที่สุดที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ร่วมกันนั้นอยู่ตรงไหน

ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานงานเสวนาหัวข้อ “พลังภาคประชาชน ทางออกประเทศไทย ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” ที่มีตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายสื่อมวลชน ประกอบด้วย สถาบันออกแบบประเทศไทย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเข้าร่วมอภิปราย ประเด็นน่าสนใจที่ผมอยากจะหยิบมาเล่าให้ฟังกันในคราวนี้คือ บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนภายใต้แรงกดดันทางการเมืองและสังคมปัจจุบัน

ในฐานะกลไกสำคัญที่มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนสังคม เสรีภาพของสื่อมวลชนได้สะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางประชาธิปไตยในไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 2516 เป็นต้นมา ที่พลังมวลชนได้ปลุกจิตสำนึกสื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพรับใช้ประชาชนให้หลุดพ้นจากการควบคุมของอำนาจรัฐ เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบันที่วงการสื่อเกิดการแตกแยกอย่างหนักเพราะถูกครอบงำและแทรกแซงจากอำนาจทุน

คุณจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแง่มุมด้านนี้ของสื่อน้อยมาก ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ สื่อไม่อาจแสดงจุดยืนเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ โดยต้องเข้าใจก่อนว่าปัจจุบันภูมิทัศน์สื่อ (Media Landscape) เปลี่ยนแปลงไปมาก มีสื่อทางเลือกใหม่ๆ เช่น ทีวีเคเบิ้ล เกิดขึ้นมากมาย อันเป็นผลมาจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีทำให้ระบบการสื่อสารในสังคมพลิกโฉมหน้าไป

สื่อเหล่านี้ในปัจจุบันถือว่ามีอิทธิพลมาก โดยมักเลือกข้างอย่างชัดเจนและนำเสนอข่าวสารจากมุมมองเพียงด้านเดียว กล่าวโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยการใช้วาทกรรมหรือถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้เมื่อถูกนำเสนอออกไปมากเข้าๆ ก็ย่อมสั่งสมในจิตใจของผู้รับข่าวสาร จนอาจนำไปสู่การแสดงออกด้วยความรุนแรงในที่สุด

ขณะที่ฟรีทีวีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการนำเสนอรายการด้วยผังปกติในยามที่บ้านเมืองกำลังเกิดวิกฤติ เนื่องจากบริบทของสื่อได้เปลี่ยนไป ทำให้สื่อทุกวันนี้มีสภาพกลายเป็นอุตสาหกรรม มีผลกำไร มีต้นทุนที่ต้องคำนึงถึง ทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งต่อสู้กันตลอดเวลาระหว่างความคิดเชิงอุดมการณ์ของกองบรรณาธิการคนทำข่าว และความคิดเชิงธุรกิจของนายทุนผู้ประกอบการ และยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้สื่อไม่สามารถนำเสนอรายงานสถานการณ์โดยละเอียดครบถ้วนเช่นเดียวกับสื่อทางเลือกได้

ฉะนั้น ในฐานะผู้บริโภคข่าวสารยุคใหม่จึงจำเป็นที่เราต้อง “รู้จักแยกแยะ” เลือกรับสื่อด้วยความเข้าใจและ “รู้เท่าทัน” ธรรมชาติของสื่อให้ได้เพื่อป้องกันการถูกครอบงำ ขณะเดียวกันทางออกของฝ่ายสื่อในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งสารออกไปสู่ประชาชนที่ควรต้องทำภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ คือ การสร้างจุดสมดุลในการนำเสนอข่าวสารอย่างเท่าเทียมและเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลเป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้านมากที่สุด

อีกเรื่องที่สื่อสามารถทำได้และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด คือ ต้องระมัดระวังการส่งวาทกรรมความเกลียดชังออกไปสู่สาธารณะ และต้อง “ให้สติ” กับสังคมมากขึ้นว่า สิ่งที่เราจะก้าวไปข้างหน้าไม่ควรรีบร้อนเอาชนะคะคานกัน มีบทเรียนในอดีตมากมายสอนให้รู้ว่า สุดท้ายแล้วไม่เคยมีใครเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง เพราะบ้านเมืองในยามนี้ต้องการ “สติ” มากที่สุดที่จะช่วยให้ผ่านจุดวิกฤตินี้ไปได้

ด้านคุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของสื่อกับการมีส่วนร่วมว่า สถานการณ์ของสื่อตอนนี้มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนมากระหว่างคำว่าผู้ประกอบการธุรกิจสื่อกับผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อ พื้นที่สาธารณะของสื่อลดลงมากหลังวิกฤติปี 40 ที่ก่อนหน้านั้น สื่อสามารถขุดคุ้ยประเด็นทุจริตของรัฐมนตรีได้อย่างอิสระ แต่หลังจากนั้นฝ่ายธุรกิจก็เริ่มเข้าแทรกแซงสื่อ คำถามสำคัญตอนนี้คือ จะจัดการกับภาวะใหม่นี้อย่างไร

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบทบาทการกำกับควบคุมสื่อของ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ที่ในปัจจุบันมีกรอบความคิดในการจัดสรรคลื่นความถี่สาธารณะที่น่ากลัวมากเพราะโน้มเอียงเข้าข้างหน่วยงานรัฐ พร้อมกับยกร่างประกาศตามมาตรา 37 เรื่องการควบคุมเนื้อหารายการซึ่งปรากฏว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อเป็นอย่างมาก

“ประชาชนจึงควรส่งเสียงให้ดังไปถึงผู้ประกอบธุรกิจสื่อและ กสทช. ที่มีหน้าที่กำกับสื่อวิทยุโทรทัศน์ เรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านี้ทบทวนบทบาทของตัวเองให้พวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

สุดท้ายนี้ ผมขอประชาสัมพันธ์รายการวิทยุน้องใหม่ “ตื่นเถิดไทย” ที่จะมาปลุกพลังความตระหนักรู้ ดึงความเป็นไทยของพวกเราทุกคนออกมา รับฟังได้ทางสถานีวิทยุชุมชนทั่วประเทศ หรือรับฟังออนไลน์ได้ที่ http://www.dhamdee.com .

Marketeer เดือน ธันวาคม 2556

ที่มา : http://marketeer.co.th

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร